เมื่อวาน เวลา 01:04 • ความคิดเห็น

อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียว

ช่วงหยุดสงกรานต์ผมกับครอบครัวไป staycation ที่โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่งอยู่ 3 คืน
นอนตื่นสายๆ กว่าจะได้กินข้าวเช้าก็เกือบสิบโมง กลับมาซุกตัวบนเตียงนอนอ่านหนังสือ ตอนบ่ายออกไปเดินห้างหรืออาร์ตแกลเลอรี่ ตอนเย็นเดินถนน ย่ำค่ำนั่งกินของอร่อยอยู่ริมน้ำ กลางคืนอยู่กันจนดึกดื่นแล้วก็วนลูปไป
กินขนมเยอะ นอนดึก ตื่นสาย รูทีนต่างๆ ที่เคยมีอย่างการออกกำลังกายและการภาวนาถูกวางเอาไว้ชั่วคราว น้ำหนักขึ้นมาเกือบหนึ่งกิโล
เช้าวันสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์ ระหว่างนั่งกินข้าวเช้าตอนสิบโมงกว่า ผมก็ฉุกคิดได้ว่า นี่อยู่มาแค่สามคืนยังรู้สึกอ้วนขึ้นขนาดนี้ ถ้าอยู่แบบนี้ไปอีกสามเดือน สุขภาพน่าจะย่ำแย่
ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้สบายเกินไป ยิ่งสบายยิ่งอ่อนแอ
แล้วผมก็เห็นถึงความย้อนแย้ง ของ "สองเรื่องเล่าแห่งยุคสมัย"
เรื่องเล่าแรกคือเราต้องพยายามมีอิสรภาพทางการเงิน ด้วยการหารายได้ให้มากๆ มีเงินไปลงทุนจนได้ passive income เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
เช่นถ้าในวัยเกษียณเราอยากมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท (ปีละ 600,000 บาท) เราก็ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 20 ล้านบาท เพราะเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ให้คูปอง 3% ต่อปี แล้วเราจะได้ผลตอบแทน 600,000 บาททุกปีตลอดไป
การมีเงินเก็บหลักสิบล้านดูเป็นเรื่องห่างไกลสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ และห้าหมื่นบาทสำหรับหลายคนก็ไม่พอด้วย บางคนอยากมีใช้เดือนละแสน หรือสองแสน
รายได้ทางเดียวจึงไม่พอ ต้องหาความรู้เพิ่มเติม ต้องทำธุรกิจเสริม ต้องนำเงินไปลงทุน รู้สึกว่าต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลาไม่อย่างนั้นตอนแก่น่าจะลำบาก
ความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังแนวทางนี้ก็คือ "มีมากๆ เอาไว้ก่อนอุ่นใจดี แต่วันนี้ต้องยอมเหนื่อย"
ส่วนเรื่องเล่าที่สองก็คือเรื่องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กระแส Longevity กำลังมาแรง ทั้งคาร์ดิโอ ทั้งเวตเทรนนิ่ง ทั้ง IF ทั้งลดคาร์บ ทั้ง Hyrox เราจะมีชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาวได้ก็ด้วยการมีวินัยและใช้ชีวิตละม้ายคล้ายคลึงกับพลทหารและนักบวชเข้าไปทุกที
และนี่คือสองเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดกัน
เรื่องแรกคือเราต้องมีเงินเก็บหลักสิบล้านเพื่อซื้อความสบายกายและสบายใจ
เรื่องที่สองคือเราควรใช้ชีวิตอย่างมีวินัย บริโภคแต่น้อย
ก็เลยกลายเป็นว่าเรากำลังใช้เวลาและพลังชีวิตไปมากมายเพื่อสะสมทรัพย์สิน ทั้งที่จริงแล้วเมื่อถึงเวลา เราแทบไม่มีความจำเป็นต้องใช้มันเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้อยู่แก่ใจการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลสจะทำให้ป่วยทั้งวันนี้และวันหน้า
ซึ่งย่อมมีคนเถียงว่าไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร การมีเยอะไม่ได้แปลว่าเราจะต้องตามใจกิเลสเสียหน่อย มันเป็นไปได้ที่เราจะมีเงินเยอะและเราเสพแต่น้อย ถ้าเกิดอะไรเลวร้ายขึ้นมาจะได้ล้มบนฟูก
ประเด็นของผมก็คือฟูกนี้มันจำเป็นต้องหนาแค่ไหน และเราต้องจ่ายอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้ฟูกนี้มา
ผมเห็นความเสี่ยงอยู่สามประการของการมุ่งเพิ่มความหนาของฟูก
หนึ่ง เมื่อเรามุ่งมั่นสร้างอนาคต เราอาจละเลยหรือบกพร่องในการดูแลคนใกล้ตัวของเราปัจจุบัน
สอง หากเรามุ่งมั่นจะไปให้ถึงเส้นชัยด้วยความเร็วสูง เราก็อาจไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจและอาจสูญเสียสิ่งที่เคยสะสมมา
สาม เมื่อฟูกเราหนา เราก็มีทีท่าที่จะจับจ่ายใช้สอยแบบไม่ระมัดระวัง มันจะไม่ทำให้เราจนลง แต่มันจะทำให้บ้านรกขึ้น บ้านเราจะเต็มไปด้วยอาหารที่กินไม่ทัน ข้าวของที่ไม่ได้ใช้ และห้องเก็บของที่เต็มจนไม่มีที่ให้เดิน
การตั้งเป้าว่าต้องมี passive income เดือนละ 50,000 บาทโดยไม่กินเงินต้น อาจทำให้ทางเลือกของเราแคบลงเพราะมันไม่ใช่ First Principles Thinking
First Principles Thinking (การคิดเชิงหลักการพื้นฐาน) คือกระบวนการแก้ปัญหาด้วยการย่อยปัญหาซับซ้อนให้กลายเป็น "ความจริงพื้นฐาน" (Fundamental Truths) ที่ไม่อาจย่อยได้อีก
ถ้ากลับมาที่ความจริงพื้นฐาน เราสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยปัจจัยสี่ - อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
เสื้อผ้าอาจจะเป็นโจทย์ที่ง่ายสุด อย่างน้อยก็สำหรับผู้ชายที่ไม่ได้ต้องแต่งตัวอะไรมากมาย
ยารักษาโรคอาจจะง่ายรองลงมา เพราะคนไทยเข้าถึงการแพทย์ได้ค่อนข้างดี ยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และคนที่มีสตางค์หน่อยก็สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ และคนที่มองการณ์ไกลก็จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้
ที่อยู่อาศัยเป็นโจทย์ที่ยากมาก ยิ่งเห็นป้ายโฆษณาบ้านสมัยนี้ยิ่งถอดใจ แต่ถ้าเราตัดสินใจได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่กรุงเทพไปตลอด โจทย์นี้อาจจะง่ายขึ้นมาก
อาหารอาจจะเป็นโจทย์ที่วุ่นวายสุด เพราะต้องหาใหม่ทุกวัน และเราคุ้นชินกับการซื้อกินมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมืองไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว ถ้าเราทำความรู้จักกับทรัพย์ในดิน เราก็อาจจะสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวได้
ที่ผมเขียนมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าผมทำได้เอง ผมทำอาหารไม่เป็น ซื้อกับข้าวก็ไม่เป็น ปลูกผักยังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็คิดว่าสมควรแก่เวลาที่จะเริ่มศึกษาจริงจัง
และผมเองก็ไม่ได้คัดค้านหากใครจะตั้งใจเก็บเงินเป็นหลักล้านเพื่อวัยเกษียณ มันคือสิ่งที่ผมเองก็กำลังทำ แต่ก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าในโลกที่ผันผวนและเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ การฝากความหวังไว้ที่ "การมีเงิน" เพียงอย่างเดียวอาจจะเสี่ยงไปหน่อย
ประเทศ / ปี / อัตราเงินเฟ้อ
1
ไทย / 2022 / 6%
ตุรกี / 2022 / 55%
ศรีลังกา / 2022 / 60%
อาร์เจนตินา / 2024/ 267%
เวเนซูเอลา / 2018 / 1,700,000%
กล่าวโดยสรุป การมีทรัพย์สินและเงินเก็บเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ก็ให้ระวังว่าเราไม่จำเป็นต้องมีฟูกของเงินที่หนาเกินพอดี เพราะมันอาจจะแฟ่บลงภายในไม่กี่ปีโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย เราควรหันมาสร้างฟูกแห่งปัจจัย 4 เพราะเงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง
และโดยเนื้อแท้แล้วกายหยาบเราไม่ได้ต้องการบริโภคอะไรมากมาย ความเสี่ยงที่แท้จริงของคนที่ได้อ่านบล็อกนี้จึงไม่ใช่ความอดอยาก แต่เป็นการเสพอะไรที่ล้นเกิน เราจึงต้องรักษาวินัยในการนอน การเคลื่อนไหว และการกินให้คล้ายกับคนในเครื่องแบบ เพราะถ้าปล่อยตัวปล่อยใจเหมือนตอนที่ผมไป staycation น่าจะไม่เป็นการดี
อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียวครับ
โฆษณา