22 เม.ย. เวลา 12:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

อนาคต AI จะขูดรีดเราไหม? เมื่อ Agentic AI กำลังใช้แผน “เผาเงิน” ยึดตลาด เหมือน Shopee, Lazada?

ย้อนกลับไปประมาณสิบกว่าปีก่อน ในยุคที่แอปพลิเคชันซื้อของออนไลน์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อธุรกิจ E-commerce เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจัง
ภาพที่เราทุกคนคุ้นเคยกันดีคือการแข่งขันสาดโปรโมชันอย่างดุเดือด แพลตฟอร์มต่างๆ แจกโค้ดส่งฟรีแบบไม่อั้น มอบส่วนลดมหาศาลชนิดที่ว่ายิ่งซื้อก็ยิ่งรู้สึกคุ้มค่า
บางครั้งเรากดสั่งของชิ้นเล็กๆ ราคาสินค้าบวกกับค่าส่งแล้ว ยังมีราคาถูกกว่าการที่เราเดินออกไปซื้อเองที่ร้านสะดวกซื้อปากซอยเสียอีก
ในช่วงเวลานั้น หากเรากางงบการเงินของบริษัทเหล่านี้ดู เราจะพบว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ยอมแบกรับตัวเลขขาดทุนมหาศาลหลักพันล้าน หรือบางแห่งทะลุหมื่นล้านบาทในแต่ละปี
พวกเขาไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อหวังเงินกำไรในวันนั้น แต่เป้าหมายที่แท้จริงเบื้องหลังการยอมขาดทุน คือภารกิจในการเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์อย่างถาวร
เมื่อผู้คนเริ่มเสพติดความสะดวกสบาย เสพติดการใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือถือแทนการขับรถออกไปเดินห้างสรรพสินค้า
เมื่อนั้นกับดักทางธุรกิจที่ถูกวางเอาไว้ก็ทำงานโดยสมบูรณ์
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างถาวร และคู่แข่งรายย่อยที่ไม่สามารถทนพิษบาดแผลจากการขาดทุนล้มหายตายจากไปจนหมด
แพลตฟอร์มรายใหญ่ที่เหลือรอดเพียงไม่กี่รายก็เริ่มเข้าสู่โหมดเก็บเกี่ยวผลกำไร
โค้ดส่งฟรีที่เคยมีแจกทุกวันเริ่มกลายเป็นของหายาก ค่าธรรมเนียมการขายที่หักจากพ่อค้าแม่ค้าถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบขั้นบันได และราคาสินค้าที่เราซื้อก็ไม่ได้ถูกกว่าท้องตลาดอีกต่อไป
กลยุทธ์ทางธุรกิจรูปแบบนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Blitzscaling ซึ่งเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ยอมละทิ้งผลกำไรในระยะสั้น และยอมเผาเงินทุนจำนวนมหาศาลเพื่อยึดครองส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
1
แนวคิดนี้ถูกใช้จนกลายเป็นคัมภีร์หลักของธุรกิจสตาร์ทอัพในฝั่ง Silicon Valley มาอย่างยาวนาน
ภาพตัดมาที่ยุคปัจจุบัน โลกเทคโนโลยีกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง และดูเหมือนว่ากลยุทธ์การเผาเงินเพื่อยึดครองตลาดกำลังถูกนำกลับมาใช้อย่างเต็มรูปแบบในสมรภูมิของ AI
เพียงแต่สมรภูมิในครั้งนี้ สินค้าที่ถูกนำมาลดแลกแจกแถมไม่ได้อยู่ในรูปของเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นความฉลาดและขีดความสามารถในการทำงานแทนมนุษย์
ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราทุกคนเริ่มคุ้นเคยกับ AI ที่คอยทำหน้าที่ตอบคำถาม ช่วยสรุปข้อมูล หรือช่วยเขียนบทความ
ซึ่งเราเรียกเทคโนโลยีกลุ่มนี้ว่า Generative AI แต่สิ่งที่กำลังเป็นกระแสหลักในโลกเทคโนโลยีวันนี้ และกำลังจะเข้ามาพลิกโฉมโลกการทำงานอย่างแท้จริงคือเทคโนโลยีที่ก้าวไปอีกขั้น ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Agentic AI
ความแตกต่างที่สำคัญและน่าทึ่งที่สุดคือ AI ยุคใหม่นี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อรอรับคำสั่งและตอบกลับเป็นตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว
แต่มันถูกออกแบบมาให้มีความคิดริเริ่ม สามารถตีความเป้าหมายขนาดใหญ่ วางแผนขั้นตอนการทำงานย่อยๆ และลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเองประหนึ่งว่าเป็นพนักงานประจำคนหนึ่งที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เราลองนึกถึงบริษัทวิจัยและพัฒนา AI ระดับโลกอย่างบริษัท Anthropic
บริษัทนี้ได้เปิดตัวความสามารถใหม่ที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกให้กับโมเดล AI ที่ชื่อว่า Claude CoWork
ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ระบบ AI สามารถมองเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ มันไม่ได้แค่ประมวลผลข้อความ แต่มันสามารถขยับเมาส์ไปคลิกตามปุ่มต่างๆ บนหน้าจอ สามารถเปิดเว็บเบราว์เซอร์เพื่อค้นหาข้อมูล สามารถเปิดโปรแกรมตารางคำนวณและพิมพ์ตัวเลขลงไปได้เอง
หากเราสั่งให้มันไปหารายชื่อลูกค้าจากเว็บไซต์คู่แข่ง สรุปข้อมูลทั้งหมดลงในไฟล์ นำข้อมูลนั้นมาสร้างกราฟ และส่งอีเมลแนบไฟล์หาทีมงาน
มันก็สามารถทำทุกขั้นตอนต่อเนื่องกันจนจบกระบวนการได้ โดยที่เราสามารถลุกไปชงกาแฟแล้วกลับมาดูผลงานได้เลย
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของชุมชนนักพัฒนาที่สนับสนุนระบบเปิด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อระบบ Open Source ก็ไม่ได้ยอมน้อยหน้า
มีการรวมตัวกันของนักพัฒนาทั่วโลกสร้างโปรเจกต์ที่ชื่อว่า OpenDevin ซึ่งเปรียบเสมือนวิศวกรซอฟต์แวร์ AI ที่เปิดให้ทุกคนสามารถนำไปใช้งานและพัฒนาต่อยอดได้
ระบบนี้สามารถอ่านโค้ดโปรแกรมของบริษัทที่ซับซ้อน สามารถวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง เขียนโค้ดเพื่อแก้ไขปัญหา และทำการรันการทดสอบระบบได้เองโดยอัตโนมัติ
มันเหมือนกับคุณมีโปรแกรมเมอร์ส่วนตัวระดับหัวกะทิที่พร้อมทำงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือน ไม่ต้องมีสวัสดิการ และไม่ต้องพักผ่อน
โปรเจกต์ลักษณะนี้เกิดจากการต่อยอดแนวคิดของ AI ชื่อดังก่อนหน้านี้อย่าง Devin ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Cognition ซึ่งสามารถระดมทุนไปได้มหาศาลจากความสามารถในการเขียนโค้ดอัตโนมัติ
แต่ความสามารถที่ล้ำยุคราวกับเวทมนตร์เหล่านี้ เบื้องหลังต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่มหาศาลระดับที่ยากจะจินตนาการ
การที่ AI อย่าง Claude จะสามารถประมวลผลภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวินาที วิเคราะห์หาตำแหน่งของปุ่มได้อย่างแม่นยำ และสั่งการเมาส์ให้ขยับไปคลิกได้อย่างถูกต้องนั้น
ระบบจะต้องใช้หน่วยคำนวณที่ในวงการเทคโนโลยีเรียกว่า Token จำนวนมากมายมหาศาล
การประมวลผลข้อมูลระดับนี้ไม่สามารถใช้ชิปคอมพิวเตอร์ธรรมดาได้ แต่จำเป็นต้องพึ่งพาชิปประมวลผลกราฟิก หรือ GPU ระดับสูง ซึ่งชิปตัวท็อปในตลาดอย่างของบริษัท Nvidia นั้นมีราคาต่อชิ้นหลักล้านบาท และต้องใช้ชิปเหล่านี้นับหมื่นตัวมาเชื่อมต่อกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์ข้อมูลที่ใช้ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ยังต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลตลอดเวลา มีการประเมินกันว่าการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่บางแห่ง อาจเทียบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของเมืองขนาดเล็กเมืองหนึ่งเลยทีเดียว
แต่เมื่อเราหันมาดูราคาที่ผู้ใช้งานอย่างเราๆ ต้องจ่าย มันกลับเป็นราคาที่ถูกจนน่าเหลือเชื่อ เราสามารถจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเพียงไม่กี่ร้อยบาท เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะที่บริษัทระดับโลกต้องลงทุนสร้างด้วยเงินหลายหมื่นล้าน
หรือหากเป็นกลุ่มนักพัฒนาที่เขียนโค้ดเชื่อมต่อระบบหลังบ้านผ่าน API ต้นทุนในการให้ AI ทำงานหนึ่งชิ้นอาจตกเพียงแค่ไม่กี่สตางค์เท่านั้น
นี่คือรูปแบบการตั้งราคาที่เรียกว่า Subsidized Pricing ซึ่งหมายความว่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังยอมแบกรับต้นทุนส่วนต่างเอาไว้เองทั้งหมด ยอมเข้าเนื้อตัวเองทุกครั้งที่เราป้อนคำสั่งให้มันทำงาน
คำถามที่น่าสนใจก็คือ พวกเขายอมขาดทุนแบบนี้ไปเพื่ออะไร?
คำตอบก็คือพวกเขาต้องการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Ecosystem Lock-in หรือการผูกขาดเชิงระบบนิเวศ
ลองจินตนาการดูว่า หากบริษัทของคุณตัดสินใจนำ AI มาใช้จัดการระบบหลังบ้านทั้งหมด นำมาใช้เป็นสมองกลในการตอบคำถามลูกค้า นำมาใช้ช่วยวิเคราะห์บัญชีรายรับรายจ่าย และให้วิศวกรในทีมหันมาใช้โปรแกรมอย่าง OpenDevin เป็นเครื่องมือหลักในการทำงานทุกวัน
เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ระบบต่างๆ ของบริษัทคุณจะถูกเขียนโค้ดเชื่อมต่อและผูกติดเข้ากับโมเดล AIเหล่านี้อย่างแยกไม่ออก
พนักงานจะเริ่มคุ้นชินกับการมีผู้ช่วยดิจิทัล และกระบวนการทำงานทั้งหมดขององค์กรจะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระบบเฉพาะของค่ายนั้นๆ
เมื่อถึงจุดนั้น การที่องค์กรของคุณจะเปลี่ยนใจย้ายไปใช้ระบบ AI ของบริษัทคู่แข่ง จะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด
ซึ่งมีต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงที่สูงมากจนไม่มีใครอยากทำ และนั่นคือเวลาที่บริษัทผู้ให้บริการ AI จะสามารถขึ้นราคา หรือปรับเปลี่ยนแพ็กเกจการเก็บเงินได้อย่างอิสระ เพราะรู้ว่าลูกค้าไม่สามารถหนีไปไหนได้แล้ว
เมื่อระบบนิเวศข้อมูลทุกอย่างในโลกยุคใหม่ต้องเชื่อมโยงกันผ่านอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา
การทำงานของ Agentic AI จึงต้องพึ่งพาเครือข่ายและระบบคลาวด์ที่รวดเร็วและไม่สะดุดแม้แต่วินาทีเดียว
หากเรามองจากภาพรวมทั้งหมดนี้ ธุรกิจ AI ดูเหมือนกำลังเดินตามรอยความสำเร็จของธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบเป๊ะๆ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของเทคโนโลยีมีตัวแปรที่ซ่อนอยู่ ปลายทางของเรื่องนี้อาจไม่ได้จบลงแบบเดียวกันเสมอไป
และมีเหตุผลสำคัญสามประการที่ทำให้ AI ระดับโลก ไม่สามารถผูกขาดและขูดรีดผู้บริโภคในระยะยาวได้ง่ายเหมือนกับแอปพลิเคชันสั่งอาหารหรือแพลตฟอร์มซื้อของออนไลน์
ประการแรก เราต้องทำความเข้าใจถึงความแตกต่างพื้นฐานของโครงสร้างต้นทุนเสียก่อน
ในโลกของธุรกิจที่ต้องพึ่งพาโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ต้นทุนมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นตามกาลเวลา ค่าน้ำมันมีแนวโน้มแพงขึ้นตามปัจจัยโลก ค่าแรงขั้นต่ำของคนขับรถส่งของเพิ่มสูงขึ้น ค่าเช่าที่ดินเพื่อทำโกดังสินค้าก็ปรับตัวสูงขึ้น
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจึงมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องผลักภาระต้นทุนส่วนเพิ่มเหล่านี้ไปให้ผู้ใช้งานในที่สุด
แต่ในโลกของเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ กฎพื้นฐานจะทำงานสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ต้นทุนของการประมวลผลคอมพิวเตอร์จะถูกลงเรื่อยๆ ตามหลักการของ Deflationary Cost ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของ Moore’s Law ที่ระบุว่าประสิทธิภาพของชิปประมวลผลจะก้าวกระโดดขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่ขนาดของมันจะเล็กลง
โมเดล AI จะถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง กินทรัพยากรน้อยลง แต่ยังคงความฉลาดเอาไว้ได้
ในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็นโมเดลขนาดเล็กที่ฉลาดเทียบเท่ากับโมเดลระดับท็อปในปัจจุบัน แต่กลับใช้ต้นทุนในการประมวลผลน้อยกว่าเดิมหลายสิบเท่า
สิ่งนี้หมายความว่าต้นทุนที่แท้จริงของบริษัทเทคโนโลยีในการให้บริการจะลดลงตามธรรมชาติ
ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดันมหาศาลจากฝั่งต้นทุนที่จะต้องรีบขึ้นราคาอย่างรุนแรงเหมือนธุรกิจรูปแบบอื่น
ประการที่สอง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด คือพลังของชุมชนนักพัฒนาระบบเปิด
ในวงการซื้อของออนไลน์ หากแพลตฟอร์มรายใหญ่สองสามรายจับมือฮั้วกันขึ้นค่าธรรมเนียม พ่อค้าแม่ค้าและผู้ซื้อทั่วไปแทบจะไม่มีทางเลือกอื่นเลย
เพราะคนธรรมดาไม่สามารถใช้เงินทุนสร้างระบบโกดังและเครือข่ายรถขนส่งสินค้าทั่วประเทศขึ้นมาเองได้ภายในข้ามคืน
แต่ในวงการ AI สถานการณ์แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หากบริษัทอย่าง Anthropic หรือบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เจ้าอื่นๆ ตัดสินใจขึ้นราคาค่าใช้งานโมเดลของตัวเองจนแพงเกินรับได้
1
องค์กรธุรกิจต่างๆ ก็พร้อมที่จะหันไปหาทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันได้ทันที
ทางเลือกที่ว่านั้นคือโมเดล AI ระดับสูงที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี อย่างเช่นโปรเจกต์ Llama ที่พัฒนาและแจกจ่ายฟรีโดยบริษัท Meta หรือโมเดลที่ทรงพลังจากฝั่งยุโรปอย่าง Mistral
รวมถึงการนำระบบวิศวกรอัตโนมัติอย่าง OpenDevin มาติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทตัวเอง
การมีอยู่ของระบบ Open Source ระดับโลกเหล่านี้ เปรียบเสมือนเพดานราคาที่มองไม่เห็น มันทำหน้าที่คอยตรวจสอบและคานอำนาจ ไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีหน้าเลือดรายใดรายหนึ่งสามารถตั้งราคาขูดรีดผู้บริโภคได้ตามอำเภอใจ
เพราะถ้าราคาของระบบปิดแพงเกินกว่าต้นทุนที่ธุรกิจจะยอมรับได้ บริษัทเหล่านั้นก็แค่ดาวน์โหลดโมเดลฟรีมาปรับแต่งและรันบนระบบของตัวเอง
ประการที่สาม คือเรื่องของโมเดลการทำกำไรที่แท้จริง เป้าหมายในการสร้างรายได้หลักของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ อาจไม่ได้มุ่งเป้ามาที่การดูดเงินจากกระเป๋าของผู้ใช้งานทั่วไปตั้งแต่แรก
พวกเขาอาจจะยินดีและยอมให้ผู้ใช้งานระดับบุคคล จ่ายเงินในราคาที่ถูกแสนถูกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อแลกกับการได้นำข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน ไปป้อนกลับเข้าสู่ระบบเพื่อพัฒนาโมเดลของพวกเขาให้ฉลาดมากยิ่งขึ้น
แต่บ่อทองคำที่แท้จริงที่พวกเขากำลังหมายตา คือลูกค้าระดับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ต่างหาก
บริษัทเหล่านี้ต้องการเข้าไปทำสัญญาระยะยาวระดับหลายล้านดอลลาร์ เพื่อวางระบบอัตโนมัติแบบครบวงจรให้กับธนาคารข้ามชาติ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ หรือบริษัทประกันภัยระดับโลก
โมเดลธุรกิจลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วกับบริษัทอย่าง Microsoft (ไมโครซอฟท์) ที่ทำรายได้มหาศาลจากการขายสิทธิ์การใช้งานระบบผู้ช่วยอัจฉริยะให้กับองค์กรในระดับราคาที่สูงต่อหนึ่งผู้ใช้งาน
เมื่อระบบ Agentic AI สามารถช่วยองค์กรขนาดใหญ่ลดต้นทุนการจ้างงานพนักงานฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล พนักงานฝ่ายกฎหมาย หรือพนักงานลูกค้าสัมพันธ์ได้เป็นหลักพันคน องค์กรเหล่านี้ก็พร้อมและยินดีที่จะเซ็นสัญญาก้อนโตเพื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลจากกลุ่มลูกค้าภาคธุรกิจระดับองค์กรนี่เอง ที่จะเป็นน้ำเลี้ยงหลักช่วยหล่อเลี้ยงบริษัท AI ให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยไม่มีความจำเป็นต้องมารีดไถเอากับประชาชนคนทั่วไป
เรื่องราวการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ AI สามารถคิด วางแผน และลงมือทำเองได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้ จึงถือเป็นทั้งโอกาสที่ยิ่งใหญ่และเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในโลกธุรกิจ
แนวคิดการเติบโตแบบ Blitzscaling จะยังคงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อดึงดูดให้ผู้คนและธุรกิจต่างๆ เข้ามาเสพติดความสะดวกสบาย
แต่ด้วยธรรมชาติของเทคโนโลยีที่ต้นทุนจะถูกลงเรื่อยๆ และพลังของการรวมกลุ่มพัฒนาระบบเปิด จะเป็นตัวช่วยรักษาสมดุลที่สำคัญ ไม่ให้เกิดการผูกขาดตลาดที่เลวร้ายจนเกินไป
สำหรับคนทั่วไปรวมถึงเจ้าของธุรกิจ สิ่งที่เราควรตระหนักและเตรียมตัวรับมือ ไม่ใช่การตื่นตระหนกตกใจหรือกังวลว่าในอนาคตราคาเทคโนโลยีจะแพงขึ้นจนแตะต้องไม่ได้
แต่เป็นการรู้เท่าทันเกมธุรกิจและวางกลยุทธ์ของตัวเองให้เหมาะสม การใช้ประโยชน์จาก AI ในช่วงเวลาที่มันยังคงทำสงครามราคาและให้บริการในราคาถูก ถือเป็นความได้เปรียบของชีวิตและธุรกิจ
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องระมัดระวังไม่เอาตัวตนหรือธุรกิจของเรา เข้าไปผูกติดและพึ่งพากับระบบของบริษัทใดบริษัทหนึ่งมากจนเกินไป
เราควรออกแบบกระบวนการทำงานให้มีความยืดหยุ่น เก็บรักษาข้อมูลสำคัญที่เป็นหัวใจของธุรกิจไว้กับตัวเสมอ และเปิดใจเรียนรู้ทำความเข้าใจเครื่องมือใหม่ๆ
รวมถึงการติดตามความเคลื่อนไหวของฝั่งระบบ Open Source อยู่ตลอดเวลา
ในโลกยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง ผู้ชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีที่สามารถสร้าง AI ที่เก่งที่สุดและมีงบประมาณมากที่สุดเพียงอย่างเดียว
แต่จะเป็นองค์กรธุรกิจและบุคคลธรรมดา ที่รู้จักวิธีบริหารจัดการพนักงานดิจิทัลเหล่านี้ได้อย่างชาญฉลาด สามารถดึงเอาศักยภาพสูงสุดของระบบมาใช้ประโยชน์ในการเติบโต
โดยที่ตัวเราเองยังคงสามารถรักษาอิสรภาพในการเลือก และไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีในระยะยาวอย่างแท้จริง
References : [anthropic, techcrunch, bloomberg, wired, github]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา