23 เม.ย. เวลา 11:00 • ปรัชญา

กองกระดาษแห่งความหมาย

เมื่อมืดดำ เมื่อสูญเสีย บางสิ่งจึงเริ่มเปล่งแสง
เมื่อโลกเงียบลง ผมก็เริ่มได้ยิน
มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมเหลือแค่ตัวเอง
ไม่ใช่เพราะเลือก แต่เพราะทำให้มันเป็นแบบนั้น
ผมในวัยมัธยมปลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยอีโก้ มั่นใจในตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล และไม่เคยฟังใคร — เพื่อนซึ่งเปรียบเสมือนอีกครึ่งของชีวิตในวัยที่ฮอร์โมนพุ่งพล่าน ค่อยๆ ถอยห่างออกไปทีละคน จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงความเงียบที่ดังมาก
ความเหงาเป็นครูที่โหดที่สุดที่ผมเคยพบ
แต่มันสอนสิ่งที่ไม่มีห้องเรียนไหนสอนได้ — ว่าการที่ผมเชื่อว่าตัวเองถูกตลอดเวลา นั่นแหละคือความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุด
เปิดตำรา (ด้วยเหตุผลที่ผิดทั้งหมด)
ผมหยิบหนังสือขึ้นมาครั้งแรก ไม่ใช่เพราะอยากเรียนรู้
แต่เพราะอยากพิสูจน์ว่าตัวเองฉลาด
หนังสือเล่มแรกที่ผมเลือกคือ "วิถีแห่ง ขงจื้อ ขงเบ้ง โจโฉ สอนให้เป็นยอดคนไร้ขีดจำกัด" — ผมคิดว่ามันจะยืนยันความเป็น "ยอดคน" ของผม แต่สิ่งที่ได้กลับมาแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
คำสอนของขงจื้อ บทเรียนจากขงเบ้ง และโจโฉ ทำให้ผมช้าลง จิตใจสงบลง และเริ่มตระหนักถึงความเล็กจ้อยของตัวเองต่อหน้าความยิ่งใหญ่ของความรู้ที่มีอยู่จริงในโลก
แล้วผมก็หลงไหลในการเดินทางไปยังความรู้นั้น
หรือฉันผิด?
สองเล่มถัดมาเปลี่ยนวิธีที่ผมมองตัวเองไปตลอดกาล
Principles ของ Ray Dalio สอนให้ผมเปิดรับ feedback อย่างเป็นกลาง — ไม่ใช่แค่รับ แต่แสวงหามัน ผมถึงขั้นสร้าง Google Form แปะไว้หน้า bio ทุกช่องทาง ให้เพื่อนๆ ส่งสิ่งที่ผมทำพลาดในแต่ละวันมาให้ผมอ่าน บางคนอาจบอกว่าสุดโต่ง แต่นั่นคือการทะลายอีโก้ที่เราสั่งสมมาทั้งชีวิต
The Subtle Art of Not Giving a F*ck ของ Mark Manson สะกิดความคิดที่เรียบง่ายแต่โหดร้ายว่า — เราไม่ได้พิเศษกว่าหรือด้อยกว่าคนอื่น เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่โง่ได้ ฉลาดเป็น ล้มเหลว ประสบความสำเร็จ และวันหนึ่งก็ตาย มันฟังดู nihilistic แต่สำหรับผมมันกลับให้ความเบาสบาย เป็น Absurdism ที่ผมใช้อยู่ในทุกวันนี้โดยไม่รู้ตัว
การอ่านหนังสือทั้งสามเล่มนี้เปลี่ยนสิ่งที่ผมตั้งใจทำจาก "หาความรู้มายืนยันว่าตัวเองถูก" มาเป็น "ค้นหาความจริงที่เจ็บปวดมากกว่าคำลวงอันหอมหวานที่ตัวเองสร้างขึ้น"
กองกระดาษ
ในงานปีใหม่ทีมนั้นมีธีมของขวัญว่า "ของธรรมดาที่ไม่ธรรมดา"
ผมเอาหนังสือ Give and Take ไปเป็นของรางวัล และเมื่อถึงเวลาเล่าที่มา ผมบอกว่า
ถ้ามองผ่านๆ มันก็คือกองกระดาษกองหนึ่ง จนกว่าเราจะเปิดอ่านสิ่งที่อยู่ข้างใน
เป็ดขี้สงสัย
สำหรับผม หนังสือที่เขียนอย่างตั้งใจนั้นสะท้อนเรื่องราวและประสบการณ์ของใครสักคน — มันต่างจากการพูดคุยกับผู้คนจริงๆ ตรงที่มันสนทนาอย่างเชื่องช้า ไม่คาดหวังการโต้ตอบ ให้เราใช้เวลาซึมซับ นั่งคิด และใส่ตัวเองเข้าไปในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่
มันจึงเป็นนิยามของ "พักผ่อน" ในแบบของผม — ไม่ใช่แค่ทางกาย แต่ทางปัญญาและจิตวิญญาณด้วย
คาเฟ่ในวันที่ท้องไม่ได้หิว
ผมชอบอ่านหนังสือในคาเฟ่ ด้วยเหตุผลที่คนอื่นอาจมองว่าแปลก
กาแฟหนึ่งแก้ว ไม่มีอาหาร — เพราะการทานมื้อหนักต้องใช้พลังงานในการย่อย ผมชอบสภาวะท้องโล่งแต่ไม่หิว มันทำให้โฟกัสได้มากกว่า และเครื่องดื่มอุ่นๆ สร้างความสงบภายในได้แม้อยู่กลางเสียงรอบข้าง
ร้านหนังสือคือสถานที่ที่ผมสามารถใช้เวลาทั้งวันได้โดยไม่รู้สึกเสียดาย — เดินดูชั้น อ่านปกหน้า-หลัง คำนำผู้เขียน ดูว่าหนังสือเล่มนั้น "หน้าตาเป็นอย่างไร" ก่อนจะชวนกันไปนั่งทำความรู้จักเพิ่มเติมในมุมเงียบๆ ของคาเฟ่
ผมเคยใช้วันหยุดยาวทั้งวันหยุดไปกับกาแฟสองแก้วกับกองหนังสือในมุมคาเฟ่แถวบ้าน และไม่รู้สึกเสียดายเวลาแม้แต่น้อย — นั่นทำให้ผมรู้ว่านี่คือสิ่งที่ผมให้คุณค่าจริงๆ
(ขอท่านเทพแห่งยิมและเทพีแห่งสุขภาพจงอย่าเพิ่งโกรธลูก ลูกดื่ม Dirty นานทีปีหน ปกติแล้วลูกยังคงประพฤติตนในกาแฟดำอย่างสม่ำเสมอ)
เติบโต
7 ปีหลังจากที่ผมหยิบหนังสือเล่มแรกขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองฉลาด ผมค้นพบว่าสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดจากการอ่านไม่ใช่การรู้คำตอบมากขึ้น
แต่คือการตั้งคำถามได้ดีขึ้น
อาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เคยพูดไว้ว่า —
It's just words, not the truth.
อาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
ตำราทุกเล่มมีบทสรุปของมันเอง ขัดแย้งและสอดคล้องกันได้ในเวลาเดียวกัน หน้าที่ของเราคือตั้งคำถามและหาคำตอบในแบบของตัวเอง เพราะอย่างที่หัวหน้าผมเคยถามว่า —
ระหว่างความรู้กับตำรา อะไรเกิดก่อน?
ความรู้เกิดก่อน แล้วจึงนำมาเรียงเป็นตำรา ดังนั้นจงแสวงหาความรู้ อย่าเรียกร้องหาแต่ตำรา
และสิ่งที่ผมกำลังเรียนอยู่ในแง่ของจิตวิญญาณนั้น — ผมไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่ผมชอบคำสอนของ Epictetus ที่สรุปทุกอย่างได้ด้วยสามบรรทัด —
คนที่ไม่เรียนรู้สิ่งใด จะโทษแต่คนอื่น
คนที่เรียนรู้มาบ้าง จะโทษแต่ตัวเอง
คนที่เรียนรู้มาอย่างดีแล้ว จะไม่โทษสิ่งใด
Epictetus
ผมยังอยู่ในบรรทัดที่สอง และกำลังพยายามเดินไปบรรทัดที่สาม
ทำไมถึงเขียน
ดังที่โสเครติสเคยกล่าวว่า
ชีวิตที่ปราศจากการตรวจสอบใคร่ครวญตนเองนั้น ไม่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่สำหรับมนุษย์
โสเครติส
พื้นที่นี้คือพื้นที่ที่ผมใคร่ครวญ
ผมจะเขียนเกี่ยวกับหนังสือที่อ่าน ความคิดที่ผ่านมา คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และมุมมองของคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังพยายามเข้าใจโลกและตัวเอง — ไม่ใช่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ แต่ในฐานะคนที่กำลังเดินทางอยู่จริงๆ
ถ้าคุณอยู่ระหว่างเดินทางเช่นกัน ยินดีต้อนรับ
Folk | whatdoesthefolksay
instagram: @whatdoesthefolksay
โฆษณา