23 เม.ย. เวลา 12:35 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Kawasaki C-2 ว่าที่ตัวเต็งเครื่องบินลำเลียงทดแทน C-130 ของกองทัพอากาศไทย

สวัสดีครับทุกท่าน ขอต้อนรับกลับเข้าสู่สงคราม Story กันอีกครั้ง วันนี้ผู้เขียนก็ขอนำเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในขณะมาพูดถึงกันในบทความนี้ นั่นคือญี่ปุ่นได้ปลดล็อกการส่งออกอาวุธให้แก่นานาชาติ ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าสนใจไม่แพ้สถานการณ์ไทย-กัมพูชาในขณะนี้
แล้วในรายการอาวุธของญี่ปุ่นที่ผู้เขียนไปสำรวจข้อมูลมาแล้วตั้งแต่เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ปรากฎว่าเครื่องบินลำเลียง Kawasaki C-2 หรือ Mini C-17 จากแดนอาทิตย์อุทัยกลายเป็นชื่อกำลังได้รับความสนใจในขณะนี้
หากข้อมูลที่ผู้เขียนนำมาเสนอผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ เนื่องจากช่วงหลังๆผู้เขียนก็ไม่ค่อยได้ตามข่าวเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ในเอเชียตะวันออกมากนัก ผู้เขียนไปคลุกคลีกับสงครามใน the Middle East ดังนั้นข่าวคราวจากชาติตะวันเอเชียออกจึงมีไม่ค่อยมากดังที่ท่านผู้อ่านเห็น สำหรับเนื้อหาต่อไปนี้เป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
C-130J กองทัพอากาศอังกฤษ
ปัจจุบันกองทัพอากาศไทยใช้งานเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 หรือที่รู้จักกันในชื่อสากลคือ C-130H และ C-130H-30 จำนวน 12 เครื่อง มานานกว่า 40 ปี ประจำการตั้งแต่ปีพ.ศ.2523 แม้เครื่องรุ่นนี้จะเป็น "กระดูกสันหลัง" ในภารกิจสำคัญ ทั้งการบรรเทาสาธารณภัย การส่งกลับสายแพทย์หรือ MEDEVAC และการอพยพคนไทยในต่างแดน
แต่ด้วยอายุการใช้งานที่มากทำให้มีข้อเสนอทั้งการยืดอายุการใช้งานไปจนถึง 60 ปี หรือการจัดหาเครื่องบินลำเลียงใหม่มาทดแทนแบบ 1 ต่อ 1 ซึ่ง Kawasaki C-2 จากญี่ปุ่นก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
Kawasaki C-2 ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Kawasaki Heavy Industries เพื่อทดแทนเครื่องบิน C-1 และ C-130H ของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น (Japan Air Self Defense Force : JASDF) มันได้รับฉายาว่า "วาฬสีน้ำเงิน" หรือ Blue Whale เนื่องจากรูปทรงจมูกที่อ้วนกลมและลายพรางสีฟ้าเทา (อาจเป็นวาฬสีเทาหากย้ายมาไทย)
สำหรับ เครื่องบินลำเลียง แบบดังกล่าวมีความเป็นมาที่โดดเด่นในเชิงวิศวกรรมคือ การแชร์อะไหล่ข้ามสายพันธุ์ เพื่อประหยัดงบประมาณวิจัยและบำรุงรักษา วิศวกรญี่ปุ่นได้ออกแบบให้ C-2 ใช้ชิ้นส่วนร่วมกับเครื่องบินปราบเรือดำน้ำ Kawasaki P-1 เช่น กระจกหน้าต่างห้องนักบิน โครงสร้างปีกส่วนนอก และระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน
Boeing 747 การบินไทย
ญี่ปุ่นเลือกใช้เครื่องยนต์ General Electric CF6-80C2 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ใช้ใน Boeing 747 มาใช้ใน C-2 ทำให้หาอะไหล่ได้ง่าย มีแรงขับมหาศาล และประหยัดน้ำมัน วัสดุที่ใช้ก็ไม่ใช่ธรรมดาๆ มีการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ประสิทธิภาพสูง KMS6115 ที่พัฒนาโดย Kawasaki ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานแต่มีน้ำหนักเบา
เหตุผลที่เครื่องบินลำเลียงไอพ่น C-2 อาจกลายเป็นตัวเต็งหลังจากญี่ปุ่นปลดล็อกการขายอาวุธสงคราม เนื่องจากมีสมรรถนะที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง C-130J และ C-17 Globemaster III
C-2 นั้นเป็นเครื่องยนต์เจ็ทที่ทำความเร็วได้ถึง Mach 0.8 หรือประมาณ 917 กม./ชม. ซึ่งเร็วกว่า C-130 ที่เป็นเครื่องบินลำเลียงใบพัดอย่างมากและเทียบเท่ากับความเร็วของ Boeing 747 ที่ใช้งานในเชิงพาณิชย์ เครื่องบินลำเลียงแบบนี้สามารถบรรทุกได้สูงสุดประมาณ 36-37.6 ตัน กล่าวคือมากกว่า C-130H ประมาณ 2 เท่า
EC-2 SOJ
มีความสามารถสามารถขนย้ายยานเกราะล้อยาง Stryker หรือเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk ได้ทั้งเครื่อง
มีพิสัยการบินที่ไกลกว่าเครื่องบินลำเลียงแบบใดที่ JASDF มีประจำการกล่าวคือสามารถบินได้ไกลถึง 7,600 กิโลเมตร เมื่อบรรทุกน้ำหนัก 20 ตัน ทำให้ตอบโจทย์ภารกิจลำเลียงทางยุทธศาสตร์ข้ามทวีปได้ดีกว่า
และที่สำคัญเพดานบินของ C-2 สามารถบินได้สูงกว่า 13,000 เมตร (43,000 ฟุต) ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงและหลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมได้ดี
มันสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 110 คน หรือหากใช้ในภารกิจส่งกลับสายแพทย์ (MEDEVAC) จะสามารถติดตั้งเปลพยาบาลได้ถึง 40 เตียง พร้อมชุดอุปกรณ์การแพทย์เคลื่อนที่ สามารถบรรทุกพาเลทมาตรฐาน 463L ได้สูงสุด 8 พาเลท และมีระบบช่วยโหลดสินค้าอัตโนมัติเพื่อลดภาระของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
ไม่เพียงเท่านี้ยังใช้การปฏิบัติการบนรันเวย์ที่สั้นได้ด้วย ใช่ครับ C-2 ใช้ระยะทางวิ่งขึ้นสั้นที่สุดเพียง 500 เมตร และได้รับการทดสอบว่าสามารถลงจอดบน รันเวย์ที่ไม่ได้ลาดยางหรือพื้นผิวที่ทุรกันดารห่างไกลฐานทัพอากาศได้ พูดง่ายๆคือลงจอดและบินขึ้นได้ที่สนามบินชั่วคราวที่ไม่ได้ทำลานบินและรันเวย์ได้นั่นเองครับ
KC-390 ขณะเติมเชื้อเพลิงให้ Gripen
ติดตั้งระบบ Fly-by-wire, หน้าจอ Head-Up Display (HUD) และระบบบริหารจัดการบินทางยุทธวิธี (Tactical Flight Management System) ที่ช่วยเหลือนักบินในการบินระดับต่ำผ่านภูมิประเทศที่ซับซ้อน มีระบบ Auto Airdrop ที่ช่วยให้การทิ้งร่มส่งกำลังบำรุง ทั้งแบบตู้คอนเทนเนอร์ (CDS) และสัมภาระหนัก มีความแม่นยำสูง ด้านการป้องกันตัวมีการติดตั้งระบบแจ้งเตือนเมื่อถูกมิสไซล์โจมตี (MAWS) , ระบบแจ้งเตือนเรดาร์ (RWR) พร้อมระบบเป้าลวง Chaff และ Flare เพื่อเพิ่มโอกาสรอดในสนามรบ
นอกจากรุ่นลำเลียงแล้ว ยังมีรุ่น RC-2 สำหรับการจารกรรมและหาข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ และรุ่น EC-2 ที่พัฒนาเป็นเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Stand-off Jammer) เพื่อปิดตาระบบเรดาร์ของศัตรู
หากคุณติดตามเรื่องการทหารมาตลอดจะทราบดีว่าในปัจจุบัน C-2 มี Variant แปลกๆคือ EC-2 SOJ แล้วมีความเป็นมาอย่างไร ท่านผู้อ่านครับ Kawasaki EC-2 SOJ เป็นเครื่องบินรุ่นพิเศษที่ดัดแปลงมาจากเครื่องบินลำเลียง Kawasaki C-2 เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare : EW) โดยเฉพาะ ซึ่งเพิ่งมีการอวดโฉมครั้งแรกต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 17 มีนาคมค.ศ.2026 ณ ฐานทัพอากาศกิฟุ (Gifu Air Base) ประเทศญี่ปุ่น
JASDF F-15DJ
สำหรับเจตนาที่กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นหรือ JASDF ต้องการ EC-2 นั้นก็เพื่อทดแทนเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EC-1 รุ่นเดิมที่มีพื้นฐานการออกแบบมาจากเครื่องบินลำเลียง C-1 ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ยุคปลายสงครามเย็นหรือช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1980 และเริ่มล้าสมัยไม่สามารถรับมือกับเทคโนโลยีเรดาร์และการป้องกันภัยทางอากาศที่ก้าวหน้าในปัจจุบันได้
ในยุคที่สงครามตัดสินกันด้วยใครเห็นใครก่อนฝ่ายนั้นได้เปรียบ กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นจึงต้องการเครื่องบินทางการทหารสมัยใหม่นอกเหนือจากเครื่องบินขับไล่อย่าง F-35 และ F-15J ที่มีอยู่แล้ว โดยเน้นไปที่เครื่องบินสนับสนุนการรบที่มีขนาดใหญ่กว่า
ซึ่งเครื่องบินแบบนี้สามารถทำลายระบบเรดาร์และทำให้ศัตรูตาบอดได้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดรอบประเทศ ทั้งจากจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย สำหรับโครงการพัฒนาอากาศยานแบบดังกล่าวเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปีค.ศ.2020 โดยใช้งบประมาณกว่า 52,000 ล้านเยน คิดเป็นมูลค่าราวๆ 328.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีแผนจะเข้าประจำการในปีงบประมาณค.ศ.2027
C-2 มีฉายาว่าวาฬสีน้ำเงิน
ด้วยรูปลักษณ์ที่โดนล้อเลียนว่าเหมือนตุ่นปากเป็ดหรือเครื่องบินมีเนื้องอกเกิดจากหลักการทางวิศวกรรมที่ว่า "Form follows Function" จมูกขนาดใหญ่ นั้นเป็นส่วนที่บรรจุแผงสายอากาศหลักสำหรับส่งลำแสงรบกวนเรดาร์และระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม
ในขณะที่ตุ่มพองที่อยู่ข้างลำตัวและหลังของเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EC-2 เป็นจุดติดตั้งเซ็นเซอร์และเสาอากาศรับส่งสัญญาณเพื่อให้ครอบคลุมการรบกวนได้ 360 องศารอบทิศทาง ปิดท้ายด้วยส่วนหางที่ยาวขึ้น ก็ถูกออกแบบใหม่เพื่อติดตั้งระบบป้องกันตัวและเซ็นเซอร์เพิ่มเติม
นิยามของรหัส SOJ มีดังนี้ SOJ ตัวเต็มก็คือ Stand Off Jammer หมายความว่าเครื่องบินแบบนี้จะไม่บินเข้าไปในดงขีปนาวุธที่รอสอยหรือแม้แต่การตกเป็นแต้มจากฝีมือของเครื่องบินรบจีน แต่จะลอยลำอยู่ห่างๆ นอกระยะยิงของศัตรู แล้วยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูงเข้าไปกวนเรดาร์ของศัตรูให้ขาวโพลน
บนท้องฟ้าที่สูงกว่าหมื่นฟุตที่เครื่องบินทหารและเครื่องบินพาณิชย์บินไปถึง EC-2 จะทำงานร่วมกับ RC-2 รุ่นสอดแนม โดย RC-2 จะแอบไปดักฟังและบันทึกความถี่เรดาร์ของศัตรูไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดสงครามข้อมูลจะถูกส่งให้ EC-2 เพื่อปรับจูนคลื่นก่อกวนให้ตรงกับเรดาร์ศัตรูและอัดสัญญาณใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ
JASDF Kawasaki C-2
ในอดีตญี่ปุ่นมีเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ยุคสงครามเย็นอย่าง EC-1 เพียงเครื่องเดียวในโลก แต่สำหรับ EC-2 ญี่ปุ่นประกาศจะผลิตถึง 4 เครื่อง เพื่อให้สามารถสลับหมุนเวียนปฏิบัติภารกิจได้ตลอด 24 ชั่วโมง นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการตั้งรับเพียงอย่างเดียว มาเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกในสมรภูมิอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างโล่ที่มองไม่เห็นให้กับฝูงบินรบหลักของ JASDF อย่าง F-2 , F-35 และ F-15J
ความเปลี่ยนแปลงของนโยบายการส่งออกอาวุธของญี่ปุ่นประกอบกับสมรรถนะที่โดดเด่นของ Kawasaki C-2 ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งไม่แพ้ A400M , C-130J และ KC-390 สำหรับกองทัพอากาศไทยในการพิจารณาทดแทนฝูงบิน 601 ที่ใช้งานเครื่งบินลำเลียง C-130 (เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 : บ.ล.8) ที่ใช้งานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคสงครามเย็น
เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายนค.ศ.2026 คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกข้อจำกัดในการส่งออกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
กฎเกณฑ์ใหม่นี้อนุญาตให้ญี่ปุ่นส่งออกยุทโธปกรณ์ไปยัง 17 ประเทศคู่ค้าที่มีข้อตกลงด้านความมั่นคง ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย การปรับเปลี่ยนนี้เปิดโอกาสให้ Kawasaki C-2 สามารถเข้าสู่สนามการแข่งขันในโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศไทยได้อย่างเป็นทางการ
A400M
แน่นอนว่า Kawasaki C-2 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน C-130H สำหรับกองทัพอากาศลูกค้าที่สนใจหลังการปลดล็อกการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยมุ่งเน้นความเร็วและพิสัยการบินที่ไกลขึ้น การใช้เครื่องยนต์เจ็ทที่เครื่องบินโดยสารไอพ่น Boeing 747 ใช้ จึงทำให้บินได้เร็วกว่า C-130 ในการไปช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ประสบเหตุความขัดแย้งในต่างแดน ด้านขีดความสามารถในการบรรทุก C-2 สามารถบรรทุกน้ำหนักมากกว่า C-130H ถึง 2 เท่า และมีพิสัยการบินไกลกว่า
แม้ C-2 จะมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม แต่ยังมีปัจจัยที่กองทัพอากาศไทยต้องพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องราคา C-2 มีราคาประมาณ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราวๆ 4,000 กว่าล้านบาทต่อเครื่อง ซึ่งสูงกว่า KC-390 ของบราซิลที่มีราคาเฉลี่ย 2,500 ล้านบาท ประกอบกับกองทัพอากาศไทยมีความคุ้นเคยกับระบบของ C-130 มานาน ทำให้ C-130J Super Hercules ยังคงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในแง่ของการซ่อมบำรุงและอะไหล่
หากกองทัพอากาศไทยตัดสินใจเลือกจัดหา Kawasaki C-2 ต่อจากโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชที่จะมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็น ลูกค้ารายแรกของโลกสำหรับเครื่องบินลำเลียงแบบดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาญี่ปุ่นยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการส่งออก C-2 ไปยังประเทศอื่น แม้จะเคยมีความพยายามเสนอขายให้กับนิวซีแลนด์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ตาม
C-2 ฝูงบินลำเลียงทางยุทธวิธีที่ 402 ของ JASDF
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญโดย ยกเลิกข้อจำกัดในการส่งออกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านนโยบายสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใหญ่ที่สุด กฎเกณฑ์ใหม่นี้อนุญาตให้ญี่ปุ่นส่งออกเครื่องบินลำเลียง Kawasaki C-2 เข้าสู่ตลาดการค้าอาวุธโลกได้อย่างเต็มตัว และไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่อาจจัดซื้อเครื่องบินลำเลียงแบบนี้เป็นชาติแรกๆ
อย่างไรก็ตาม การจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-2 จากญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับความท้าทายด้านงบประมาณ เนื่องจากกองทัพอากาศไทยเพิ่งลงนามจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน 4 เครื่องในเฟสแรก ซึ่งเป็นโครงการสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ Smart Air Force ทำให้โครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงอาจถูกเลื่อนออกไปพิจารณาอย่างจริงจังหลังปี 69 หรือในยุคของผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) คนต่อไป
ในขณะที่กระแส Kawasaki C-2 กำลังมาแรงไม่แพ้ข่าวสงครามอิหร่าน กองทัพอากาศไทยยังคงพึ่งพาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16 และ Gripen ซึ่งเป็นกำลังหลักในการป้องกันน่านฟ้า โดยเครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้ง 2 ฝูงบินคือที่กองบิน 1 โคราชและกองบิน 4 ตาคลีได้ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยมานานกว่า 36 ปี และกำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของอายุการใช้งาน
EC-2 SOJ มีฉายาตลกว่าตุ่นปากเป็ด แต่แท้จริงแล้วพิษสงร้ายยิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ กองทัพอากาศจึงได้ตัดสินใจเลือก Gripen E/F ภายใต้โครงการพีซบูรพาเพื่อมาทดแทน F-16 ตามทุกท่านได้ทราบข่าว ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นกองทัพอากาศอัจฉริยะ หรือ Smart Air Force ที่เน้นการรบแบบเครือข่ายและมีอิสระทางเทคโนโลยีผ่านระบบเชื่อมโยงข้อความยุทธวิธี Link T ที่ไทยพัฒนาเอง
ในมิติการส่งกำลังบำรุงทางอากาศ C-130H ยังคงเป็น กระดูกสันหลังสำคัญที่รองรับภารกิจหลากหลายตั้งแต่การลำเลียงยุทโธปกรณ์หนักไปจนถึงการบรรเทาสาธารณภัย ปัจจุบันกองทัพอากาศเน้นแนวทางการยืดอายุการใช้งาน (SLEP) และการอัปเกรดผ่านบริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด (Thailand Aviation Industries : TAI)
การอัพเกรดนี้เพื่อให้ฝูงบิน C-130 ทั้ง 12 เครื่องสามารถปฏิบัติงานต่อไปได้จนถึงอายุ 60 ปี หรือประมาณปีพ.ศ.2584 โดยมีโครงการสำคัญคือการปรับปรุงเครื่องยนต์ตามมาตรฐาน T56 Series 3.5 ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ประหยัดน้ำมัน และลดค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว
Mini C-17
สำหรับอนาคตของเครื่องบินลำเลียงยุคใหม่ Kawasaki C-2 จากญี่ปุ่นถือเป็นตัวเต็งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลังจากการเปลี่ยนนโยบายครั้งประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น หากมีจัดตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินลำเลียงอย่างเป็นรูปธรรมในยุคหลังพลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศคนปัจจุบัน
ดังนั้นอาจมีความเป็นไปได้สูงที่การจัดหาเครื่องบินลำเลียงสมัยใหม่จะเกิดขึ้นหลังจากโครงการจัดซื้อ Gripen E/F ล็อตแรก พูดง่ายๆเหมือนกับท่านผู้อ่านรอต่อคิวใช้สิทธิ์แลกคูปองไปซื้ออาคารในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าเลยก็ว่าได้ครับ
อ้อ! ผู้เขียนลืมบอกไปว่าการออกแบบ Kawasaki C-2 ด้วยปีกแบบ Swept Wing หรือภาษาไทยเรียกว่าปีกลู่หลัง ส่งผลดีอย่างมากต่อสมรรถนะและการปฏิบัติภารกิจหากนำเข้าประจำการในกองทัพอากาศไทย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินลำเลียงรุ่นเดิมอย่าง C-130
HC-130J
ปีกแบบ Swept Wing ช่วยลดการเร่งตัวของกระแสลมที่ไหลผ่านหน้าปีก ทำให้เกิดคลื่นกระแทกหรือ Shock waves ได้ช้าลง หรือที่เรียกว่าการเพิ่ม Critical Mach Number สิ่งนี้ทำให้ C-2 สามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงเกือบเท่าเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ คิดเป็นประมาณ Mach 0.8 (ราวๆ 917-920 กม./ชม.)
ในขณะที่ C-130 ใช้ปีกแบบตรง (Straight Wing) ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องความเร็ว โดยทำความเร็วเดินทางได้เพียงประมาณ 318 น็อต (ราวๆ 592 กม./ชม.) การมี C-2 จะช่วยให้กองทัพอากาศไทยเข้าถึงพื้นที่เป้าหมายได้รวดเร็วขึ้นเกือบเท่าตัว
คุณสมบัติปีกแบบลู่นี้ช่วยให้ C-2 สามารถไต่ระดับความสูงได้ถึง 43,000 ฟุต (13,000 เมตร) ซึ่งสูงกว่า C-130H ที่บินได้ราว 23,000-28,000 ฟุต เลี่ยงสภาพอากาศและช่วยการประหยัดเชื้อเพลิง หากทำการบินที่ระดับความสูงนี้ช่วยให้เครื่องบินหลีกเลี่ยงสภาพอากาศเลวร้ายและบินในชั้นบรรยากาศที่มีแรงต้านน้อยกว่า ทำให้ประหยัดน้ำมันในการเดินทางระยะไกล
เทคโนโลยีปีกแบบ Swept Wing ที่มาพร้อมกับระบบควบคุมแบบ Fly-by-wire ช่วยให้เครื่องบินมีความคล่องตัวและเสถียรภาพสูง แม้จะเป็นเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยี Supercritical Aerofoil ซึ่งทางวิศวกรญี่ปุ่นใช้การออกแบบพื้นที่ปีกแบบพิเศษเพื่อช่วยให้กระแสลมไหลผ่านปีกได้อย่างราบรื่น ลดแรงต้านในย่านความเร็วใกล้เสียงทำให้ C-2 เป็นเครื่องบินที่บินเร็วและนิ่งเหมือน Boeing 747
ข้อมูลจำเพาะเครื่องบินลำเลียง C-2
ประเภท : เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี
ภารกิจ : การบินขนส่งทางอากาศ การส่งกลับทางการแพทย์ การลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร
ผู้ผลิต : บริษัทคาวาซากิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์
ลูกเรือ: 3 นาย ( นักบิน 2 นาย , เจ้าหน้าที่ควบคุมการลำเลียง 1 นาย), 2-5 นาย (ที่นั่งเสริม) + ทหาร 110 นาย (เมื่อเข้าประตูท้ายเครื่อง)
ความยาวรวม: 43.9 เมตร (144 ฟุต)
ความกว้างปีก : 44.4 เมตร (145 ฟุต 8 นิ้ว)
พื้นที่ปีก: 240 ตร.ม. ( 2,580 ตร.ฟุต )
ช่องเก็บสินค้า :ยาว 15.65 × กว้าง 4 × สูง 4 เมตร
ความยาวทางลาด 5.5 เมตร
น้ำหนักเครื่องเปล่า : 69 ตัน
น้ำหนักบรรทุก: 32 ตัน (2.5 กรัม), 36 ตัน (2.25 กรัม)
น้ำหนักขึ้นบินสูงสุด : 141 ตัน
ขุมกำลัง: เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนGE Aviation CF6-80C2K1Fจำนวน 2 เครื่องน้ำหนัก 22,680 กก. (50,000 ปอนด์) จำนวน 2 เครื่อง
ความเร็วสูงสุด:มัค 0.82
ความเร็วปกติ:มัค 0.81
พิสัยการบิน/การบรรทุก : 9,800 กม./0 ตัน, 7,600 กม./20 ตัน, 5,700 กม./30 ตัน , 5,300 กม./32 ตัน , 4,500 กม./36 ตัน
เพดานบินสูงสุด: 13,100 ม. (43,000 ฟุต)
ระทะทางลงจอด: 2,300 ม. (7,400 ฟุต *ที่น้ำหนักขึ้นบินสูงสุด)
พิสัยการขึ้นบินระยะสั้น : 500 ม.
สถานะ : มีประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศ
RC-2
Kawasaki C-2 ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบินลำเลียงที่ "ใหม่กว่า" แต่คือการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยสู่ Strategic Airlift อย่างเต็มตัวด้วยความเร็วและระยะบินที่ไกลกว่าตัวเลือกอื่นในระดับราคาที่ใกล้เคียงกัน
ดังนั้นการมี C-2 จะช่วยให้กองทัพอากาศไทยมี เขี้ยวเล็บในการปฏิบัติภารกิจทางอากาศที่รวดเร็วและกว้างไกลขึ้น สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนด้วยภาพของ Kawasaki C-2 ที่นำมาฝากให้ทุกท่านได้รับชม สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thai Weapon Channel
The Armory Thailand
TAF
History World
คุณสรศักดิ์ สุบงกช
Aviation Footage Archive 3
Weapon Detective
Roger Wasley
AeroTimes
EUROPEAN SECURITY & DEFENSE
Ian Older
David Cook
A u s s i e P o m m
Takk D. Martin
cubcolleba
mamboccv
txaviationimages
N_Kotaro
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา