Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แม่มณีมีเรื่องเล่า
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 03:24 • อาหาร
ว่าด้วยเรื่องไอศกรีมจาก 5 ประเทศทั่วโลก
อากาศร้อนๆแบบนี้ ทำให้นึกถีงรสชาติหวานเย็นของไอศกรีมขึ้นมาเลยค่ะ ซึ่งเรื่องราวของความหวาน ความเย็น ของไอศกรีมในแต่ละประเทศนั้นถึงจะดูคล้ายกัน
แต่กลับมีความแตกต่างกันอย่างน่าสนใจเลยทีเดียวค่ะ เรามาดูกันค่ะว่าไอศกรีมของแต่ละประเทศนั้นจะแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
1. เจลาโต ของประเทศอิตาลี
ภาพจาก shutterstock.com
เจลาโต มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน หมายถึง การแช่แข็ง ถึงแม้ว่าเจลาโตจะมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับไอศกรีมเป็นอย่างมาก แต่เจลาโตก็คือเจลาโต ไม่มีวันเป็นไอศกรีมไปได้
Ghignoni(กิโยนี่) ร้านเจลาโตที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1981 โดย Palmiro Bruschi อาจารย์สอนทำเจลาโตชื่อดัง มีต้นกำเนิดอยู่ที่แคว้นทัสคานีทางตอนกลางของอิตาลี เป็นหนึ่งในตำนานแชมป์อันดับหนึ่งของอิตาลีเจลาโต ในปี ค.ศ. 1994 จนกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยที่มีสาขาแรกของกิโยนี่บนถนนสีลมใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยมีกรรมวิธีการทำเจลาโตแบบดั้งเดิมที่มีเนื้อสัมผ้สที่เหนียว แน่น และนุ่มไม่ต่างจากต้นตำรับ
เจลาโตมาจากนมสดแท้ นำไปตีจนได้ความเหนียว โดยไม่พึ่งสารเคมีใดๆรวมถึงไร้แป้งและไข่แดง ทำให้รสชาติอัดแน่นไปด้วยความหวานตามธรรมชาติ
และด้วยส่วนผสมแบบเรียบง่ายนี้เอง จึงทำให้เจลาโตมี"จุดเด่น" คือเป็นของหวานที่มีไขมันน้อย เหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพ และยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มกว่าและเข้มข้นกว่าไอศกรีม ทำให้เจลาโตนำเสนอรสชาติต่างๆที่ได้จากวัตถุดิบธรรมชาติได้อย่างชัดเจนทันทีที่เข้าปาก
รสชาติของเจลาโตที่นิยมคือ รสช็อกโกแลต รสครีม รสถั่ว และรสผลไม้
2. ไอศกรีมซันเด ของประเทศสหรัฐอเมริกา
ภาพจาก Istock.com
ถึงแม้ว่าชนชาติอเมริกันจะไม่ใช่ผู้คิดค้นไอศกรีมเป็นรายแรกของโลก แต่ไอศกรีมสไตล์อเมริกันก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามไม่แพ้ไอศกรีมชาติอื่นๆ
มีการค้นพบหลักฐานว่า ร้านไอศกรีมแห่งแรกในอเมริกา เปิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1776 ในนิวยอร์กซิตี้ แต่กว่าจะเป็นของหวานสำหรับทุกคนไม่ใช่เป็นของหรูหราสำหรับคนรวยก็ย่างเข้าสู่ช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 เข้าไปแล้ว และต่อมาไอศกรีมกลายเป็นสัญลักษณ์ขวัญกำลังใจในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้ไอศกรีมเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น และผู้ผลิตไอศกรีมรายใหญ่ที่สุดในอเมริกาในปี ค.ศ.1943 ก็คือกองทัพสหรัฐอเมริกานั่นเอง แม้หลังจากผ่านพ้นยุคสงครามไปแล้วไอศกรีมก็ยังเป็นที่นิยมมาตลอด
ไอศกรีมสไตล์อเมริกันใช้กรรมวิธีการทำแบบฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่อุดมไปด้วยนมคุณภาพดี ส่วนผสมพื้นฐานก็ คือ ครีม นม น้ำตาล วัตถุดิบเพิ่มรสชาติ และบางครั้งอาจใส่ไข่แดงเข้าไปด้วย "จุดเด่น"ของไอศกรีมสไตล์อเมริกันคือ ไม่ต้องใช้เวลานาน และไม่ซับซ้อนเท่ากับการทำเจลาโต จึงทำให้เนื้อสัมผัสของไอศกรีมไม่เนียน ไม่เหนียว และไม่ประณีตเท่าเจลาโตนั่นเอง
ไอศกรีมอเมริกันที่รู้จักและนิยมมากที่สุดก็คือ "ไอศกรีมซันเด" เป็นไอศกรีมหลายๆลูกเสิร์ฟในถ้วยทรงสูง ราดด้วยน้ำเชื่อมรสต่างๆและมีเชอร์รี่วางอยู่บนสุดของไอศกรีม
3. โมจิไอศกรีม ของประเทศญี่ปุ่น
ภาพจาก Sistacafe.com
โมจิหรือเค้กข้าวตำเป็นขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมและเป็นขนมมงคลในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ ทำจากแป้งข้าวเหนียว และได้มีการจับคู่กับไอศกรีมเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1980 ในลักษณะไอศกรีมห่อด้วยแป้งโมจิบางๆ มีลักษณะเป็นก้อนกลมพอดีคำ ผู้คิดค้นคือ ฟรานเซส ฮาชิโมโตะ นักธุรกิจหญิงและนักกิจกรรมชุมชน ชาวอเมริกัน เชื้อสายญี่ปุ่น
โมจิไอศกรีม ทำจากส่วนผสมของ โมจิ ไอศกรีม และน้ำตาลทราย จะมีหลายรสชาติ เช่น ถั่วแดง ชาเขียว ช็อคโกแลต สตรอว์เบอรี่ คุ้กกี้แอนด์ครีม วานิลลา และรสมินต์
และจากส่วนผสมเหล่านี้จึงทำให้โมจิไอศกรีมมีความอร่อยกลมกล่อม หวานเย็น อย่างลงตัว เป็นที่ถูกใจของใครต่อใครนั่นเองค่ะ
4. ดอนดูร์มา ของประเทศตุรกี
ภาพจาก google.com
ดอนดูร์มา เป็นไอศกรีมจากประเทศตุรกีที่มีความพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะมีทั้งความเหนียว ยืด หนึบ และลีลาการขายที่สนุกสนาน โดยคนขายจะมีการโชว์ ยืด หยอกล้อ ลูกค้า ด้วยการใช้ไม้พายโลหะยาวๆ เพื่อยืด ดึง ให้เป็นรูปทรงต่างๆ การคว่ำโคนไอศกรีมลงโดยไม่ตกหรือหยดลงพื้น เพื่อโชว์ความเหนียวหนึบของเนื้อไอศกรีมที่เหนียวจนเกือบเหมือนทอฟฟี่
ดอนดูร์มา (Donduma) มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Kahramanmaras (คาร์ฮามันมารัช) ทางตอนใต้ของตุรกี คำว่า Dondurma มาจากคำภาษาตุรกีที่หมายถึง การแช่แข็ง นั่นเองค่ะ
ส่วนผสมที่สำคัญของไอศกรีมก็คือ แป้งซาเลป(Salep) ที่ได้จากหัวกล้วยไม้เฉพาะถิ่น ที่มีสารกลูโคแมนแนน ที่ช่วยในการสร้างเนื้อเจลที่หนึบและยืดหยุ่น และยางไม้แมสติก(Mastic) ยางไม้ธรรมชาติจากต้น Mastic ที่ช่วยให้มีกลิ่นหอมเย็น และเสริมความเหนียวของไอศกรีม นอกจากส่วนผสมสำคัญสองสิ่งนี้แล้วก็จะต้องผสมกับนมแพะและน้ำตาลเพื่อให้ความหวานมัน
การทุบ ตี นวดส่วนผสมเหล่านี้ที่อุณหภูมิต่ำ(ราว-5 ถึง -8°C) จะทำให้เนื้อไอศกรีมมีความแข็งแรง หนึบ และยืดได้ เมื่อดึงขึ้นมา การปั่นและตี อย่างแรงจะช่วยลดขนาดผลึกนัำแข็งให้เล็กลงส่งผลให้ไอศกรีมละลายช้าและได้เนื้อไอศกรีมที่เนียนและมีความมันจากนม ทำให้ไอศกรีมมีความอร่อยลงตัวและไม่เหมือนไอศกรีมชนิดอื่นๆนั่นเองค่ะ
5. ไอติมกะทิ ของประเทศไทย
ภาพจาก ryoireview.con
ประเทศไทย เริ่มมีไอศกรีมในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะเริ่มรับอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามา แต่ในช่วงเวลานั้นไอศกรีมยังมีราคาสูงมาก เพราะต้องใช้นมและครีมนำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยความแปลกและราคาที่แพงทำให้คนธรรมดาไม่สามารถจับต้องได้ ไอศกรีมในสมัยนั้นจึงเป็นอาหารที่อยู่แต่ในรั้วในวังเท่านั้น
จนเมื่อประเทศไทย หรือสยามในสมัยนั้น เริ่มมีโรงงานน้ำแข็งขนาดใหญ่ ในช่วงปี พ.ศ. 2448 หรือราวๆ ค.ศ.1905 ไอศกรีมจึงเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น จากนั้นชาวบ้านมีการปรับปรุงสูตรไอศกรีมใหม่โดยนำกะทิมาใช้ทดแทนนมและครีม เรียกกันว่า "ไอติมกะทิ"
ไอติมกะทิ แบบเริ่มแรก มีลักษณะเป็นเกล็ดน้ำแข็ง และเริ่มมีการพัฒนาโดยการนำกะทิไปปั่นผสมกับน้ำตาลและน้ำแข็ง จนได้เนื้อไอศกรีมที่ละเอียดขึ้น กินคู่กับเครื่องเคียงหลากหลายอย่าง เช่น ลูกชิด ลอดช่อง ขนุนฉีก มันเชื่อม โรยหน้าด้วยถั่วลิสง
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของไอติมกะทิของไทยก็คือ ความหอมเข้มข้นจากมะพร้าว ที่เป็นวัตถุดิบจากท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มเติมรสชาติต่างๆเข้าไป เช่น รสกะทิไข่แข็ง รสกะทิทรงเครื่อง รสมะม่วงกะทิสด รสกล้วยตาก รสทุเรียน รสข้าวหลามหนองมน ทำให้ไอติมกะทิแบบไทยๆ มีความน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ
2
ภาพจาก ryoirwview.com
ไอศกรีมของประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็นเจลาโต ไอศกรีมซันเด โมจิไอศกรีม ไอศกรีมดอนดูร์มา หรือไอติมกะทิแบบไทยๆ รสชาติหวานในปาก และความเย็นชื่นใจนี้ ก็ได้กลายเป็นที่รักและโปรดปรานของคนทั่วโลกอย่างไร้พรมแดนและไร้ซึ่งกาลเวลาไปแล้วล่ะค่ะ
ส่วนตัวแม่มณีชอบไอติมกะทิของไทยมากที่สุดเลยค่ะ ทั้งหวานทั้งมันเย็นชื่นใจ แล้วยังมีเครื่องเคียงให้เลือกอีกมากมาย อร่อยเกินบรรยายจริงๆค่ะ ใครชอบไอศกรีมแบบไหนมาคอมเมนต์กันได้เลยนะคะ😊
ขอบคุณที่แวะมาทักทาย...ติดตาม...และให้กำลังใจนะคะ😍💕
ขอบคุณข้อมูลจาก Cover Story🙏😊
#แม่มณีมีเรื่องเล่า😊มีสาระบ้างไม่มีสาระบ้าง#เอาแบบที่สบายใจ😊
อาหาร
บันทึก
3
7
3
3
7
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย