26 เม.ย. เวลา 12:30 • ไลฟ์สไตล์

[mon livre: ทางกลับบ้าน…ที่คดเคี้ยวที่สุด] บทที่ 4 | ความเสี่ยงที่ยอมแลกและไม่ยอมแลก

ยอมทิ้งเงินรีโนเวท 2 แสน เพื่อรักษาความสงบ... ขอเป็นคนนอกที่เกรงใจ ดีกว่าเป็นคนในที่แตกหัก
ทางออกที่ดูตอบโจทย์ชีวิตที่สุดในตอนนั้น คือการยอมรับความเสี่ยงที่จะ "รีโนเวทบ้านใหญ่" อีกครั้งค่ะ
จากที่เคยเล่าว่าทางบ้านสามีห้ามแตะต้องโครงสร้าง เราสองคนตัดสินใจจะลองสู้กับระบบดูอีกสักตั้ง เพราะบ้านนี้อยู่ใกล้ที่ทำงาน ขับรถไป-กลับแค่ 2 ชั่วโมง (เทียบกับบ้านที่รับโอนมาที่ต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง)
เราจึงตั้งโจทย์ว่าต้องปรับแก้ให้ "น้อยที่สุด" แต่ "ได้ผลที่สุด" เช่น เปลี่ยนประตูหน้าต่างชั้นล่างให้กันฝุ่น PM 2.5, ใช้ประตูอัตโนมัติสแกนนิ้วเพื่อความสะดวก, ปรับห้องนอนลงมาอยู่ชั้นล่างรองรับอนาคตเผื่อมีลูก และทำห้องน้ำกันลื่น 100%
เราจ้างบริษัทรีโนเวทประเมินราคาจบที่ 4 ล้านบาท ซึ่งถูกกว่าบ้านในฝันครึ่งหนึ่ง เราคิดว่ามาถูกทางแล้ว! แต่แล้วสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น... แบบบ้านที่เราทุ่มเททุ่มเงินทำมา กลับไม่ผ่านการอนุมัติจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ
เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร เราเลือกจะไม่ถาม ไม่เข้าไปยุ่ง และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีจัดการแต่เพียงผู้เดียว เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันไว้ เพราะถ้าเรา ที่เป็นคนนอก พูดอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าผู้ใหญ่จะไม่มีทางเข้าใจหรือหากเข้าใจก็ไม่มีทางยอมรับแน่นอน และผลก็คือ ครอบครัวเราอาจจะพังได้ ซึ่งเราไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้นค่ะ
เรื่องบ้านก็ควรจบที่บ้าน ไม่ควรพาดพิงมาถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราที่มีสามีและภรรยาเป็นแก่นที่สำคัญที่สุด
เมื่อเรามองย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์นี้ ทำให้เราเข้าใจอย่างท่องแท้เลยว่า ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ถึงเป็นรากฐานที่แข็งแรงที่สุดของบ้าน ฉะนั้น เราทำถูกแล้วที่ไม่ยอมแลกความสัมพันธ์นี้กับอะไรทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราได้ตกตะกอนมาจากหนังสือเรื่อง ทำไมบ้านทำร้ายเรา (เคยรีวิวไว้ใน เล่มโปรด No.01 คลิกลิ้งก์ด้านล่างไปตามอ่านกันได้เลยค่ะ)
ในมุมสะใภ้ สิ่งที่เราต้องการที่สุดไม่ใช่ความรักแบบลูกหลาน เพราะเราเข้าใจดีว่า "คนนอกก็คือคนนอก" แต่สิ่งที่เราต้องการคือ "ความเกรงใจ" เกรงใจกันทั้งสองฝ่าย เราก็เกรงใจเขา และเขาก็เกรงใจเรา ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าหักหาญน้ำใจกัน เราถกเถียงกันได้ แต่ต้องจบลงที่การเคารพซึ่งกันและกัน...
เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่เราต้องการ เราจึงตัดสินใจหยุดโครงการรีโนเวททั้งหมด และยอมทิ้งเงินค่าออกแบบไปอีก 2 แสนบาท เพื่อซื้อความสบายใจและจบปัญหาที่อาจสั่นคลอนชีวิตแต่งงานของเราในระยะยาว
เจ็บจนจุกไหม? บอกเลยว่าจุกมากค่ะ เพราะนี่คือครั้งที่สองแล้วที่เสียเงินฟรีให้กับเรื่องบ้าน
หลังจากนั้นเราก็จนหนทางอยู่พักใหญ่ แต่ระหว่างที่มืดแปดด้าน เราก็ตัดสินใจขยับตัวใหม่อีกครั้ง! การขยับตัวครั้งนี้จะเป็นอย่างไร และจะทำให้เราต้องเสียเงินอีกหรือไม่ มาลุ้นตัวโก่งไปพร้อมกันในบทหน้าค่ะ...
ถ้าไม่อยากพลาด กดติดตามซีรีส์นี้ไว้นะคะ รับรองว่า "คดเคี้ยว" สมชื่อจริงๆ
แล้วท่านผู้อ่านล่ะคะ มีประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านแบบไหน หรือมีวิธีดีลกับบ้านฝั่งสามีหรือภรรยาอย่างไร? คอมเมนต์มาแชร์กันได้นะคะ
โฆษณา