27 เม.ย. เวลา 04:04 • การเมือง

ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก EP.19 "จับ 5 ฆาตกรยิงส.ส.นราธิวาส"

"เรา (กองทัพภาคที่ 4) แก้ปัญหาชายแดนภาคใต้มา 20 กว่าปีแล้วแต่ไม่จบ เพราะเราแก้กันที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้แก้กันที่ต้นเหตุคือโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาฎีกา ที่มีการบ่มเพาะ มีการสอน ขอให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง มากกว่าจะให้กองทัพแบกรับภารกิจเพียงลำพัง"
พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4)
"เราทราบว่าการวางแผนที่จะยิงมีมาเป็นเดือน ไม่ได้เกิดขึ้นในวันสองวัน และที่น่าตกใจคือมีการซ้อมยิงด้วย โดยในระหว่างซ้อมยิงพบว่าปืนที่คนร้ายใช้เกิดปัญหาในเรื่องของกระสุน จนต้องเปลี่ยนกระสุนชนิดใหม่ โดยมีคนนำกระสุนมาให้ แต่ยังไม่รู้ว่าใครมาให้เหมือนกัน"
"ต้องยอมรับว่า มือปืนที่ยิงเคยรับราชการ ซึ่งพื้นที่นั้นอยู่ในการดูแลของหน่วยดังกล่าว และผู้ที่ออกจากราชการแล้วบางส่วนก็ยังใช้ชีวิตมีครอบครัวในพื้นที่ ซึ่งก็อาจเป็นที่มาในการลอบทำร้าย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรอการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง"
นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ
สวัสดีครับทุกท่าน สันติสุขในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยยังคงริบหรี่ต่อไปหลังจากที่มีข่าวเรื่องการยิงส.ส.ผู้เป็นตัวแทนการจากเลือกตั้งด้วยความสมัครสมานสามัคคีของประชาชนในพื้นที่ คดีนี้ให้อะไรแก่กอ.รมน. แล้วทำไมจึงดูซับซ้อนยิ่งนัก ขอนำทุกท่านไปติดตามเรื่องราวต่อไปนี้กันครับ
เหตุการณ์อุกอาจนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 20 มีนาคมพ.ศ.2569 บริเวณหน้าบ้านพักของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
ขณะที่นายกมลศักดิ์กำลังเดินทางกลับจากการประชุมสภาที่กรุงเทพฯ โดยนั่งรถยนต์ Toyota Alphard เมื่อรถชะลอความเร็วเพื่อเลี้ยวเข้าบ้าน คนร้ายได้ขับรถกระบะเข้าประกบและใช้อาวุธเป็นปืน M16 จำนวน 2 กระบอก กระหน่ำยิงใส่รถกว่า 33 นัด
นายกมลศักดิ์รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดจากการหมอบลงกับพื้นรถ แต่คนขับรถและตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยรอยกระสุนส่วนใหญ่เกาะกลุ่มอยู่ที่กระจกหน้าและด้านข้างฝั่งคนขับ รวม 14 จุด แสดงถึงความมุ่งหมายเอาชีวิตอย่างชัดเจน
หลังจากที่รถยนต์ Toyota Alphard ของนายกมลศักดิ์ถูกกระสุนปืน M16 ในที่เกิดเหตุพร้อมด้วยตำรวจติดตามซึ่งนั่งอยู่ในรถ ในขณะนั้นเองเขาได้ควานหาโทรศัพท์มือถือที่เปื้อนเลือดมา โทรหาลูกสาวที่อยู่ในบ้าน เพื่อให้คนออกมาช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ส่วนพลโท นรธิป โพยยอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า หากเป็นการปฏิบัติการโดยมืออาชีพที่หวังผลเอาชีวิตจริงๆ เป้าหมายไม่ควรจะรอดพ้นไปได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บเลย
แต่ทว่ากลับมีชนวนเหตุสำคัญที่สุดเกิดขึ้น เมื่อพลโท นรธิป แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ในทำนองวิเคราะห์ความมืออาชีพของทีมสังหาร โดยกล่าวว่า "ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก" คำพูดนี้ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ย้อนแย้งกับนโยบายสันติวิธีของรัฐบาล และสร้างความไม่สบายใจอย่างยิ่งต่อคนในพื้นที่และพรรคประชาชาติ เนื่องจากมองว่าเป็นคำพูดที่รุนแรงและไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ดูแลความมั่นคง
ท่านยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการระบุว่าโรงเรียนสอนศาสนาปอเนาะและตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดรุนแรง และเป็นต้นเหตุของความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำพูดนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อตัวแทนสถาบันการศึกษาศาสนา จนนำไปสู่การรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อ เรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 เมษายน
กระแสความไม่พอใจยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อพบว่า รถกระบะที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเป็น รถในกรรมสิทธิ์ของ กอ.รมน. จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอยู่ภายใต้การกำดูแลของกองทัพภาคที่ 4 แม้ภายหลังจะมีการชี้แจงว่าเป็นการให้ยืมรถส่วนตัวโดยพลการของนายทหารคนสนิท แต่สังคมก็ยังตั้งคำถามถึงความหละหลวมในการควบคุมยุทโธปกรณ์และคนในสังกัด
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีกระแสตอบโต้จากฝ่ายการเมืองคือ 2 พรรคที่สนใจคดีนี้เป็นพิเศษ เช่น พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับพื้นที่ที่ใช้กฎหมายพิเศษ และเป็นการคุกคามสถาบันนิติบัญญัติ ในขณะที่พรรคประชาชน วิจารณ์ว่าคำพูดดังกล่าวสะท้อนถึงการขาดทักษะในการวิเคราะห์ปัญหาและขาดความกล้าหาญในการยืดอกรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในหน่วยงานตนเอง
ในเวลาต่อมาก็มีการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งและเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นแก่ประชาชนในพื้นที่ แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อเพื่อให้ปัญหาจบลงอย่างสมบูรณ์
นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และแม่ทัพภาคที่ 4 ได้กล่าว ขอโทษประชาชนอย่างเป็นทางการ สำหรับการสื่อสารที่ผิดพลาดหรือไม่รอบคอบจนสร้างความไม่สบายใจ โดยเฉพาะกรณีที่พาดพิงถึงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ซึ่งทำให้บรรยากาศความตึงเครียดในพื้นที่ผ่อนคลายลงและมีรอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง
นายกฯได้เปิดห้องคุยเป็นการส่วนตัวกับนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เพื่อรับทราบ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคดีลอบสังหาร โดยนายกฯ ยืนยันว่าจะอำนวยความยุติธรรมให้ทุกฝ่ายอย่างเต็มที่และเน้นการใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักเพื่อให้ความจริงกระจ่าง
ทางด้านตัวแทนสถาบันการศึกษาเอกชนระบุว่าการขอโทษช่วยลดอุณหภูมิได้มาก และในส่วนตัวนั้น ให้อภัยได้โดยพร้อมเปิดโอกาสให้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้พิสูจน์ความจริงใจผ่านการทำงานร่วมกันหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องเรื่องการโยกย้ายแม่ทัพยังต้องรอการหารือร่วมกันของสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนอีกครั้ง
แม้บรรยากาศจะดีขึ้นแต่ ยังไม่มีคำสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ตามข้อเรียกร้องเดิม เนื่องจากนายกฯ ต้องการให้ความยุติธรรมเดินหน้าก่อน สิ่งที่จะทำให้ปัญหาจบลงอย่างแท้จริงคือความคืบหน้าของคดีในการ สาวไปให้ถึงตัวผู้บงการ เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐมีความจริงใจ
ต่อมามีรายงานข่าวว่าผู้ก่อเหตุในระดับปฏิบัติการทั้ง 5 คนถูกจับกุมตัวได้ครบแล้วประกอบด้วย
>>เรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี
>>นายสุนทร พรหมภักดี
>>นายสมพร ลังเดช
>>นายอาลาวี อาแว
>>นายธนพัฒน์ วัฒนภิญโญ
การจับกุมเรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี ถือเป็นตัวละครสำคัญที่สุดที่ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเขาถูกมองว่าเป็น กุญแจดอกสุดท้ายที่จะไขไปสู่ตัวผู้บงการใหญ่ในคดีลอบสังหารส.ส.พรรคประชาชาติ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หลังจากที่ผู้ต้องหา 4 คนก่อนหน้าถูกจับกุมไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเรือเอก วิโรจน์ ถูกจับกุมได้ที่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากกองกำลังติดอาวุธฝั่งประเทศเพื่อนบ้านส่งตัวกลับมาให้ตำรวจ เขาถูกจับตามองเป็นพิเศษเพราะในบรรดาทีมปฏิบัติการ 5 คนที่ถูกออกหมายจับ เชื่อกันว่า เรือเอก วิโรจน์ เป็นเพียงคนเดียวที่ประสานงานโดยตรงกับนายใหญ่ ขณะที่คนอื่นๆ อาจเป็นเพียงทีมงานที่รับคำสั่งต่อมาอีกทอดหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้สังคมตกตะลึงคือประวัติของเขา ซึ่งไม่ใช่ระดับมือปืนธรรมดา ว่ากันว่าเขาเคยเป็นอดีตทหารเรือนาวิกโยธิน จบหลักสูตรหน่วยรบพิเศษทั้ง Recon และคอมมานโด เมื่อลาออกจากราชการเขาได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ UN หรือสหประชาชาติ ในพื้นที่สู้รบอย่าง อัฟกานิสถานและอิรัก นานถึง 20 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2543-2563 อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีทหารราบ การวางแผน และการใช้อาวุธในระดับสากล
เรือเอก วิโรจน์ให้การจงใจเบี่ยงวิถีกระสุนปืน M16 ให้โดนแค่กระจกหรือตัวรถเพื่อเป็นการข่มขู่เท่านั้น ไม่ได้มุ่งเอาชีวิต ซึ่งเป็นการพยายามลดเพดานโทษจากพยายามฆ่าให้เหลือเพียงทำร้ายร่างกายหรือทำให้เสียทรัพย์ เขาให้การว่าคนสั่งการทั้งหมดคือ นายสมพร ลังเดช ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคนแรกที่ถูกจับโดยอ้างเหตุผลส่วนตัวว่าไม่พอใจบทบาทการทำงานของนายกมลศักดิ์
ซึ่งฝ่าย ส.ส. และพรรคประชาชาติตั้งข้อสังเกตว่านี่คือ การตัดตอนเพื่อไม่ให้สาวไปถึงผู้มีอิทธิพลตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังนายสมพรอีกที
แม้ผู้ต้องหาบางรายจะอ้างว่าเป็นเรื่องความไม่พอใจส่วนตัวต่อบทบาทการทำงานของ ส.ส. แต่ในรายการข่าวข้นคนข่าวซึ่งออกอากาศทาง NATION TV ได้วิเคราะห์แรงจูงใจที่เป็นไปได้ไว้ 4 ทฤษฎีหลัก ปมแรกคือเรื่องยาเสพติด อาจเกี่ยวข้องกับการที่พรรคประชาชาติเคลื่อนไหวตรวจสอบคดีจับ ยาไอซ์ล็อตใหญ่ที่สุดในภาคใต้ปริมาณ 900 กก. ที่อำเภอตากใบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ตำรวจตั้งข้อสังเกตเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดย นายกมลศักดิ์ สามารถแหวกม่านสีเทาชนะเลือกตั้งมาได้เพียงคนเดียวในจังหวัดนราธิวาสของพรรคประชาชาติ
มีการตั้งข้อสังเกตถึงเงินก้อนใหญ่ระดับ 20 ล้านบาท
ที่ใช้ในแผนการบางอย่างในช่วงเลือกตั้งและอาจมีการหักหลัง ปัจจุบันสุดท้ายคือเรื่องการเมืองผสมอิทธิพลสีเทา ตำรวจเชื่อว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างฝ่ายการเมือง เครือข่ายยาเสพติด และเจ้าหน้าที่รัฐที่รับส่วย
แม้เจ้าหน้าที่จะจับกุมผู้ต้องหาระดับล่างได้ครบ 5 คนแล้ว
แต่การจะเข้าถึงตัวผู้บงการใหญ่ ยังคงเป็นความท้าทายเนื่องจากมีร่องรอยของการพยายามตัดตอน ข้อมูลสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าหลังยิงถล่มแล้ว ทีมสังหารได้โทรศัพท์หาบุคคลลึกลับเพื่อขอให้ประสานงานเคลียร์ด่านในเส้นทางหลบหนี ซึ่งบุคคลที่สามารถสั่งตั้งหรือเปิดด่านความมั่นคงได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
ข้อมูลจาก NATION TV ระบุว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ศาลากลางหลังเก่าเป็นจุดนัดพบหรือวางแผน และใช้รถของราชการนั่นคือกอ.รมน. ที่มีการเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงเพื่ออำพรางตัว ในขณะที่มือปืนระดับพระกาฬอย่างเรือเอก วิโรจน์ มือยิงที่มีประวัติฝึกหน่วยรบพิเศษระดับท็อป พยายามสู้คดีว่าไม่มีเจตนาฆ่าแต่เป็นการยิงขู่ และซัดทอดเพียง นายสมพร ลังเดช อดีตทหารนาวิกโยธินว่าเป็นผู้จ้างวานเพียงคนเดียว ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามปกป้องผู้บงการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังอีกทอดหนึ่ง
พร้อมกันนี้ยังมีมีข่าวลือในพื้นที่พยายามโยงคดีไปที่ สว.สำรองรายหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส แต่ตัวบุคคลที่ถูกอ้างถึงได้ออกมาปฏิเสธและเชื่อว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อดักทางและดิ้นรนของผู้บงการตัวจริง
สำหรับคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ที่ยืดเยื้อ ได้กลายเป็น วิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เนื่องจากองค์ประกอบหลายอย่างในคดีชี้ไปที่ความเชื่อมโยงกับบุคลากรและทรัพยากรของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่สร้างความตระหนกและสั่นคลอนความเชื่อมั่นของทหารและตำรวจในพื้นที่มากที่สุดคือหลักฐานที่ระบุว่า รถยนต์กระบะที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถหลวงในกรรมสิทธิ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีและ กอ.รมน. จังหวัดนราธิวาส,
ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ยืมโดยนายทหารยศนาวาเอกเพื่อไปใช้ส่วนตัว
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเรื่องการเบิกกระสุนและปืน M16 กระบอกใหม่จากคลังราชการมาใช้ก่อเหตุด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐและภาษีประชาชนมาทำร้ายผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคประชาชาติระบุว่าเป็นพฤติกรรมแบบรัฐซ้อนรัฐที่ทำลายกระบวนการสันติภาพอย่างรุนแรง
คดีนี้ถูกมองว่าเป็นจุดวัดใจของเจ้าหน้าที่รัฐ หากไม่สามารถสาวไปถึงผู้บงการตัวจริงที่เชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจสั่งการหรือผู้มีอิทธิพลสีเทาได้ จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความไม่เป็นธรรมในพื้นที่ชายแดนใต้ ไม่เพียงเท่านี้ประชาชนทั้งประเทศตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่ประชาชนถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับคดีอุกอาจ กลับมีความพยายามตัดตอน หรือประวิงเวลา ทำให้คนชั่วอยู่เหนือกฎหมายกฎหมายต่อไป
คดีที่นายกมลศักดิ์ถูกลอบยิงกลายเป็นคดีใหญ่ที่น่าจับตามอง เรื่องราวของเหตุการณ์นี้ที่ทำให้ทหารและตำรวจในภาคใต้ต้องทำงานกันอย่างแข่งขันไม่ต่างการจับจับอาวุธออกรบในยามสงคราม แม้จะจับกุมได้ 5 ราย แต่ตำรวจในพื้นที่นราธิวาสก็ยังคงพิสูจน์ต่อไปจนกว่าจะรู้ว่าใครคือผู้บงการกันแน่ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Nation TV
ครอบครัวข่าว 3
Dailynews Online
แนวหน้าออนไลน์
Thairath TV
กองทัพภาคที่ 4
แม่ทัพภาคที่ 4
กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters
WassnaNanuam
ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี
กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เรียบเรียงโดย : นักรบดาวแดง
โฆษณา