28 เม.ย. เวลา 06:26 • ปรัชญา

อธิศีล ข้อปฏิบัติของพระอริยะ

"ผู้หล่นจากธรรมวินัย"
   การที่ได้เห็นได้ยินเรื่องราวต่างๆของศาสนาพุทธในปัจจุบัน ถ้าเปรียบกับหลักพระธรรมวินัยแล้ว  ช่างแตกต่างกันราว
ฟ้ากับดิน
       "ธรรมอันเลิศ ย่อมมาจากการปฏิบัติอันเลิศ"
        การปฏิบัติอันเลิศ คือ การปฏิบัติในอธิศีล 43 ข้อ แบบไม่ขาดวิ่น ไม่ทะลุ
ไม่ด่างพร้อย (ศึกษาในจุลศีล มัชฌิมศีล
มหาศีล) และต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
จนเรียกว่ามีความสมบูรณ์ด้วยศีล จิตจึง
จะเข้าถึงความบริสุทธิ์ อาจจะหลายเดือน
หรือเป็นปี หรือหลายปี
เรื่อง "อธิศีล" ที่มีอยู่ 43 ข้อนี้ คือเรื่องที่นักบวชต้องรู้ และฝึกตนให้อยู่ในศีล แบบไม่ขาดวิ่น ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย ในช่วงเวลาไม่เกินเจ็ดปี. ไม่ใช่รู้แค่เพียง 227
เคยเปรียบเทียบให้ฟังเพื่อให้พอเข้าใจว่า
   ศีล 5 ศีล 8 เหมือนฟุตบอลมัธยม
   ศีล 227 เหมือนนักฟุตบอล อบต.
   อธิศีล 43 ข้อ เหมือนนักฟุตบอลที่มชาติ
   คนจะบริสุทธิได้เพราะ"ศีล" ซึ่งหมายถึง 43 ข้อนี้ คือ อธิศีล
ศีล 5,8,227 ยังไม่สามารถเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ เพราะเป็นแค่ศีลเบื้องต้น
    ต้องปฏิบัติใน "อธิศีล" ให้สมบูณ์ จิตจึงจะบริสุทธิ์ดังที่ท่านบอกว่า เหมือนสังข์ที่ถูกขัดไว้ดีแล้ว
  เรื่องหลัก"สัตถุศาสตร์" นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ของศีลที่ควรนำไปเผยแผ่ กันให้กว้างขวาง เพราะจะทำให้คำสอนที่แท้จริง กลับมาสู่มหาชน
การมาบวชเป็นภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้น ก็ควรจะต้องศึกษาในคำสอนให้อย่างละเอียดลึกซึ้ง พระธรรมวินัย
ที่ท่านทรงบัญญัติไว้ ก็เพื่อประโยชน์สูงสุด
ของชีวิตมนุษย์ ที่มาปวารณาตนว่าเป็นสาวก เป็นสิ่งที่ยากและทวนกระแส ต้องใช้
ความพยายามแบบสุดกำลัง ภายในไม่เกิน
เจ็ดปี ก็จะสามารถบรรลุอรหันต์ หรือที่สุด
แห่งพรหมจรรย์ อันเป็นที่ปรารถนาของ
คนทั้งหลายในศาสนาพุทธ
ภาพรวมของหลักสัตถุศาสตร์ คนทั่วไปก็
คงพอจะเข้าใจกัน เพราะท่านตรัสไว้ดีแล้ว
คือ ความมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี ถ้า
พูดแบบภาษาปัจจุบัน ก็คือการมาใช้ชีวิตอยู่แบบ introvert หรือ social distancing
เพื่อใช้เวลาทั้งหมดในแต่ละวันเพื่อ ฝึกฝน
ปฏิบัติตน เพื่อเข้าถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ซึ่งต้องใช้ความทุ่มเทแบบสุดตัว มีชีวิต
ตามคำสั่งสอนของพระองค์ อย่างไม่ขาดวิ่น ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย ก็จะมีโอกาศได้
ภายในเจ็ดปี ตามที่พระองค์สอนและการ
ปฏิบัติ เช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้สติปัญญา
อยู่ตลอดเวลา ซึ่งยากไม่น้อยกว่าการฝึกใดๆในโลก
และองค์ความรู้ในหลักสัตถุศาสตร์ ก็คือ
ส่วนหนึ่งของ"มรรค" เป็นหนทางหรือวิธี
ปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยะ ถ้าย่อหย่อนหรือ
หละหลวมในการปฏิบัติ ก็ไม่มีโอกาสที่จะ
เข้าถึงสิ่งที่ท่านสอนได้
  แต่ความจริงในปัจจุบัน ก็คือ คำสอนเหล่านี้ได้ถูกทำลาย มานานตั้งแต่อดีต จนกระทั่งปัจจุบัน ก็ถูกละเลย จากพวกพระ
หรือนักบวช บางครั้งก็ยังล้มล้างคำสอน
ของท่านเสียด้วยซ้ำไป
การปฏิบัติตามๆกันมา โดยไม่ได้สอบสวน
กับพระธรรมวินัย เป็นสาเหตุหลัก ประการหนึ่ง  ถ้าคนรุ่นก่อนผิดแล้วถือตามกันมา คนในปัจจุบันก็ต้องผิดตามไปด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พยายามแนะนำมาตลอด
ว่าหลักพระธรรมวินัยเป็น "อกาลิโก" คือไม่ว่าคนรุ่นไหน ก็สามารถเข้าถึงได้ เด็กอายุ 18-19 ก็มีโอกาส เท่าๆ กับคนอายุ 40-50 และยังมีโอกาสที่สูงกว่า ด้วยวัยที่
กำลังมีสติปัญญาว่องไว ซึ่งท่านก็บอกไว้แล้วว่า "พระบวชเมื่อแก่สอนยาก" ยิ่งบวชจนแก่ยิ่งสอนยากหนักขึ้นไปอีก
คนเมื่อสองร้อยปีก่อน ร้อยปีก่อนหรือคน
ในปัจจุบัน หรือคนในร้อยปีข้างหน้า จะมีโอกาสบรรลุธรรมเหมือนกัน ถ้าศึกษาได้ถูกต้อง ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
  และหลักสัตถุศาสตร์นี่แหละที่แสดงถึงความเป็นอกาลิโกได้อย่างชัดเจน ถ้าผิดหรือออกนอกแนวทางนี้ ก็คือเป็น "ผู้หล่นจากธรรมวินัย" หาความเจริญไม่ได้ เป็นผู้หมดหวัง จึงจะฝากฝังคนรุ่นใหม่ที่กำลังมีสติปัญา ให้ช่วยกันเผยแผ่และศึกษากันให้ละเอียด เพื่อตนเองแล้วศาสนาพุทธจะกลับมาในคนยุคนี้ ..
และจะเป็นการบอกให้ฆราวาสที่มี "มิจฉาทิฏฐิ" ที่มีมากมายในปัจจุบัน จะได้เข้าใจว่า "ฆราวาสเป็นหนทางคับแคบ" คือคนทั่วไปไม่สามารถจะเข้าถึงธรรมขั้นสูงได้
เพราะยังไม่สามารถเข้าถึงการปฏิบัติใน
อธิศีลได้ จึงมีขีดจำกัดในการบรรลุธรรม
  แต่ด้วยความเข้าใจผิดหรือมิจฉาทิฏฐิ
ได้ออกมาสั่งสอนผู้คนกันมากมาย จึง
เปรียบเหมือนการออกมาสอนให้คนว่ายน้ำ
โดยที่ตนเองก็ไม่เคยลงน้ำ
และแม้กระทั่งพวกพระที่มีศีล227 ก็ยังไม่มีโอกาสบรรลุธรรม จึงไม่ต้องพูดถึงศีล
ห้าและศีลแปด ในเมื่อขาดความรู้เรื่องศีล
ไม่เคยปฏิบัติในศีล ก็ไม่ต้องหวังที่จะได้
"สัมมาสมาธิ" สิ่งที่ได้คือ "มิจฉาสมาธิ"
ทั้งนั้น  แต่ด้วยความที่เข้าใจผิดจึงออกมาสอนคนอื่นๆ
   การรู้จักเรื่อง "อธิศีล"จะเป็นการทำนุบำรุงศาสนาอย่าแท้จริง...สวัสดี.....!!!!!
โฆษณา