29 เม.ย. เวลา 06:26 • ความคิดเห็น

สุ จิ ปุ ลิ คาถายุคคอนเท้นท์ล้น AI ล้ำ

วันก่อน เมนิ ลูกสาวคนเล็กผมซึ่งไปลงเรียนวิชาการละครเป็นวิชาเลือก ส่งบทละครยาวห้าหน้าเป็นภาษาอังกฤษมาให้อ่านและให้ช่วยคอมเม้น director statement ที่เขาเขียนหน่อย
ผมเริ่มอ่านไปได้ไม่กี่บรรทัดก็รู้สึกว่ามันต้องตั้งใจมากเกิน เลยยัดห้าหน้าเข้า chat gpt แล้วให้สรุปมาให้หน่อย เท่านั้นยังไม่พอ ให้เขียนเป็นภาษาไทยมาด้วยนะ
และก็แน่นอน อ่านพอเข้าใจแล้ว แต่ก็ขี้เกียจอ่าน statement ดูคร่าวๆแล้วก็ยัดเข้า gpt อีกให้มันเม้น เอาไปตอบลูกแล้วก็จบหน้าที่..
ซักพักผมก็มานั่งคิดว่า ผมเอาง่ายไปรึเปล่า ไม่ได้ตั้งใจสมกับที่ลูกจะพึ่งพาเลย แถมตัวเองก็ไม่ได้มีกระบวนการคิดอะไรเลย แค่อ่านยังไม่อดทนอ่าน ก็เลยรู้สึกว่าเราทำแบบนี้บ่อยไปแล้ว ยิ่งทำแบบนี้ยิ่งอ่านหนังสือได้น้อยลง
ใช้ทางลัดบ่อยๆ เริ่มกลัวสมองซึ่งก็คงเหมือนกล้ามเนื้อ พอไม่ออกกำลังสมองเยอะๆ สมองน่าจะฝ่อหรือด้อยลงในการคิดวิเคราะห์แน่ๆ
ก็เลยเริ่มเป็นห่วงตัวเองขึ้นมา และก็นึกถึงคาถาฉบับโบราณที่มีผู้ใหญ่เคยสอนไว้ และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับใครที่ต้องการออกกำลังสมองในยุคที่ข่าวสารท่วมหัว AI ที่เก่งจนอ่านแทนเราและตอบได้ทุกอย่างแบบนี้ได้บ้าง
คาถาที่ว่านั้น ผู้ใหญ่ยุคก่อนเรียกว่าเป็นหัวใจนักปราชญ์ เป็นการพัฒนาการเรียนรู้และปัญญาของมนุษย์แต่ไหนแต่ไรมา
ถ้าใครพอคุ้นๆก็คือ สุ จิ ปุ ลิ นั่นเอง…
คำแรกคือ “สุ” ก็ย่อมาจาก สุตะ แปลว่าการรับข้อมูลเข้าหาตัว ไม่ว่าจะเป็นการฟัง การอ่าน หรือการรับชมก็ได้
แต่สมัยก่อน ความรู้นั้นหาได้ไม่ง่าย ต้องเสาะแสวงหา ปัญหาของเราๆท่านยุคนี้คือข้อมูลข่าวสารที่ล้นเกิน แถมมีอัลกอริทึ่มฉลาดแกมโกงที่ป้อนสิ่งที่เราอยากเสพ จูงเราไปในทางใดทางหนึ่งโดยไม่รู้ตัวเข้ามาอีก
“สุ” ในยุคนี้ก็คือการน่าจะต้องสู้กับอัลกอริทึ่มและรับข้อมูลเข้าหาตัวให้เป็นประโยชน์กับตัวเองมากที่สุดมากกว่า
นอกจากต้องตั้งสติเลือกเสพข้อมูลที่ดีกับตัวแล้ว การต่อสู้กับแพลตฟอร์มสมัยใหม่ด้วยการพยายามอ่านหนังสือบ้างก็เป็นสิ่งจำเป็น การอ่านหนังสือเดี๋ยวนี้เหมือนการมีวินัยในการออกกำลังกายเช่นกัน
เพราะไม่ง่ายเลยที่จะมีสมาธิกับหนังสือ ที่เป็นสื่อที่ใช้พลังสูง แต่ก็มีประสิทธิภาพสูงในการที่ทำให้เราคิดตาม ย่อยตาม ไม่ด่วนรับข้อมูลหยาบๆโดยไม่ไตร่ตรอง
แค่ทำให้ สุตะ เป็นบวกต่อตัวเองก็ยากแล้ว ที่หนักกว่านั้นคือการข้ามขั้นตอน สุ ไป ลิ ซึ่้งเป็นข้อห้ามของการใช้งาน สุจิปุลิ ที่ต้องไปตามขั้นตอนเป็นอย่างยิ่ง
อ่านอะไรนิดหน่อยในโซเชียล โดนอัลกอริทึ่มยุให้โกรธ เกลียด แล้วก็ไปเขียนด่า เขียนเม้นเลย รู้จักเขาก็ไม่รู้จัก หาข้อมูลก็ไม่หา ยิ่งทำแบบนี้พิษก็ยิ่งเข้าตัว สมองก็ไม่ได้ออกกำลังใดๆเลย หรือบางทีก็ไปเผยแพร่ข้อมูสอันเป็นเท็จให้เป็นโทษกับคนอื่นอีก หนักเข้าถึงกะโดนฟ้องก็มี
คำที่สองคือ “จิ” มาจาก “จินตะ” หรือคิด ที่เวลาได้ข้อมูลอะไรเข้ามาแล้ว ต้องคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรองก่อนด้วยเหตุด้วยผล ไม่กลืนสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็นมาทั้งหมด
เพราะอัลกอริทึ่มรู้ดีว่ามนุษย์ชอบเสพสารพิษอย่าง ความโกรธ เกลียด อิจฉาริษยา โลภ ก็จัดให้อย่างเต็มที่ ถ้าเราแยกแยะไม่ได้ ขยะและอารมณ์แปรปรวนก็เต็มหัวอย่างแน่นอน
การจะมี “จินตะ” ที่ดีนั้น ความรู้ที่สั่งสมในสาขาวิชาต่างๆที่พึงมีจึงจำเป็นมาก ผู้ที่สามารถคิด วิเคราะห์ได้ ถ้ามีพื้นฐานความรู้นั้นๆ จะช่วยแยกแยะความจริง ความเท็จ ความจริงครึ่งเดียว หรือสารที่มาผิดๆได้ง่ายกว่าการใช้ common sense มาก
ถ้าเรามีความรู้ด้านการเงินบ้างตามสมควรก็จะแยกของจริงของปลอม หรือคนที่พยายามจะมาหลอกตั้งแต่หนักๆแบบ scam จนถึงผู้คนที่มีผลประโยชน์แอบแฝงได้ง่ายกว่าคนที่ไม่รู้การเงินอะไรเลยแถมโดนความโลภครอบงำอีก
คำที่สามคือ “ปุ” มาจาก ปุจฉา ก็คือการถาม เมื่อสงสัยต้องหาผู้คนที่รู้เรื่องนั้น เก่งเรื่องนั้น และไม่อายที่จะถาม รู้ว่าตัวเองไม่รู้ก็สำคัญ ถ้าเราไม่มีความรู้อะไรเลย
คิดแล้วรู้ว่าเราไม่แน่ใจ ก็ควรจะหาคนที่เก่ง ปรารถนาดีกับเรา แล้วถามเรื่องนั้นๆให้กระจ่าง ในทางออกกำลังก็เหมือนมีโค้ชและมีหมอเพื่อให้เราดูแลสุขภาพได้ถูกทางเป็นต้น
เคยมีคนสอนคาถาบทหนึ่งไว้ว่า “ทางอยู่ที่ปาก” ซึ่งผมเห็นด้วยทุกประการ ผมเองนับว่าเป็นโชคดีในชีวิตมากๆ แค่ไม่กี่วันนี้ก็ถามพี่ๆน้องๆที่เก่งๆไปหลายคนมากในเรื่องที่่เราไม่รู้ เพิ่งถามพี่จิ๋มเรื่องการเงิน ถามหมอฟ้าเรื่องสุขภาพและปัญหาหลังลดน้ำหนัก ถามน้องๆ รุ่นใหม่ที่เก่งๆถึงวิธีการทำการตลาด ถามเอ๋ นิ้วกลม ถึงความไหลลื่นของหนังสือเล่มใหม่ ฯลฯ
การถามคือทางลัด เป็นการเติมเต็มส่วนที่เราขาดหายไป และแก้ความสงสัยที่มีจาก “จิ” ก่อนหน้า เรื่องนี้ AI ก็เป็นเครื่องมือที่ดีเช่นกัน
คำสุดท้ายคือ “ลิ” มาจาก ลิขิต โบราณท่านเน้นย้ำว่าพอผ่านสามกระบวนแรกแล้ว ต้องลอง “เขียน” เพื่อให้ความคิดที่คลุมเครือตกผลึก ได้ไตร่ตรองอีกรอบหนึ่ง เป็นผลลัพธ์ที่ทำให้ความคิดกระจ่างขึ้นอย่างชัดเจน
ทำไมโบราณท่านถึงเน้นให้ “เขียน” …
ผมเองเป็นนักพยายามเขียนมาหลายปี เขียนบทความหลายพันบทความ รู้เลยว่าการเขียนเป็น one of the most underrated skill จริงๆ เพราะคนที่เขียนนั้นน้อยมาก เขียนบันทึกก็ยังน้อย
แต่การที่พอได้เห็น ได้ไตร่ตรองและได้ถามแล้ว คิดได้พอชัดแล้ว ถ้าไม่เขียน บ่อยครั้งมากที่ความคิดนั้นก็จะจางไปในไม่ช้า แต่ถ้าพอเขียนแล้ว ระหว่างเขียน สมองก็ได้ทำงาน ได้ค่อยๆคิดทบทวนอีกรอบ ได้เรียบเรียงให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และเหมือนได้ “Save” ลงฮาร์ดไดร์ฟ อย่างไรอย่างนั้น
แถมเอามาอ่านทบทวนได้ด้วยเมื่อเวลาผ่านไป ไม่เช่นนั้นก็จะต้องทิ้งความคิดที่ตกผลึกแล้วไปอย่างน่าเสียดาย
สุ จิ ปุ ลิ ดูจะเป็นภาษาโบราณ แต่การสร้างนวัตกรรม การปรับปรุงอะไรในองค์กรก็ต้องผ่านกระบวนการ Input. Process. Feedback. Output ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันกับ สุ จิ ปุ ลิ ที่เป็นการออกกำลังกายของสมองของเราเช่นกัน
คอนเท้นท์ที่ล้นแบบนี้ AI ที่ง่ายและฉลาดแค่ปลายนิ้วแบบนี้ มันมีพิษซ่อนอยู่ทั้งอัลกอริทึ่มและวินัยของการคิดจะหายไป ถ้าเราจะพยายามต่อสู้กับมันบ้าง ก็ให้นึกถึงคาถา สุ จิ ปุ ลิ ไว้เป็นพักๆก็ดีนะครับ
เลือกเสพเรื่องที่ดี ที่เป็ฯประโยชน์ ระวังอัลกอริทึ่มตัวร้าย อ่านหนังสือให้มากขึ้น เอาอะไรมาก็ค่อยๆ ย่อย ไม่ผลีผลามด่วนตัดสิน ไม่แน่ใจก็ถาม และลองเริ่มจด เริ่มขีดเขียนทบทวนตัวเอง เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อสมองฝ่อจนลีบเพราะโดนสองตัวร้าย อัลกอและเอไอ ทำให้เราเป็นง่อยในที่สุด..
แต่อย่าข้ามขั้นเด็ดขาด สุ แล้วไป ลิ เลย ไม่งั้นเราก็จะค่อยๆกลายเป็นเกรียนคีย์บอร์ดที่ไล่ด่า เกลียดชังคน เจออะไรก็หัวร้อนไปหมด หรือเป๊นแหล่งเพาะความเท็จให้คนอื่นได้ อย่างที่เห็นอยู่ทั่วไป….
อยากจะสัก สุจิปุลิ ไว้ทื่หลังมือ มากๆ เลยครับ จะจับ จะอ่าน จะพิมพ์อะไร จะไว้เตือนตัวเองได้ทุกวัน ..
โฆษณา