30 เม.ย. เวลา 15:28 • ข่าว

ส่อง 7 เสาหลักนโยบายสาธารณสุข ยุค "พัฒนา" หลังนั่ง รมว.สมัย 2

ลุย "รักษาทุกที่" - ปรับปรุง "บัตรทอง" - แยกตัวจาก ก.พ.
เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มอบนโยบาย พ.ศ.2569 - 2573 โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. ผู้บริหารหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงบุคลากรเข้าร่วมรับฟังนโยบายทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์
นายพัฒนากล่าวว่า ขอบคุณบุคลากรที่ร่วมกันผลักดัน Big Quick Win ของกระทรวงจนสําเร็จเป็นรูปธรรม และย้ำการให้ความสำคัญในการน้อมนำการพัฒนางานสาธารณสุขตามแนวพระราชดําริและโครงการเฉลิมพระเกียรติของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ มาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขนับจากนี้ จะขับเคลื่อนผ่าน 7 เสาหลักสาธารณสุขไทย หรือ “MOPH PLUS+” ภายใต้เข็มทิศ “สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา” ประกอบด้วย
1) สุขภาพดีทุกช่วงวัยด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง, พัฒนาระบบปฐมภูมิอัจฉริยะและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพไร้รอยต่อ ให้ประชาชนรับการรักษาได้ทุกที่ทั่วไทย
ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การทํากิจกรรมทางกาย/ออกกําลังกาย, ขยายศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรโดยให้ภาคเอกชนร่วมลงทุน, นำอาสาพยาบาลช่วยดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน ตลอดจนดูแลสุขภาพจิตเชิงรุก จัดตั้งศูนย์บําบัดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดครอบคลุมทุกอําเภอ
2) นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ ใช้หุ่นยนต์และ AI ในการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพและความแม่นยําสูงสุด สนับสนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ภายในประเทศ
ผลักดันนวัตกรรมยาขั้นสูง เพิ่มขีดความสามารถในการรักษาและลดการพึ่งพาการนําเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ ตลอดจนนำ Genomic & Precision Care มาใช้ประเมินและตรวจค้นหาโรค เพื่อการรักษาที่เฉพาะเจาะจงตรงจุด
3) เศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้ เร่งผลักดันอุตสาหกรรมการแพทย์ทุกแขนง รวมถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรและบริการด้านสุขภาพของไทยสู่ตลาดสุขภาพโลก โดยปลดล็อคกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ จากทุกมุมโลก เร่งรัดกระบวนการอนุมัติผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ตลาดสากล
ชูเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทยเป็นจุดขาย เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทาง Medical & Wellness Hub อันดับหนึ่งของโลก ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์จากชุมชน สมุนไพรไทย กัญชาทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย ต่อยอดเชิงพาณิชย์แข่งขันในตลาดโลก
4) บริหารโปร่งใส พร้อมรับภัยวิกฤต โดยยกระดับธรรมาภิบาล บริหารระบบสาธารณสุขและกองทุนสุขภาพ ให้มีความเข้มแข็ง เร่งรัดการปรับปรุงพระราชบัญญัติและข้อกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค ปฏิรูประบบการทํางานให้มีความคล่องตัว ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
รวมทั้งพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพประชากรข้ามชาติ ทั้งกลุ่มแรงงานและนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นคงและรักษาสมดุลทางการเงินของระบบสาธารณสุข ตลอดจนยกระดับฐานการผลิตในประเทศ สร้างความมั่นคงทางยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ เตรียมระบบบริหารจัดการให้พร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพ เพื่อให้ประเทศไทยพึ่งพาตนเองได้อย่างแข็งแกร่ง
5) บริการเป็นเลิศ มุ่งสู่ รพ.สีเขียว มุ่งเน้นพัฒนาศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งโรคมะเร็ง โรคไตเรื้อรัง การปลูกถ่ายอวัยวะ และโรคหลอดเลือดสมอง ให้มีศักยภาพระดับสากล, ยกระดับ Premium Clinic ให้ประชาชนมีทางเลือกเข้าถึงการบริการที่รวดเร็ว
ตัดวงจรและยุติปัญหาวัณโรค รวมถึงโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ด้วยการคัดกรองเชิงรุกอย่างเข้มข้น พร้อมปรับโฉมโรงพยาบาลและหน่วยงานในสังกัดให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero MOPH
6) เสริมสร้างขวัญกําลังใจคนสาธารณสุข โดยเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อสม. และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข สร้างความมั่นคงและก้าวหน้าในสายอาชีพ แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร
พร้อมยกระดับสวัสดิการในทุกมิติ จัดสรรค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสอดคล้องกับภาระงาน ดูแลสวัสดิการสุขภาพครอบครัวของบุคลากรและผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ
7) ยกระดับระบบสุขภาพไทยสู่มาตรฐานสากล พัฒนามาตรฐานการบริการสาธารณสุขให้ทัดเทียมและผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับโลก
ผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในมิติด้านสาธารณสุขและการค้าระหว่างประเทศ
เมื่อถามถึงกรณีนโยบาย “รักษาทุกที่ทันที” ที่นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เคยประกาศนโยบาย มีข้อห่วงใยจากบุคลากรว่า อาจกระทบการให้บริการ คนรับบริการเยอะ แต่งบประมาณไม่เพียงพอ
นายพัฒนา กล่าวว่า การดูแลประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง กระบวนการต่างๆ บุคลากร ก็ยอมรับว่าต้องมีการปรับปรุง และเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้นโยบายนี้เป็นความจริง 100% แต่นี่เป็นการวางนโยบายเพื่อให้เดินไปให้ได้ อย่างน้อยๆ 4 ปีของรัฐบาลนี้ จะเห็นเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษาได้ทุกพื้นที่
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
พื้นฐานของการทำข้อมูลสุขภาพดิจิทัล จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนนโยบายนี้ ทั้งฐานข้อมูล เคยไปรักษาพยาบาลที่ไหน มีโรคอะไร แพ้อาหารอะไร แพ้ยาอะไร การที่ทำข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพ (Personal Health Data) ก็จะเป็นตัวช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ลดความซับซ้อน ลดปริมาณงาน จะสามารถประหยัดงบประมาณได้
"เรื่องนี้ยังมีหลายแง่มุมนำเสนอกันได้ ผลักดันให้ทำงานต่อไป ยืนยันว่า การดูแลคนไทยทุกคนในทุกๆที่ เป็นมิชชั่นที่ชาเลนจ์เช่นกัน” นายพัฒนากล่าว
เมื่อถามว่า “รักษาทันทีทุกที่” จะเฉพาะหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือรพ.แต่สังกัด สธ.ก่อนหรือไม่ เพราะคนจะเข้าใจว่า ไปรักษาที่ไหนก็ได้ หน่วยบริการกังวลจะรองรับได้หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า จริงๆก็ไม่อยากให้มีข้อยกเว้น แต่ก็ต้องจัดทำแผนก่อนว่า จะเริ่มระดับไหน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
อย่างไรก็ตาม อยู่ที่ความพร้อมของระบบ แต่ละระดับความพร้อมแตกต่างกัน แต่เมื่อมีนโยบายออกมาแล้ว แต่ละส่วนก็ต้องไปจัดระบบมารองรับ
เมื่อถามเรื่องความก้าวหน้า ปัญหาบุคลากรจะแก้ไขอย่างไร ยังชูนโยบายแยกกระทรวงฯ ออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า (ร่าง) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ หรือกฎหมายแยก สธ.ออกจาก ก.พ. มีการเตรียมการในการดำรงตำแหน่งรอบที่แล้ว และตั้งใจนำเสนอครม.ต่อไป
ถามว่าแสดงว่าจะสำเร็จในรัฐบาลนี้ นายพัฒนา กล่าวว่าหากผลักดันแล้วก็สมควรต้องเกิดความสำเร็จ แต่จะมีการปรับแก้อย่างไร ก็จะมีการหารือร่วมกัน
ถามถึงประเด็นการสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นกับกองทุนสุขภาพ นายพัฒนากล่าวว่า กองทุนสุขภาพ หมายถึงบัตรทองหรือไม่ ว่า การปรับปรุง การปฏิรูป ต้องมองทุกส่วน ซึ่งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ต้องรับฟังเสียงสะท้อนเกี่ยวกับเรื่องนี้
กระทรวงสาธารณสุข มีรมว.สธ.เป็นประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่การบริหารจัดการยังมีคณะกรรมการอีกคณะตามพ.ร.บ. และยังมีอนุกรรมการ คณะทำงานอื่นๆอีก จึงมองว่า กระชับได้ จะยิ่งดี และการนำนโยบายของคณะกรรมการฯชุดใหญ่ไปปฏิบัติก็ต้องเร่งรัดเพื่อทันต่อการดำเนินงาน
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าจะปฏิรูปสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตามที่องค์กรแพทย์เสนอหรือไม่ นายพัฒนา ย้อนถามนักข่าวว่า คำว่าปฏิรูปคืออะไร ผู้สื่อข่าวตอบว่า ปรับปรุง ทำให้ดียิ่งขึ้น นายพัฒนา จึงตอบกลับว่า “แน่นอน ต้องทำ”
เมื่อถามถึงกรณีจะรื้อบอร์ด สปสช.หรืออย่างไร นายพัฒนา กล่าวว่า เราเคารพกับวาระการดำรงตำแหน่ง เราเคารพการเป็นตัวแทนของคณะกรรมการหลายๆท่าน มีกระบวนการพูดคุยกันมาตลอดหลายเดือน ทั้งตน ปลัดสธ. และเลขาฯสปสช. มีความเห็นว่า
ยังมีมุมที่สามารถปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้ ตอบสนองความคาดหวังได้ ซึ่งการประชุมบอร์ดสปสช.สัปดาห์หน้าจะมีการขยับกิจกรรมต่างๆ เช่น การรับฟังความเห็นบุคลากร และคนวงนอกมากยิ่งขึ้น
ถามย้ำว่า จะถึงขั้นแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า หากมีความจำเป็นสิ่งใดที่ไม่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ ต้องเรียนว่าไม่ใช่แค่พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ กฎหมายอื่นๆก็ต้องปรับให้ทันสมัยต่อเหตุการณ์ แต่เวลาเราพูดถึงการปรับแก้ กฎระเบียบกฎหมาย เราจะเห็นไทม์เฟรมคร่าวๆ ซึ่งหากทำอะไรได้ก็จะทำ
ถามอีกว่าจะกำหนดวาระบอร์ด การดำรงตำแหน่งให้ไม่ดำรงตำแหน่งเกิน 1-2 วาระหรือไม่ หรือไม่ให้ข้ามบอร์ด นายพัฒนากล่าวว่า หลายๆอย่างสามารถปรับได้ อาจมีตัวเลือกหนึ่ง อะไรก็ตามที่ทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ รวดเร็วยิ่งขึ้น ตอบสนองประชาชนก็ตั้งใจทำ
เมื่อถามความเป็นไปได้จะไม่ให้คนหน้าเดิมดำรงตำแหน่งหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า อย่าลงลึกไปถึงตรงนั้น ก็ต้องเรียนว่า ผู้ใหญ่ทุกท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน มีความสามารถ มีความรู้ สะสมประสบการณ์มาก็ต้องรับฟัง แต่แน่นอนการปรับตัวให้เข้ากับเวลา ความคาดหวังของสังคม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และโจทย์แรกที่เราต้องดำเนินการ
“เรื่องพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ยังไม่ได้มีการวางกรอบปรับแก้อย่างไร แต่อันดับแรกต้องมาดูเรื่อง การทำงานร่วมงาน ให้มีความสอดคล้อง ตอบสนองประชาชนได้ทันท่วงที” นายพัฒนากล่าว
ถามย้ำว่า จะพูดคุยในกรรมการก่อน หากไม่ได้ก็จะปรับแก้กฎหมายใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า มีการพูดคุยกันตลอด
เมื่อถามย้ำอีกว่าหากจะปรับเรื่องคณะกรรมการ อาจต้องถึงขั้นแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า การปรับมีหลายระดับ บางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายก็ได้ ต้องเรียนว่า ยังไม่ได้ลงลึกแอคชั่นแพลนว่า จะทำอะไรบ้าง
แต่จากการดำเนินงานมา 5-6 เดือนที่ตนรับตำแหน่ง พร้อมๆกับปลัดสธ.ต้องเรียนว่า ในแง่การทำงานในหลายระดับมีการตอบสนอง พูดคุยกันใกล้ชิดมากขึ้นจากอดีตที่ไม่ได้สื่อสารกันมากขึ้น
โฆษณา