2 พ.ค. เวลา 02:09 • ธุรกิจ

อาณาจักรทีวีญี่ปุ่นล่มสลายได้อย่างไร? เมื่อ “เทคโนโลยีดีที่สุด” ไม่ได้แปลว่าจะชนะเสมอไป

ย้อนกลับไปในปี 1998 ถ้าเราเดินเข้าไปในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะในมหานครใหญ่อย่างนิวยอร์ก ลอนดอน โตเกียว หรือแม้กระทั่งในประเทศไทย
ภาพที่เราเห็นจนชินตาคือผนังที่เต็มไปด้วยโทรทัศน์เรียงราย และชื่อแบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดบนนั้นมักจะเป็นของคนญี่ปุ่นเสมอ
โลโก้ของ Sony, Panasonic, Sharp, Toshiba และ Hitachi สว่างไสวอยู่แทบทุกมุมร้าน ในยุคนั้นชื่อเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตรายี่ห้อสินค้า แต่มันคือเครื่องหมายที่การันตีถึงคุณภาพระดับสูงสุด
มันคือคำสัญญาที่บอกกับผู้บริโภคว่า ซื้อไปแล้วจะได้ภาพที่คมชัดที่สุด งานประกอบประณีต และมีความทนทานชนิดที่ใช้งานเป็นสิบปีก็ไม่มีวันพัง
การตัดสินใจซื้อทีวีสักเครื่องถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่สำคัญของครอบครัว
หากซื้อของที่ไม่ได้คุณภาพอาจนำมาซึ่งความเสียดายไปอีกหลายปี คำถามที่น่าสนใจก็คือ ความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ญี่ปุ่นในวันนั้นถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร…
คำตอบไม่ได้เกิดจากการที่พวกเขามีสินค้าฮิตเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นเพราะญี่ปุ่นสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกขึ้นมา
ในยุคของโทรทัศน์จอแก้วหรือที่เรียกว่า CRT บริษัทญี่ปุ่นใช้วิธีการบริหารจัดการแบบ “Vertical Integration”
การบริหารแบบนี้คือการรวมศูนย์แบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ พวกเขาควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การหลอมกระจก การผสมสารเรืองแสง การผลิตปืนอิเล็กตรอน ชิปประมวลผล ไปจนถึงการประกอบและการปรับเทียบสีจากโรงงาน
ความสำเร็จนี้มีรากฐานมาจากเทคโนโลยีที่เหนือกว่า แม้ชาวอเมริกันจะเป็นผู้คิดค้นโทรทัศน์ แต่ชาวญี่ปุ่นคือผู้ที่นำมันมาทำให้สมบูรณ์แบบ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเปิดตัวเทคโนโลยีหน้าจอ Trinitron ของ Sony ในปี 1968
หน้าจอชนิดนี้ยอมให้อิเล็กตรอนผ่านได้มากกว่า ทำให้ภาพมีความสว่างและสีสันที่สดใสกว่าคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง
เทคโนโลยีนี้กลายเป็นมาตรฐานโลกยาวนานหลายสิบปี ทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นสามารถตั้งราคาสินค้าได้แพงกว่าคู่แข่งแต่ก็ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ด้วยกำแพงทางเทคโนโลยีที่สูงลิ่วประกอบกับซัพพลายเชนภายนอกที่ยังไม่เติบโต
ใครก็ตามที่สามารถผลิตสินค้าได้ทนทานและมีมาตรฐานคงที่ที่สุด ย่อมเป็นผู้กุมอำนาจในการตั้งราคา
โทรทัศน์ในยุคนั้นจึงเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรได้อย่างมหาศาล…
แต่เมื่อเวลาเดินทางมาถึงช่วงปลายทศวรรษ 1990 โทรทัศน์จอแก้วก็เดินมาถึงจุดที่ไม่อาจก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพได้อีกต่อไป มันใหญ่เทอะทะและมีน้ำหนักมากเกินไป
หน้าจอแบบแบนที่บางกว่าและขยายขนาดได้มากกว่า จึงกลายเป็นทิศทางใหม่ของโลก
และตรงจุดนี้เองที่อาณาจักรญี่ปุ่นได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมทุกประการ
แต่กลับเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดในโลกธุรกิจ นั่นคือการทุ่มสรรพกำลังเดิมพันกับเทคโนโลยี Plasma
ในทางเทคนิคแล้วหน้าจอ Plasma คือความยอดเยี่ยม มันให้ค่าความเปรียบต่างที่สูงมาก อัตราการตอบสนองรวดเร็ว ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหล
และสามารถแสดงผลฉากที่มืดสนิทได้ราวกับกำลังนั่งชมอยู่ในโรงภาพยนตร์
ในขณะที่เทคโนโลยีคู่แข่งอย่าง LCD ในยุคแรกเริ่มนั้น มีปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นภาพเบลอเมื่อมีการเคลื่อนไหวเร็ว ปัญหาแสงรั่วตามขอบจอ และมุมมองการรับชมที่แคบมาก
สำนักรีวิวอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มักจะเทคะแนนให้กับหน้าจอ Plasma อย่างเป็นเอกฉันท์
วิศวกรชาวญี่ปุ่นจึงปักใจเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า ในเมื่อสินค้าของตนให้คุณภาพของภาพที่เหนือชั้นกว่า ท้ายที่สุดแล้วตลาดย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด
แต่โลกของธุรกิจไม่ได้ทำงานแบบนั้นเสมอไป ผู้ชนะในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไม่เคยถูกตัดสินด้วยคุณภาพของภาพเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ชี้ขาดความเป็นความตายของธุรกิจนี้อย่างแท้จริงคือสิ่งที่เรียกว่า “Cost Curve”
ปัญหาใหญ่ของแผงหน้าจอ Plasma คือมันมีโครงสร้างที่ซับซ้อน กินพลังงานไฟฟ้าสูง และมีปัญหาเรื่องการระบายความร้อน
ยิ่งต้องการผลิตหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้น การควบคุมอัตรา “Yield” ก็ยิ่งทำได้ยากลำบาก…
อัตรา Yield หมายถึงสัดส่วนของสินค้าที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเทียบกับของเสียทั้งหมดในสายการผลิต
การที่ตัวเลขนี้ลดลงเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ สามารถส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยพุ่งทะยานขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ในการผลิตจอขนาดใหญ่ ต้นทุนของ Plasma ไม่ได้ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่กลับตกลงมาเป็นขั้นบันไดที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้การขยายขนาดการผลิตเพื่อกดต้นทุนเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
ในทางกลับกันเทคโนโลยี LCD กลับทำงานในรูปแบบที่ตรงกันข้าม แม้ในตอนแรกอาจจะไม่ได้มีภาพที่สวยงามสมบูรณ์แบบ แต่มันเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างมาตรฐานการผลิตได้ง่ายกว่า เหมาะกับการแบ่งงานกันทำในระดับโลก
ผู้ผลิตสามารถผลิตแผ่นกระจกตั้งต้นที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และใช้สายการผลิตรุ่นใหม่เพื่อกดต้นทุนต่อพื้นที่ให้ต่ำลง
ชิ้นส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ระบบไฟส่องสว่างและชิปประมวลผล ก็สามารถถูกพัฒนาแยกส่วนกันได้อย่างต่อเนื่อง
ตราบใดที่คุณภาพของภาพจากจอ LCD พัฒนามาถึงจุดที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้สึกว่าดีเพียงพอ
พวกเขาก็พร้อมที่จะใช้ความได้เปรียบด้านราคาและกำลังการผลิตเข้าบดขยี้คู่แข่งในตลาดทันที
ช่วงปี 2000 ถึง 2003 ถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด
บริษัทหน้าใหม่จากเกาหลีใต้และไต้หวัน โดยเฉพาะแบรนด์อย่าง Samsung และ LG เลือกที่จะเดินเกมรุกด้วยการทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาล
พวกเขายอมแบกรับตัวเลขขาดทุนในช่วงแรก เพื่อแลกกับการสร้างสายการผลิตจอ LCD ขนาดใหญ่ และหวังยึดครองความได้เปรียบด้านต้นทุนในอนาคต ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมาก…
1
ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นกลับเลือกที่จะระมัดระวังตัว พวกเขาพยายามรักษาสถานะผู้นำในตลาด Plasma เอาไว้ พร้อมกับแบ่งทรัพยากรบางส่วนไปลงทุนในจอ LCD เล็กน้อย
ผลที่ตามมาคือทรัพยากรถูกกระจายออกไปจนขาดพลังตัดสินใจที่เด็ดขาด
ความล่าช้าในการอนุมัติโครงการทำให้กำลังการผลิตของญี่ปุ่นถูกคู่แข่งจากเกาหลีใต้ทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จนยากจะตามทัน
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปี 2004 ถึง 2007 ตลาดโทรทัศน์ก็เดินทางมาถึงจุดหักเหอย่างสมบูรณ์แบบ
อัตราการผลิตที่สำเร็จ (Yield) ของจอ LCD พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ระบบไฟส่องสว่างและชิปประมวลผลถูกพัฒนาให้ดีขึ้นมาก
สิ่งเหล่านี้ช่วยถมช่องว่างด้านคุณภาพระหว่าง LCD และ Plasma จนแทบจะไม่เหลือความแตกต่าง
สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่นั่งดูรายการวาไรตี้หรือละครในห้องนั่งเล่น มันกลายเป็นเรื่องยากมากที่จะแยกแยะความแตกต่างนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมองเห็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องพึ่งพาวิศวกรมาอธิบายก็คือป้ายราคา
โทรทัศน์จอ LCD ในขนาดที่เท่ากันมีราคาที่ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด หรือในราคาเดียวกันก็จะได้จอที่ใหญ่กว่ามาก
พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป โทรทัศน์เปลี่ยนสถานะจากสินค้าที่ซื้อครั้งเดียวใช้ไปตลอดชีวิต กลายเป็นสินค้าเทคโนโลยีที่ผู้คนพร้อมจะเปลี่ยนรุ่นใหม่ทุกๆ สามถึงห้าปี
โครงสร้างของผลกำไรในอุตสาหกรรมจึงถูกรื้อทิ้งและจัดระบบใหม่ทั้งหมด กำไรที่เคยได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายตัวเครื่องถูกบีบจนบางเฉียบ
ในสงครามครั้งใหม่นี้ปริมาณการผลิตและช่องทางการจัดจำหน่ายกลายเป็นผู้กำหนดชะตากรรม…
ในจังหวะนี้เองที่ไพ่ตายในอดีตอย่างการรวมศูนย์เบ็ดเสร็จได้หวนกลับมาทำร้ายญี่ปุ่นอย่างสาหัส
ในยุคที่กำไรต่อเครื่องต่ำติดดิน ต้นทุนคงที่มหาศาลในการบำรุงรักษาโรงงานผลิตชิ้นส่วนกลับกลายเป็นภาระที่ดูดกลืนกระแสเงินสด
สายการผลิตทุกเส้นต้องการการอัปเกรดและมีค่าเสื่อมราคาที่ต้องจ่าย หากยอดขายไม่เดินตามเป้าหมาย ตัวเลขการขาดทุนก็จะทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความเจ็บปวดให้กับงบการเงินของบริษัท
ในทางตรงกันข้ามผู้ผลิตที่ใช้โมเดลการประกอบชิ้นส่วนแบบ “Modular” สามารถเลือกซื้อแผงหน้าจอและชิปประมวลผลจากซัพพลายเออร์รายใดก็ได้ในราคาที่ถูกที่สุดในตลาด
พวกเขาสามารถเปลี่ยนซัพพลายเออร์ได้อย่างคล่องตัว และเปลี่ยนสงครามที่แข่งกันด้วยคุณภาพให้กลายเป็นสงครามที่แข่งกันด้วยความเร็วและราคา ซึ่งเป็นเกมที่ชาวเกาหลีใต้และจีนถนัดกว่ามาก
การเปลี่ยนแปลงของช่องทางค้าปลีกยิ่งเป็นตัวเร่งให้รอยร้าวนี้กว้างขึ้น
ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เริ่มมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น พวกเขาต้องการสินค้าที่มีการส่งมอบสม่ำเสมอ และต้องการรอบการหมุนเวียนสินค้าที่รวดเร็ว
พื้นที่จัดแสดงสินค้าในจุดที่ดีที่สุดจะถูกมอบให้กับแบรนด์ที่มีจอขนาดใหญ่กว่า ราคาดึงดูดใจกว่า และพร้อมจ่ายเงินค่าการตลาดมากกว่า
เมื่อพื้นที่จัดแสดงตกเป็นของแบรนด์เกาหลีใต้และจีน ยอดขายก็เติบโตตามเป็นเงาตามตัว
และเมื่อยอดขายเติบโต ความได้เปรียบจากขนาดการผลิตก็จะยิ่งไปกดต้นทุนให้ต่ำลงไปอีก สร้างเป็นวงจรแห่งชัยชนะที่หนุนนำซึ่งกันและกันอย่างไม่รู้จบ ทิ้งให้คู่แข่งต้องเผชิญกับความยากลำบาก…
วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทญี่ปุ่นที่เชิดชูความเป็นวิศวกร เริ่มกลายเป็นความล้าหลังในสายตาของโลกยุคใหม่
พวกเขายังคงทุ่มเททรัพยากรไปกับการปรับจูนความแม่นยำของสีและความสม่ำเสมอของแสงไฟ
การปรับปรุงเหล่านี้สร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้จริง แต่มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
เพราะตลาดในยุคใหม่ให้คุณค่ากับขนาดหน้าจอ ราคาที่จับต้องได้ และประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายดายมากกว่า
ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ยินดีที่จะจ่ายเงินแพงกว่าสองหรือสามเท่าตัว เพียงเพื่อแลกกับคุณภาพของภาพที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย
พวกเขาแค่ต้องการหน้าจอขนาดใหญ่ที่ดูหนังและดูกีฬาได้สนุกก็เพียงพอแล้ว
และที่สำคัญที่สุดอัตลักษณ์ของโทรทัศน์กำลังถูกทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ เมื่อกำไรจากการขายฮาร์ดแวร์ถูกบีบจนเข้าใกล้ศูนย์ อุตสาหกรรมนี้จึงเปลี่ยนผ่านจากการขายผลิตภัณฑ์ไปสู่การ “Selling Access”
โทรทัศน์เริ่มฉลาดขึ้นและเข้าสู่ยุคของสมาร์ตทีวี รายได้หลักไม่ได้มาจากตัวเครื่องอีกต่อไป แต่มาจากระบบปฏิบัติการ การกระจายเนื้อหา พื้นที่โฆษณา บริการสตรีมมิง และการนำข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม…
ผู้ผลิตหลายรายยอมขายเครื่องในราคาขาดทุนเสียด้วยซ้ำ ตราบใดที่มันยังสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้งานคงอยู่ภายในระบบนิเวศของตนได้
การทำธุรกิจได้เปลี่ยนจากการรับเงินก้อนเดียวจบ เป็นการสร้างกระแสเงินสดระยะยาว
ผู้ผลิตโทรทัศน์ได้กลายสภาพเป็นผู้บริหารแพลตฟอร์มอย่างเต็มตัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของแพลตฟอร์มอย่าง Roku ที่ก่อตั้งโดย Anthony Wood ซึ่งกลายมาเป็นศูนย์กลางของทีวีในอเมริกา
หรือแม้แต่การรุกคืบของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google ที่พัฒนาระบบ Android TV ขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อผู้คนเข้ากับอินเทอร์เน็ตผ่านหน้าจอขนาดใหญ่ในห้องนั่งเล่น
การแข่งขันในสมรภูมิแพลตฟอร์มต้องการความเร็วในการอัปเดตซอฟต์แวร์ ทักษะในการเจรจาลิขสิทธิ์เนื้อหา และต้องการระดับความกล้าเสี่ยงที่สูงมาก ซึ่งขัดแย้งกับธรรมชาติของบริษัทญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง
บริษัทญี่ปุ่นมีโครงสร้างองค์กรสลับซับซ้อน มีขั้นตอนการอนุมัติที่ยาวนาน การออกซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ที่เชื่องช้า และมีความระมัดระวังตัวสูงมากในการนำข้อมูลผู้บริโภคไปหาประโยชน์ทางการค้า
กว่าที่ผู้บริหารระดับสูงจะตระหนักถึงมูลค่ามหาศาลของธุรกิจแพลตฟอร์ม
อาณาจักรของพวกเขาก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลังสนามรบเสียแล้ว ไม่สามารถวิ่งตามคู่แข่งที่เกิดมาพร้อมกับดีเอ็นเอของซอฟต์แวร์ได้ทัน…
ช่วงปี 2008 ถึง 2012 วิกฤตการณ์การเงินโลกที่ซ้อนทับกับสงครามราคา ได้บีบคั้นให้อุตสาหกรรมโทรทัศน์เดินทางมาถึงจุดวิกฤต ราคาของแผงหน้าจอร่วงดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ผู้ที่อยู่รอดในพายุลูกนี้ไม่ใช่คนที่มีเทคโนโลยีภาพที่ดีที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดตุนไว้มากที่สุด มีกำลังการผลิตมหาศาล และมีห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้เร็วที่สุด
รายงานผลประกอบการของบริษัทญี่ปุ่นเริ่มปรากฏตัวเลขขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจหน้าจอ Plasma ถูกบังคับให้ต้องยุติสายการผลิต โรงงานผลิตแผงหน้าจออันเป็นความภาคภูมิใจถูกสั่งปิดหรือถูกขายทิ้ง
แผนกโทรทัศน์ที่เคยเป็นเชิดหน้าชูตาขององค์กร ค่อยๆ กลายเป็นแผนกที่สร้างภาระและรอการผ่าตัดปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ท่ามกลางความตกตะลึงของพนักงานและนักลงทุน
เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2013 ถึง 2015 ผลลัพธ์ของสงครามก็ปรากฏชัดเจนต่อสายตาคนทั้งโลก
ศูนย์กลางความสนใจในร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าได้เปลี่ยนมือไปเรียบร้อยแล้ว แบรนด์เกาหลีใต้หรือแม้กระทั่งแบรนด์ที่มาหลังจากจีนยึดครองพื้นที่จัดแสดงสินค้าที่ดีที่สุดไปทั้งหมด
แบรนด์ญี่ปุ่นถ้าไม่ถอยร่นไปจับตลาดกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์เฉพาะกลุ่ม ก็ต้องทนเห็นส่วนแบ่งการตลาดในต่างประเทศหดตัวลงอย่างน่าใจหาย
อาณาจักรที่เคยกำหนดมาตรฐานโลกไม่ได้สวมมงกุฎราชาในธุรกิจนี้อีกต่อไป…
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคก็เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนที่ชัดเจน ในยุคทีวีจอแก้วครอบครัวส่วนใหญ่จะมีทีวีเพียงเครื่องเดียววางอยู่กลางบ้านเป็นศูนย์รวมของทุกคน
แต่ในยุคทีวีจอแบน การที่บ้านหนึ่งหลังจะมีทีวีเครื่องที่สองหรือสามในห้องนอนกลายเป็นเรื่องปกติ
เทรนด์การมีหลายหน้าจอทำให้การตัดสินใจใช้เงินมีความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น
ผู้คนอาจยอมจ่ายแพงเพื่อทีวีในห้องรับแขก แต่สำหรับทีวีเครื่องรองในห้องอื่นๆ พวกเขาจะมองหาเพียงแค่ขนาดที่พอดีในราคาที่ถูกที่สุด โครงสร้างตลาดจึงถูกพลิกโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้การมาเยือนของยุคสตรีมมิงยิ่งเข้ามาลบเลือนความโดดเด่นทางฮาร์ดแวร์ให้จางหายไป
ผู้ชมเริ่มหันมาใส่ใจว่าทีวีเครื่องนี้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ต้องการได้หรือไม่
ระบบ AI แนะนำหนังได้ตรงใจแค่ไหน และการส่งภาพจากหน้าจอมือถือขึ้นไปบนทีวีทำได้ลื่นไหลเพียงใด
โทรทัศน์จึงมีสภาพไม่ต่างอะไรกับสมาร์ตโฟนขนาดยักษ์ที่เน้นการใช้งานซอฟต์แวร์
ความแตกต่างทางด้านฮาร์ดแวร์ถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างรวดเร็ว ระบบปฏิบัติการและระบบนิเวศการใช้งานได้กลายมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวผู้บริโภคเอาไว้ ซึ่งเป็นจุดที่แบรนด์ญี่ปุ่นอ่อนแอที่สุด…
การถอยร่นออกจากเวทีระดับโลกของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ญี่ปุ่น จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มันคือปฏิกิริยาลูกโซ่ของเหตุการณ์ที่สะสมตัวมาอย่างยาวนานนับสิบปี
การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีนำไปสู่ความเสียเปรียบด้านต้นทุน กำลังการผลิตกำหนดราคาขาย ราคาขายไปเปลี่ยนพื้นที่บนชั้นวาง และยอดขายคือสิ่งเดียวที่ตัดสินว่าใครจะได้ไปต่อในเกมนี้
หากเรานำหน้าประวัติศาสตร์นี้มาเป็นกรณีศึกษา มันได้ทิ้งข้อคิดเตือนใจที่สำคัญไว้ให้คนทำธุรกิจได้ตระหนัก
ประการแรกคือผู้บริโภคไม่ได้ซื้อตัวเลขทางวิศวกรรมที่สวยหรู แต่พวกเขาซื้อความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย
ประการที่สองความได้เปรียบทางด้านการผลิตในอดีต จะถูกตีมูลค่าใหม่ให้ต่ำลงเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคของแพลตฟอร์ม สินค้าที่จับต้องได้จะถูกลดทอนความสำคัญเมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์
และประการสุดท้ายป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของธุรกิจ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีล้ำยุคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำเทคโนโลยีนั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน
การผงาดขึ้นและการร่วงโรยของอาณาจักรโทรทัศน์ญี่ปุ่น ได้ทิ้งบทสรุปอันทรงพลังไว้เพียงหนึ่งเดียว
นั่นคือในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การมีเทคโนโลยีที่ถูกต้องที่สุด ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันอนาคตที่สดใสเสมอไป
ผู้ชนะตัวจริงไม่ใช่คนที่สามารถผลิตสินค้าได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติที่สุด แต่คือคนที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของกติกาได้เร็วกว่าคนอื่น และกล้าที่จะปรับตัวให้เข้ากับกติกาใหม่
1
ประวัติศาสตร์ไม่เคยมีใจเอนเอียงให้กับราชาองค์ใดในอดีต มันเพียงแต่มอบมงกุฎและรางวัลให้กับผู้ที่เปลี่ยนผ่านตัวเองได้เร็วที่สุดเท่านั้น
และนี่คือบทเรียนราคาแพงที่อุตสาหกรรมทีวีญี่ปุ่นได้ทิ้งไว้ให้โลกธุรกิจได้จดจำ…
References : [nikkei,wsj,bloomberg,reuters,theverge]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา