3 พ.ค. เวลา 08:00 • นิยาย เรื่องสั้น

เรื่องที่ 3

มาต่อกันเรื่องที่ 3 กัน นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอชื่อน้ำหวาน อายุ 29 ปี อีกปีนึงก็จะครบ 30 แล้ว
น้ำหวานทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเงินเดือนราวๆ 30,000 ขึ้น แน่นอนว่าสำหรับเธอที่มีแม่ที่เป็นโรคจิตเวชที่ต้องคอยส่งเงินดูแลย่อมใช้ไม่พออยู่แล้ว ทำให้น้ำหวานต้องรับของจากจีนมาขายเพื่อหาเงินเพิ่มด้วย
ซึ่งจากยอดขายรายเดือนมันก็พอได้แหละ แต่ไม่ได้เยอะขนาดที่จะทำให้เธอออกมาทำจริงจังได้ขนาดนั้น
14 พฤษภาคม เป็นวันเกิดแม่ น้ำหวานตั้งใจจะซื้อเค้กกับของขวัญไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล
พอเลิกงานเสร็จน้ำหวานก็ขับรถตรงไปหาแม่ที่โรงพยาบาลทันที พอมาถึงที่หมายน้ำหวานถือกล่องเค้ก กับถุงของขวัญขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นที่แม่พัก เดินตรงไปตามทางเดินพร้อมกับทักทายพยาบาลอย่างเป็นมิตรเหมือนทุกครั้ง
น้ำหวานเปิดประตูห้องพบว่ามีคุณหมอท่านหนึ่งกำลังคุยกับแม่อยู่
“สวัสดีครับคุณน้ำหวาน วันนี้มาเร็วนะครับเนี่ย” คุณหมอกฤษฎาเอ่ยทัก น้ำหวานมาเยี่ยมแม่บ่อยจนสนิทกับหมอที่นี่แทบทุกคนแล้ว
“พอดีวันนี้เลิกงานไวค่ะ บวกกับวันนี้เป็นวันเกิดแกด้วยเลยอยากรีบมาหา”
“อ๋อ งั้นผมคงไม่กวนแล้วครับ เชิญคุณน้ำหวานตามสบายเลยนะครับ”
“ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ”
ทันทีที่คุณหมอกฤษฎาออกจากห้องไปแม่ก็ลุกจากเตียงทำท่าจะกระโดดออกจาหน้าต่างจนน้ำหวานต้อนรับแชมป์
“แม่จะทำอะไรน่ะ!”
แม่พยายามดิ้นให้หลุดออกจากอ้อมกอดของลูกสาว “แม่ใจเย็นๆ ก่อน”
น้ำหวานพาแม่ไปนั่งกลับที่เตียงพยายามทำให้แกสงบสติ
“แม่ไม่อยากอยู่ที่นี่ ที่นี่มันมีแต่ปีศาจเต็มไปหมด มีแต่ปีศาจหน้ากลัว”
“มันไม่มีหรอกแม่ ที่นี่โรงพยาบาลนะ มีแต่หมอกับคนไข้เท่านั้นแหละ”
“มีจริงๆ นะ เยอะมากเลย เดินเพิ่นพ่านไปหมดเลย” น้ำหวานถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าการดูแลคนป่วยทางจิตเวชมันค่อนข้างเหนื่อยมาก แต่ด้วยความรักแม่ทำให้น้ำหวานก็เลือกที่จะดูแลต่อแม้อาจจะไม่ได้ดูแลโดยตรงก็ตาม
แม่ยังมีอาการลนลานมองซ้ายมองมองขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนไม่นานพยาบาลและบุรุษจะเข้าห้องมาเพื่อพาแม่ไปทำการบำบัด
“คุณแม่คะ ได้เวลาไปบำบัดแล้วค่ะ”
“ไม่ไป! ฉันไม่ไป! ปล่อยฉันนะพวกปีศาจ!!” แม่พยายามดิ้นให้ลุดออกจากการจับกุมและหันมาขอความช่วยเหลือจากลูกสาว “น้ำหวานช่วยแม่ด้วย! พวกปีศาจมันจะจับแม่ไปทำร้าย!”
“พวกเขาจะพาแม่ไปบำบัดต่างหาก ไม่ได้จะพาไปทำร้าย”
“ไม่จริง! ปล่อยฉัน!” น้ำหวานยืนมองจนแม่ถูกพาออกจากห้องไปจนลับสายตา
น้ำหวานถอนหายใจหย่อนตัวลงบนโซฟาอย่างหมดแรง เธอได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่แม่จะหายสักทีนะ เพราะบางทีมันก็เหนื่อยจนจะไม่ไหวแล้ว
หลังจากวันนั้นน้ำหวานก็ใช้ชีวิตทำงานตามปกติ มีแวะไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลบ้าง จนกระทั่งเข้าวันที่ 25 ของเดือนธันวาคม วันนี้เป็นวันคริสต์มาส น้ำหวานลาหยุดและตั้งใจจะไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล
เธอตื่นแต่เช้าตรู่มาเตรียมอาหาร ขนมผิง ไก่งวงที่มักจะกินกันในเทศกาลวันคริสต์มาส เมื่อเตรียมอาหารเสร็จน้ำหวานก็ขับรถออกจากบ้านตรงไปที่โรงพยาบาลทันที
น้ำหวานใช้เวลาขับรถจนมาถึงที่หมายภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น โรงพยาบาลไม่ได้ไกลจากบ้านมาก และรถก็ไม่ค่อยติดเลยทำให้มาถึงเร็ว
น้ำหวานหยิบของภายในรถและไม่ลืมที่จะหยิบเอกสารสำคัญที่ต้องเอามาให้คุณหมอเพิ่มเติมด้วย
เธอขึ้นลิฟต์และตรงไปยังห้องที่แม่พัก พอเปิดประตูพบกับแม่ที่นั่งกอดตุ๊กตาหมีแน่นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“แม่ วันนี้หนูทำขนมผิงกับไก่งวงมาด้วยๅนะ มากินกัน”
แม่ค่อยๆ หันมามองลูกสาวแต่ใบหน้าของแม่บัดดนี้กลับแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ขอบตาดำ ผิวซีด ร่างกายซูบผอม แต่แทนที่น้ำหวานจะตกใจหรือช็อคเธอกลับมีสีหน้าปกติ
เพราะเธอรู้ว่านี่เป็นผลของการเข้ารับการบำบัด ซึ่งคุณหมอกฤษฎาก็แข็งเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับการรักษาแล้ว
“ทำไม ทำไมทำแบบนี้” แม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแรงราวกับจนแทบจะหมดแรง
“อะไรหรอแม่”
“ทำไมไม่พาฉันหนี ทำไม… ทำไม…”
“แม่ หนูพาแม่มารักษาอาการป่วยนะจะให้พาหนีได้ยังไง หนูอยากให้แม่หายจากโรคจิตเวชนะ”
“ไม่… ไม่… ที่นี่มันมีแต่ปีศาจ มีแต่คนไม่ดี ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ ฉันอยากตาย” น้ำเสียงแม่เริ่มสั่นก่อนแกจะก้มกอดตุ๊กตาแน่น
น้ำหวานได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แม่อย่าพูดแบบนี้สิ แม่ไม่อยากอยู่กับหนูหรอ”
แม่ที่กำลังก้มกอดตุ๊กตาแน่นส่ายหัวตอบ แม่ในตอนนี้ไม่อยากอยู่กับใครทั้งนั้น เพราะสำหรับเธอทุกคนคือปีศาจน่ากลัว
แล้วประตูห้องพักก็เปิดออกพร้อมกับหมอกฤษฎาและบุรุษพยาบาลอีกสองคน
“สวัสดียามเช้าครับคุณน้ำหวาน วันนี้มาดูคุณแม่เข้ารับการบำบัดหรอครับ”
“สวัสดีค่ะคุณหมอ ก็มาดูแกด้วยแล้วก็กะว่าจะมาฉลองคริสต์มาสด้วยค่ะ แต่ดูแกไม่อยากฉลองกับหวานสักเท่าไหร่” น้ำหวานเอ่ยอย่างน้อยใจ ก็เธออุตส่าห์ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ตั้งใจเตรียมของอย่างดีแล้วสิ่งที่เธอได้รับกลับมันช่างน่าน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก
“เดี๋ยวเอาไว้บำบัดเสร็จค่อยมาฉลองต่อก็ไม่สายครับ ผมคิดว่ายังไงแล้วในใจคุณแม่ก็อยากจะฉลองกับลูกสาวอย่างคุณน้ำหวานอยู่ดี”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิคะ”
“คุณแม่ครับ ตอนนี้ได้เวลาเข้ารับการบำบัดแลเวนะครับ คุณแม่พร้อมมั้ย”
แม่เงยหน้าจากตุ๊กตามองพวกหมอด้วยสีหน้าหวาดระแวงก่อนจะทำท่าจะลุกหนีจนบุรุษพยาบาลต้องมาช่วยกันจับ
“ปล่อยฉันไอ้พวกปีศาจ! ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น! ฉันจะกลับบ้าน!”
“แม่อย่าดื้อกับคุณหมอสิ เขาพาไปรักษาเพื่อที่แม่จะได้รีบหายแล้วได้กลับบ้านไง”
“ไม่!! ปล่อยฉัน!!” แม่พยายามดิ้นให้หลุดออกจากการจับกุมแต่ทว่าเรี่ยวแรงของคนแก่ย่อมสู้แรงของชายหนุ่มสองคนไม่ไหวหรอก
และสุดท้ายแม่ก็ถูกพาออกจากห้องไปโดยมีคุณหมอกฤษฎาและน้ำหวานเดินตามออกมาด้วย
มาถึงยังห้องบำบัดแม่ถูกบุรุษพยาบาลพามานั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องกระจก แล้วทำการมัดมือมัดเท้าเพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้ดิ้นหลุดในระหว่างที่เข้ารับการบำบัด
ด้านนอกห้องกระจกคุณหมอกฤษฎาเริ่มทำการรักษาการบำบัดด้วยเทคโนโลยียุคใหม่
“คุณหมอคะ” จู่ๆ น้ำหวานก็เอ่ยถามขึ้น
“ครับ”
“แม่หวานจะหายใช่มั้ยคะ”
“หายแน่นอนครับ จากการบำบัดในครั้งที่ผ่านๆ มาอาการของคุณแม่เริ่มนิ่งขึ้น แต่อาจจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่ายินดีครับ”
“หวานเชื่อใจคุณหมอนะคะ” หมอกฤษฎาหันมายกยิ้มให้น้ำหวานเพื่อเป็นการยืนยัน “ขอบคุณที่เชื่อใจนะครับ ไม่ต้องห่วงครับคุณน้ำหวาน ผมรับประกันเลยว่าคุณแม่ของคุณน้ำหวานจะกลับมาหายเป็นปกติแน่นอนครับ”
น้ำหวานพยักหน้าตอบอย่างสบายใจก่อนจะหันไปมองผู้เป็นแม่ที่กำลังกรีดร้องอยู่ภายในห้องกระจก
“คุณน้ำหวานครับ เดี๋ยวหลังจากทำการบำบัดเสร็จ ตามในสัญญาเราจะทำการโอนเงินให้ตามที่ได้ตกลงกันไว้นะครับ”
“อ๋อ ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ หวานก็ลืมไปเลย”
“ไม่เป็นไรครับ หากโอนแล้วเดี๋ยวให้ทางฝ่ายกานเงินแจ้งกลับไปอีกทีนะครับ”
“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า….คนน่าไว้ใจที่สุดอาจเป็นคนที่เลวร้ายที่พร้อมจะฆ่าเราได้ทุกเมื่อ อย่างเช่น ลูก
แม่ไม่ได้โกหก แม่พูดความจริงเสมอ
โฆษณา