2 พ.ค. เวลา 11:38 • การเมือง

[คุณเชื่อเรื่องประเทศนี้ขับเคลื่อนด้วยการด่าหรือไม่ ?]

ผมได้อ่านบทความจาก 101 World ว่าด้วยเรื่องของ ‘การด่า’ ในมุมมองมานุษยวิทยา ซึ่งบทความนี้ตีพิมพ์ วันที่ 23 สิงหาคม 2564 (https://www.the101.world/swearing-as-everyday-form-of-resistance/) โดยผมจะสรุปโดยย่อด้วยการให้พวกคุณไปอ่านบทความเต็ม ๆ โดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก ๆ แบบกระชับ ๆ เลยนะครับ
1. แรงวิจารณ์/การด่าของประชาชน โดยเฉพาะในโซเชียล กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้รัฐต้องปรับนโยบายหลายเรื่อง
2. นักวิชาการชี้ว่า “การด่า” คือทั้งความหวัง อาวุธของคนไร้อำนาจ และเครื่องมือทางอำนาจในยุคดิจิทัล
3. อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องไปไกลกว่าการด่า คือ “ด่าไปพร้อมลงมือทำ” และสร้างสังคมรูปแบบใหม่
แม้กระทั้ง ไอซ์ รักชนก ที่สมัยก่อนเป็น สส. ก้เป็นชาวเน็ต เหมือนกระผมนี้แหละครับ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The standard ซึ่งคลิปนี้ลงเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2564 (https://youtu.be/8w5wZ-CtQM8?si=_Ki0ytvV-Yzix7c7) ที่ชาวเน็ตให้ฉายา "ตัวแสบแห่ง Clubhouse" เองก็ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ด้วย จึงไม่แปลกที่ผมเองก็อินไปกับเขาด้วยเช่นกัน
ขอสรุปบทสัมภาษณ์อย่างกระชับ ประมาณว่า ฉันต้องการใช้เสียงของ ฉัน Call Out มันออกมา ถ้ามันไม่ได้ดั่งใจ ถ้ามันมาหาเสียง ฉันจะยกพวกไปด่า ๆๆๆๆ ให้ถึงที่่ แต่สิ่งที่ตลกที่สุดในการสัมภาษณ์คือ "ฝ่ายประชาธิปไตยต้องใจเย็๋น ๆ อย่าผลักคนออก ต้องสร้างแนวร่วม"
เห็นแล้วฮาดีในปัจจุบัน พอมีคนเริ่มจับสังเกตุความจอมปลอมของขบวนการ ก็ค่อย ๆ เฟรมคนนั้น คนนี้เป็นปีศาจทางการเมืองที่น่ากลัว สิ่งนี้เรียกว่าการสร้างแนวร่วมอย่างงั้นหรือครับ ?
และที่สำคัญ ตรงกับ ดราม่างบกลางด้วย ใน Clubhouse ช่วงที่ไปชี้หน้าใส่เพื่อไทยว่า "ตีเช็คเปล่าให้พลเอกประยุทธ์ด้วย" คำถามคือ ต้องเพิ่มแนวร่วมตอนไหน ? จำได้ไหมครับ ? ตอนนั้น ต้องลุกขึ้นมาสู้กลับกันอิลุงตุงนัง จนมีNGO ท่านนึงยก ปัญหาของ ม.144 ขึ้นมา ที่ท้ายที่สุด พรรคที่พวกเขาเชียร์ก็ใช้ ม.144 ที่เป็นปัญหามาสอยพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และ สามารถเบลมพิเชษฐ์ได้ด้วยว่า "โกง เอางบมาลงพื้นที่" ได้อย่างไร ? และเป็นธรรมหรือไม่ ? เพราะผมจำได้ว่ามีบทสนทนานี้ในการถกเถียงกันอย่างดุเดือด
เอาล่ะ เรากลับมาต่อกันที่เรื่องราวของ ประเทศนี้ขับเคลื่อนด้วยการด่านะครับ ผมขออ้างอิงจาก (https://www.youtube.com/live/eI4eEpMU8Ds?si=jvxn5miQAqVmqvg5) พูดถึงเรื่องราวของ ประเทศนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยการด่าอย่างน่าสนใจ
คือ การเมืองควรมี “ความเชื่อมั่น (Trust)” 3 ด้านที่สมดุลกัน
1. มาจากประชาชน
2. มาจากกระบวนการยุติธรรม/กฎหมาย
3. มาจากพรรคการเมือง
ถ้าทั้ง 3 อย่างบาลานซ์ ส่งผลให้ระบบประชาธิปไตยจะมั่นคง
ซึ่งปัญหาของสังคมการเมืองไทยตอนนี้คือ "การเสียสมดุล" เพราะ
ความเชื่อมั่นต่อศาล/กฎหมายลดลง ส่งผลให้คนมองว่า คนมองว่า 2 มาตรฐาน
พรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง ก็ส่งผลด้วย เพราะรัฐประหารบ่อย ทำให้การพัฒนาไม่ต่อเนื่อง
ผลคือ “คนไม่เชื่อทั้งระบบยุติธรรม และไม่เชื่อนักการเมือง”
ซึ่งสังคมไทยนั้นอ่ะครับ อยู่กับ “การเมืองม็อบ” มานานหลายสิบปี
ทำให้คนไปเชื่อ “เสียงมวลชน” มากกว่าองค์กรการเมือง
เกิดวัฒนธรรม:
- ด่า = ขับเคลื่อนสังคม
- ยกฮีโร่ม็อบ
- เชื่อว่าม็อบ “บริสุทธิ์ เสียสละ ไม่มีผลประโยชน์”
ยกตัวอย่างการเดินขบวน พรบ.ประกันสังคม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำได้ แล้วเดินไปสภา
พอเดินเข้าไปในสภา ก็บอกว่า กดดันทุกสี ช่วยรับร่างนี้ สิ่งนี้ คือการขับเคลื่อนด้วยความเชื่อว่า "เสียงของมวลชน" มากกว่า องค์กรทางการเมือง จึงทำให้ยกฮีโร่ซักคนนึง
ไม่เอ่ยชื่อนะครับ ในการที่จะยกยอเป็นวีรสตรี เพื่อ...... ขึ้นมา
พอสุดท้ายคนเริ่มเชื่อว่า “เสียงประชาชน = สูงสุด”
มองว่าพรรคการเมืองต่ำกว่า เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่เห็นหัวประชาชน (วนกลับมาที่เดิม อีกนิดนึงจะปราศรัยแบบเวที กปปส แล้ว)
เลยเกิดพฤติกรรมประมาณว่า
สั่งพรรคผ่านโซเชียล
แบน / คอลเอาท์ / กดดัน
ทำให้ “เสียงมวลชนเหนือพรรคการเมือง” จึงทำให้ ระบบเสียสมดุลในสังคมการเมืองไทย
ซึ่งความอันตรายของการทำตามมวลชนล้วน ๆ
เมื่อมวลชนตัดสินด้วย อารมณ์ (โกรธ กลัว เกลียด)
กระแสที่ถูกปลุกปั่น
ยกตัวอย่าง ต่างประเทศมีการเกลียดผู้อพยพจากการปั่นกระแส
ถ้าพรรคไม่มีจุดยืนเรื่องนี้ ก็จะทำให้ไหลตามเสียงประชาชนแบบไม่คิดผลระยะยาว
ท้ายที่สุดสังคมไทยก็ลืมหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทน
ประชาธิปไตยไม่ใช่ "ประชาชนสั่งทุกอย่างแบบเรียลไทม์"
แต่คือ คุณเลือกตัวแทนไป “ตัดสินใจแทน”
พรรคมีสิทธิใช้ดุลยพินิจ
ถ้าทำผิดส่งผลให้ประชาชนลงโทษได้ตอนเลือกตั้ง / อภิปรายไม่ไว้วางใจ / ยุบสภาได้นี้ครับ
เมื่อมวลชนมาคุมพรรคมากเกินไป
การที่โหวตเตอร์ที่เป็นประชาชนนะครับ พยายาม “สั่งทุกเรื่อง” จึงทำให้เข้าใจประชาธิปไตยผิด
เพราะจริงๆ
คนเลือกพรรคไม่ได้คิดเหมือนกันทั้งหมด
ความเห็นประชาชนไม่ได้มีเอกภาพขนาดนั้น
มาสู่แนวคิด พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค ที่พวกเขาบอกว่าจะทำให้พรรคส้มนี้เป็นพรรคมวลชนนะครับ
สิ่งนี้มันดูดีนะครับ แต่ก็ทำให้
พรรคไม่มีเสถียรภาพ
ตัดสินใจตามกระแส
แนวคิดแบบนี้ คำผกามองว่า
1. โรแมนติกเกินจริง
2. เหมือนการเมืองแบบนิยาย/อุดมคติ
3. ไม่สอดคล้องกับโลกจริง
จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็น Mentality อะไรประหลาด ๆ ในหมู่ของคนหัวก้าวหน้า ที่เดินตามการเมืองในลักษณะ อุดมคติมากจนล้นเกิน
หรือ ไม่การออกมาด่าอย่างผรุสวาททุกเรื่อง ผมจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า พวก Active citizen จนล้นเกิน เช่นกัน
เอาล่ะ ผมจะไม่สรุปเรื่องนี้ว่า สังคมไทยยังเหมาะกับคำว่า "ประเทศนี้ขับเคลื่อนได้ด้วยการด่า" จริงหรือไม่ ?
หรือ คุณยังเชื่อเรื่องประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยการด่าหรือไม่ ?
ก็ยังคงต้องถกต้องเถียงกันต่อไป แล้วผู้อ่านล่ะ คิดเห็นอย่างไร ? กับเรื่องนี้ คอมเม้นกันได้นะครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบ
อ่านได้อีกช่องทางนึง https://www.facebook.com/photo/?fbid=122161470818666547&set=a.122109633428666547 ขอบคุณครับ
โฆษณา