8 ชั่วโมงที่แล้ว • สุขภาพ

จงอยู่ให้รอดถึงปี 2030 เพราะ “ความตาย” กำลังจะถูกเทคโนโลยีดิสรัป?

เมื่อพูดถึงปี 2030 หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงอนาคตอันใกล้ที่เทคโนโลยีคงพัฒนาไปตามปกติเหมือนที่ผ่านมา
แต่ในแวดวงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ชั้นสูง มีการคาดการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการว่า ภายในปี 2030 “ความตาย” อาจกลายเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง
1
เรื่องนี้ไม่ได้มาจากบทภาพยนตร์ไซไฟ แต่คือความจริงที่กำลังก่อตัวขึ้น และเป็นเหตุผลให้มหาเศรษฐีระดับโลกทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อเอาชนะข้อจำกัดนี้…
ย้อนกลับไปในอดีต อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมักสร้างจุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึงเสมอ
เหมือนยุคหนึ่งที่ไม่มีใครเชื่อว่าแบรนด์โทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia หรือ Motorola จะถูกพลิกโฉมด้วยนวัตกรรมสมาร์ตโฟน
ในวันนี้ คลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหม่กำลังพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่ท้าทายที่สุด นั่นคือชีวิตและร่างกายของมนุษย์
Sam Altman ผู้บริหารของ OpenAI ตัดสินใจทุ่มเงินส่วนตัวกว่า 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนในงานวิจัยด้านการชะลอความตาย
ขณะที่ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ก็ลงทุนเม็ดเงินระดับ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อต่อต้านความร่วงโรยแห่งวัยเช่นกัน
1
บุคคลระดับโลกเหล่านี้มองเห็นอะไรที่คนทั่วไปยังมองไม่เห็น…
คำตอบอาจซ่อนอยู่ในพลังของ AI ที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเบื้องหลังความชาญฉลาดเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามาจากพัฒนาการของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
การแข่งขันและวิวัฒนาการของหน่วยประมวลผลขั้นสูงจากบริษัทระดับโลกอย่าง Nvidia หรือเครื่องจักรผลิตชิปจาก ASML มีส่วนสำคัญที่ทำให้ AI ประมวลผลข้อมูลมหาศาลทางการแพทย์ได้ในชั่วพริบตา
AI ในวันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตอบคำถามหรือสร้างรูปภาพ แต่มันกำลังสวมบทบาทเป็นผู้สร้างปาฏิหาริย์ในห้องผ่าตัด ช่วยคิดค้นยารักษาโรคใหม่ๆ
และที่สำคัญที่สุดคือการเล็งเป้าหมายไปที่การถอดรหัสและย้อนวัย “นาฬิกาชีวภาพ” ของมนุษย์โดยตรง
ในแวดวงวิทยาศาสตร์ มีทฤษฎีหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ Longevity Escape Velocity หรือจุดหลุดพ้นทางอายุขัย
ตามหลักการแล้ว มันคือจุดที่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถยืดอายุขัยของมนุษย์ได้เร็วกว่าความเร็วที่ร่างกายมนุษย์แก่ตัวลง…
2
สมมติว่าเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น 1 ปี วิทยาศาสตร์ก็จะสามารถบวกอายุขัยคาดเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้นไปอีก 2 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น
Jose Luis Cordeiro ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุขัย คาดการณ์ว่ามนุษยชาติจะก้าวไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ได้ภายในปี 2030
นั่นหมายความว่าหากมนุษย์คนใดสามารถรักษาสุขภาพให้รอดพ้นไปจนถึงช่วงเวลานั้น เราอาจมีชีวิตอยู่ได้นานพอที่จะเข้าใกล้ความเป็นอมตะในทางชีวภาพ
2
ทฤษฎีนี้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล Sam Altman เลือกนำเงินไปลงทุนในสตาร์ทอัปชื่อ Retro Biosciences ที่มีเป้าหมายทะเยอทะยานอย่างมาก
พวกเขาต้องการยืดอายุขัยของมนุษย์ที่มีสุขภาพดีให้เพิ่มขึ้นอีก 10 ปี ด้วยวิธีการตั้งโปรแกรมเซลล์ใหม่ที่เรียกว่า Cellular Reprogramming…
ในทำนองเดียวกัน การลงทุนของ Jeff Bezos ในบริษัท Altos Labs ก็มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจการทำงานของเซลล์และหาวิธีย้อนวัยให้กลับไปสู่สภาวะวัยเยาว์
บริษัทนี้เป็นแหล่งรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกเพื่อวิจัยเทคโนโลยีการย้อนวัยระดับเซลล์
ซึ่งความคืบหน้าเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าสามารถย้อนกลับตัวชี้วัดความชราในห้องปฏิบัติการได้แล้ว
2
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่กระตุ้นให้อุตสาหกรรมเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง ทีนี้ลองมาดูว่า AI เข้ามาช่วยทำให้เป้าหมายเหล่านี้เป็นจริงได้อย่างไร
ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เราต้องเข้ารับการผ่าตัด เราจะรู้สึกอย่างไรหากรู้ว่ามีดหมอไม่ได้ถูกจับโดยมนุษย์ แต่ถูกควบคุมโดยแขนหุ่นยนต์
ปัจจุบันมีผู้ป่วยมากกว่า 12 ล้านคนทั่วโลกที่ผ่านการผ่าตัดด้วยวิธีนี้มาแล้ว ผ่านระบบที่ชื่อว่า Da Vinci…
Da Vinci ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 60 ประเทศ มันไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ แต่คือเครื่องมือที่ขยายขีดความสามารถของศัลยแพทย์
ระบบนี้มาพร้อมกับภาพ Vision 3D ความสามารถในการซูม 10 เท่า และการขยับมือกลด้วยความแม่นยำระดับไมโครเมตร
เปรียบเสมือนการมอบแขน 4 ข้างที่ไม่รู้จักอาการสั่นและไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยให้กับแพทย์ผู้ควบคุม หุ่นยนต์สามารถจับอวัยวะและกรีดได้อย่างแม่นยำ…
หากแพทย์เกิดกะระยะผิดพลาด หุ่นยนต์อัจฉริยะนี้จะบล็อกการเคลื่อนไหวและระบุจุดที่ผิดพลาดทันที เพื่อป้องกันความเสียหายต่อตัวผู้ป่วย
ความก้าวหน้าไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น หากมองไปที่ระบบ Neuralink รุ่น R1 ของ Elon Musk หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถฝังอิเล็กโทรดขนาดเล็กกว่าเส้นผมเข้าไปในสมองได้
ด้วยความแม่นยำระดับไมครอน ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด การทำงานใช้เวลาเพียง 15 นาที และดำเนินการแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ปัจจุบันมีผู้ป่วยอัมพาตที่ได้รับการติดตั้งชิปสมองนี้ และสามารถใช้เพียงความคิดในการควบคุมเคอร์เซอร์เมาส์หรือเล่นเกมออนไลน์ได้แล้ว…
นอกจากงานหัตถการที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง AI ยังเข้ามามีบทบาทชี้เป็นชี้ตายในเรื่องของการวินิจฉัยโรค
ข้อมูลจาก John Hopkins Medicine ระบุว่า ข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยโรคเป็นสาเหตุที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหรือพิการมากกว่า 800,000 คนต่อปีในสหรัฐอเมริกา
เมื่อมนุษย์มีข้อจำกัดด้านความเหนื่อยล้าและอคติ ระบบ AI จึงเข้ามาอุดช่องโหว่นี้ เหมือนที่ Google Health ร่วมมือกับ DeepMind
พวกเขานำภาพถ่ายทางรังสีเอกซเรย์เต้านมจำนวน 90,000 ภาพ มาใช้ฝึกสอนระบบ AI ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเหนือกว่ารังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ…
AI สามารถลดผลบวกลวงและผลลบลวงที่แพทย์มนุษย์อาจมองพลาดไปได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระงานลงได้มหาศาลด้วยการสแกนเพียงครั้งเดียว
ทางด้านจักษุวิทยา ระบบตรวจจับดวงตา IDX-DR ก็สามารถวิเคราะห์และตรวจพบภาวะเบาหวานขึ้นตาได้ภายในเวลาเพียง 1 นาที โดยไม่ต้องใช้บุคลากรเฉพาะทาง
มีงานวิจัยที่ทำการเปรียบเทียบความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค ผลปรากฏว่า ChatGPT ทำคะแนนได้ดีกว่าแพทย์ที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง
สาเหตุหลักเกิดจากความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปของมนุษย์ ทำให้ละเลยข้อมูลแวดล้อมบางอย่าง AI จึงกลายเป็นความเห็นที่สองที่ซื่อสัตย์และพึ่งพาได้…
เมื่อวิเคราะห์โรคได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรักษา ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ AI สร้างผลกระทบได้มหาศาลที่สุดในวงการเภสัชกรรม
อุตสาหกรรมการพัฒนายาใหม่เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากร ต้องใช้เวลาทดลองนับสิบปีและใช้งบประมาณหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ AI สามารถลดระยะเวลาในการพัฒนายาลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง อัลกอริทึมถูกนำมาใช้งานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกโมเลกุลไปจนถึงการออกแบบการทดลอง
1
ความสำเร็จที่เป็นปรากฏการณ์คือระบบ AlphaFold จากค่าย DeepMind ซึ่งสามารถไขปริศนาโครงสร้างโปรตีนที่ค้างคามานานถึง 50 ปีได้สำเร็จ…
โปรตีนคือกลไกพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การรู้รูปร่างของมันหมายถึงการรู้จุดอ่อนในการพัฒนายาต้านโรค ซึ่งช่วยเร่งการคิดค้นยาใหม่ได้มหาศาล
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอย่าง RF diffusion ที่สามารถออกแบบและสร้างโปรตีนชนิดใหม่ที่ไม่มีอยู่ตามธรรมชาติขึ้นมาได้
ความก้าวหน้าทางเภสัชกรรมนี้นำเรากลับมาสู่จุดมุ่งหมายสูงสุด นั่นคือความพยายามในการเอาชนะความชรา…
นักวิจัยพบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์แก่ตัวลงคือเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Senescent cells หรือเซลล์ซอมบี้
มันคือเซลล์เสื่อมสภาพที่หยุดการแบ่งตัวแต่ไม่ยอมตาย คอยปล่อยสารเคมีที่กระตุ้นการอักเสบและก่อให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุ
AI ได้เข้ามาช่วยค้นหาสารประกอบประเภท Senolytic ซึ่งเป็นเหมือนนักฆ่าที่ทำหน้าที่เข้าไปกวาดล้างเซลล์ซอมบี้เหล่านี้โดยเฉพาะ
การทดลองเบื้องต้นในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแสดงให้เห็นถึงการฟื้นฟูเนื้อเยื่อและการขยายช่วงเวลาสุขภาพดีได้อย่างชัดเจน…
บริษัทยักษ์ใหญ่เตรียมนำยาประเภทนี้เข้าสู่ขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ โดยคาดหวังว่าจะช่วยกำจัดเซลล์แก่ชราที่เป็นต้นเหตุของริ้วรอยและอวัยวะเสื่อมสภาพ
ผลลัพธ์ของการนำ AI มาใช้เริ่มสร้างปาฏิหาริย์ในชีวิตจริงแล้ว อย่างระบบผู้ช่วยพยาบาล AI ที่ชื่อว่า concern ในสหรัฐอเมริกา
1
ระบบนี้วิเคราะห์สัญญาณชีพและคำนวณหารูปแบบความเสี่ยง พร้อมแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ถึง 2 วัน ก่อนที่อาการผู้ป่วยจะทรุดหนัก
หรือกรณีของ David Fajgenbaum นักศึกษาแพทย์ที่ป่วยเป็นโรคหายาก เขาไม่ยอมแพ้และหันมาพึ่งพา AI เพื่อวิเคราะห์ฐานข้อมูลยาทั้งหมด…
จนกระทั่งค้นพบยาเก่าชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้รักษาโรคของเขาได้ ปัจจุบันเขาตั้งองค์กรเพื่อใช้ AI หาวิธีรักษาโรคใหม่ๆ ให้กับผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติทางการแพทย์ด้วย AI ก็ยังมีมุมที่ต้องระมัดระวัง เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีช่องโหว่ที่ต้องได้รับการพัฒนา
มีการคาดการณ์ว่างานทางคลินิกเกือบครึ่งหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติภายในปี 2030
แต่ไม่ได้หมายความว่า AI จะเข้ามาแย่งงานแพทย์ เพราะอัลกอริทึมไม่สามารถลอกเลียนแบบความเห็นอกเห็นใจและความอบอุ่นของมนุษย์ได้…
ในอนาคตเราอาจได้เห็นอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น โลกไม่ได้ผลักไสแพทย์ให้ตกงาน แต่กำลังเรียกร้องให้ทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
บทสรุปของเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน AI กำลังช่วยชีวิตผู้คนในทุกวินาที มันทำให้การแพทย์แม่นยำและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่เคยเป็นเพียงความฝันอย่างความเป็นอมตะ หรือการเลือกได้ว่าจะแก่ชราหรือไม่ อาจกลายเป็นความจริงสำหรับคนในยุคนี้
เวลาเดินหน้าเข้าสู่ปี 2030 อย่างไม่หยุดยั้ง อนาคตของอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่การแย่งชิงระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร
แต่คือการผสานความสามารถที่เหนือชั้น เข้ากับหัวใจของความเป็นมนุษย์ เพื่อทำให้ข้อจำกัดทางอายุขัยกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต…
References : [openai, neuralink, nature, technologyreview, intuitive]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา