Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เล่มโปรด mon livre
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 13:44 • หุ้น & เศรษฐกิจ
[mon livre: จัดการทรัพย์สินก่อนจะเป็นมรดก] บทที่ 6 | นำ้ใจกับตัวเลข อะไรที่กินได้ 🏠📜
เราลงมือคำนวณแผนการเงินเพื่อรองรับภาวะพึ่งพิงของพ่อกับแม่ใหม่ โดยลองใช้เฉพาะเงินที่คาดว่าจะได้จาก "ที่ดินปลอดภาระ" เท่านั้น ตามที่คุยกันไว้ในบทก่อนหน้า
ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ (และเป็นสิ่งที่น่ากังวลที่สุด) คือเมื่อทำเลและราคาที่ดินกลุ่มนี้ไม่ดีเท่าที่ดินที่มีภาระติดพัน งบประมาณที่เราจะได้ออกมาจึงหายไปกว่าครึ่ง จากที่คาดไว้ประมาณ 4 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ 2 ล้านบาท เท่านั้น
ความเป็นจริงตัวเลขอาจจะน้อยกว่านี้ หรืออาจจะต้องรอนานจนสายเกินไป เพราะอย่างที่ทราบกันในบทที่ 3 ว่าแม้จะฝากขายผ่านนายหน้ามาพักใหญ่ แต่จนบัดนี้ก็ยังปิดการขายไม่ได้ หากเราต้องการเงินสดมาบริหารให้ทันเวลา เราอาจจำเป็นต้องลดราคาลงมาอีก ซึ่งหมายความว่า "สายป่าน" ของเราก็จะยิ่งสั้นลงไปอีกค่ะ
เราลองมากางตัวเลขกันดูค่ะว่า เงินทุน 2 ล้านบาทนี้ จะรับภาระค่าดูแลในภาวะพึ่งพิง (ไม่รวมค่ารักษาพยาบาลที่ข้าราชการเกษียณสามารถเบิกได้นะคะ) ได้นานแค่ไหน โดยเริ่มจากการมองผลกระทบจาก "เงินเฟ้อ" ในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นตัวตั้ง
ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่อำนาจซื้อน้อยลง
ตัวเลขที่น่าตกใจคือในปีที่ 20 ค่าดูแลแบบพรีเมียมจะพุ่งไปเกือบ 4 แสนบาทต่อเดือน ในขณะที่มูลค่าเงินบำนาญลดลงเรื่อยๆ ส่วนต่างมหาศาลนี้คือสิ่งที่เราไม่มีทางหามาเติมเต็มได้ทันแน่นอน เราจึงตัดสินใจ ตัดใจจากการดูแลแบบพรีเมียม และกลับมาโฟกัสที่ "การดูแลแบบทั่วไป" เพื่อให้แผนนี้มีความเป็นไปได้จริงที่สุด โดยยึดฐานส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่ม (หลังจากหักบำนาญแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน
ทีนี้มาดูกันค่ะว่า หากเรานำเงิน 2 ล้านบาท ไปบริหารให้ได้ผลตอบแทน 5-7% เพื่อถอนมาจ่ายส่วนต่างนี้ เงินจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน เทียบกับกรณีถ้าเรามีเงินต้น 4 ล้านบาท (จากการขายบ้านที่คุณเออาศัยอยู่)
เปรียบเทียบเงินคงเหลือ (ถอนใช้ 20,000 บ./เดือน | เงินเฟ้อ 3%)
เงินต้น 2 ล้าน VS 4 ล้าน
จากตัวเลขเราจะเห็น "ทางแยกของชีวิต" ชัดเจนมากค่ะ ถ้าเรามีเงินต้นแค่ 2 ล้าน เพราะไม่ยอมจัดการทรัพย์สินที่มีภาระ (เพียงเพราะความเกรงใจและต้องการลูกสมุน) พลังของดอกเบี้ยจะพ่ายแพ้ต่อค่าใช้จ่ายจริงตั้งแต่วันแรก เราต้องขุดเงินต้นมาใช้จนหมดเกลี้ยงภายใน 10-12 ปี นี่คือความเสี่ยงที่หนักหนาสาหัสมาก เพราะเมื่อเงินหมด เราเองนั่นแหละที่ต้องแบกรับส่วนต่างหลักหมื่นต่อเดือนแทน ซึ่งมันจะกระทบต่ออนาคต การสร้างตัว และสถานะทางการเงินของครอบครัวเราอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในทางกลับกัน หากเรามีเงินต้น 4 ล้านบาท เงินก้อนนี้จะเปลี่ยนสถานะจาก "เงินที่ต้องลุ้น" กลายเป็น "เครื่องจักรที่ดูแลตัวเองได้" ทันที เปรียบเสมือนบ่อน้ำที่มีน้ำซึมเข้ามาเติมเกือบเท่ากับปริมาณที่ตักออกไป ดอกเบี้ยที่ได้รับจะช่วยพยุงเงินต้นไว้ให้เรามีแรงสู้กับเงินเฟ้อได้นานกว่า 20-30 ปี ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสงบใจและก้าวไปข้างหน้าได้เต็มที่โดยไม่ต้องพะวงหลัง
นี่คือเหตุผล ว่าทำไมเราจึงอยากให้ทรัพย์สินที่พ่อแม่เพียรหามาทั้งชีวิต ถูกใช้อย่างคุ้มค่าเพื่อตัวท่านเองที่สุดทุกบาททุกสตางค์ เพราะการแบกชีวิตคนอื่นที่ไม่เคยแม้แต่จะพยายามพึ่งพาตัวเอง มันส่งผลกระทบต่อพ่อแม่และลูกอย่างเราแบบที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้
เราแน่ใจค่ะว่าเมื่อถึงวันที่เงิน 2 ล้านนั้นหมดลง จะไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเราแน่นอน มีเพียงเราเท่านั้นที่ต้องก้มหน้าแบกรับผลของการ "ใจดีไม่เข้าเรื่อง" นี้ไปตลอดชีวิต
แต่เราก็รู้อยู่แก่ใจค่ะว่า สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความเสี่ยง มันไม่สามารถชนะ "ความมีน้ำใจ" ของพ่อแม่ได้... และสุดท้าย ถ้าความเสี่ยงนั้นเป็นจริงขึ้นมาก ผลกระทบทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่ตัวท่านเอง ซึ่งลูกอย่างเราที่ไม่มีวันทนเห็นพ่อแม่ได้รับการดูแลแบบตามมีตามเกิดได้แน่ๆ ก็จะต้องแบกทุกอย่างไว้เอง เพียงลำพัง
ติดตามกันในบทถัดไปนะคะว่า ในเมื่อเราเปลี่ยนนิสัยใครไม่ได้ เราจะหาทาง 'แก้ไข' หรือต้องเตรียม 'ทำใจ' กับความเสี่ยงที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ยังไงดี... ในวันที่เราเลือกจะปกป้องทั้งความมั่นคงของตัวเอง และคุณภาพชีวิตของพ่อแม่ไปพร้อมๆ กัน
ใครเคยมีประสบการณ์ใกล้เคียงกัน แวะมาแชร์หรือระบายกันได้ในคอมเมนต์นะคะ จะได้รู้ว่าเราไม่ได้เจอปัญหานี้อยู่คนเดียว
1
ครอบครัว
การเงิน
การลงทุน
บันทึก
3
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
mon livre: จัดการทรัพย์สินก่อนจะเป็นมรดก
3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย