9 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

เมื่อคิงชาร์ลส์ขุดประวัติศาสตร์มาตอกกลับ "ถ้าไม่มีเรา พวกคุณก็พูดฝรั่งเศสไปแล้ว"

*ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในเนื้อหา
หากใครพลาดคลิปจากงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐ (State Dinner) เมื่อคืนวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.2026 (พ.ศ.2569) ที่ผ่านมา บอกเลยว่าคุณพลาด "มาสเตอร์คลาส" แห่งการเหน็บแนมทางการทูตเข้าให้แล้ว นั่นเพราะ “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร (Charles III)” พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ทรงหยิบยกบทเรียนประวัติศาสตร์มาตอบโต้อย่างแสบสันและชาญฉลาดเป็นที่สุด
ผมขออนุญาตแชร์คลิปช่วงที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสเหน็บแนมกลับนะครับ
สืบเนื่องจากประโยคก่อนหน้าที่ “โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)” ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เคยพูดจากระทบกระเทียบไว้ว่า
"หากไม่มีสหรัฐอเมริกา ป่านนี้ยุโรปคงต้องพูดภาษาเยอรมันกันไปหมดแล้ว" (อ้างถึงวีรกรรมช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2)
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
ปรากฎว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ไม่ทรงปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ โดยทรงสวนกลับทันทีแบบนิ่มๆ ว่า
“ก่อนหน้านี้ท่านประธานาธิบดี (ทรัมป์) ได้แสดงความเห็นว่า หากไม่มีสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรปคงได้พูดภาษาเยอรมันกันไปแล้ว ข้าพเจ้าขอบังอาจพูดบ้างว่า หากไม่ใช่เพราะพวกเรา (อังกฤษ) ป่านนี้พวกคุณก็คงต้องพูดภาษาฝรั่งเศสเหมือนกันนั่นแหละ"
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร (Charles III)
คำกล่าวของพระองค์ไม่ใช่แค่เรื่องตลกทั่วไป แต่เป็น "การชงชา" ที่มีรากเหง้ามาจากความขัดแย้งระดับโลกในช่วงปีค.ศ.1756-1763 (พ.ศ.2299-2306)
• สงครามแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจโลก: นานก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะเป็นรูปเป็นร่าง อังกฤษและฝรั่งเศสได้ทำ “สงครามเจ็ดปี (Seven Years' War)” หรือที่ฝั่งสหรัฐอเมริกาเรียกว่า "สงครามฝรั่งเศสและอินเดียน" ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิง "จิตวิญญาณ" ของอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ
• ฝรั่งเศสเคยครองแผ่นดิน: ในยุคนั้นฝรั่งเศสถือครองอาณาเขตกว้างขวางตั้งแต่แคนาดาไล่ลงมาตามลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ซึ่งเปรียบเสมือนการต้อนอาณานิคมของอังกฤษให้จนมุมอยู่แค่แถบชายฝั่งตะวันออก
• ชัยชนะที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์: ชัยชนะของอังกฤษในปีค.ศ.1763 (พ.ศ.2306) ได้บังคับให้ฝรั่งเศสต้องยกดินแดนเกือบทั้งหมดในอเมริกาเหนือให้ ซึ่งหากอังกฤษไม่ชนะในตอนนั้น “จอร์จ วอชิงตัน (George Washington)” ประธานาธิบดีคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกา ก็อาจเติบโตมาในฐานะพสกนิกรของ ”พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส (Louis XV)” และวัฒนธรรมอเมริกันที่เราเห็นในปัจจุบันก็คงจะเป็นสังคมที่พูดภาษาฝรั่งเศสไปโดยปริยาย
จอร์จ วอชิงตัน (George Washington)
สิ่งที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงทำ นั่นคือการย้ำเตือนให้ทุกคนเห็นภาพว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะเคยช่วยชีวิตอังกฤษไว้ในช่วงทศวรรษ 1940 (พ.ศ.2483-2492) แต่หากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1760 (พ.ศ.2303-2312( อังกฤษนี่แหละที่ช่วยให้สหรัฐอเมริกาไม่ต้องกลายเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส มันคือเกมภูมิรัฐศาสตร์แบบ "ต่างคนต่างติดหนี้กัน" ที่ลากยาวมาถึง 250 ปี
นี่ไม่ใช่แค่การโต้ตอบด้วยไหวพริบธรรมดา แต่มันคือการใช้ Soft Power ที่ยอดเยี่ยม
พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส (Louis XV)
ในปีที่กำลังมีการเฉลิมฉลองการครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา (Semicuincentennial) พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้ทรงย้ำเตือนอย่างแยบยลว่า "ความสัมพันธ์พิเศษ" ระหว่างสองประเทศไม่ใช่ถนนเดินรถทางเดียว แต่มันคือประวัติศาสตร์ของครอบครัวที่ยาวนาน ยุ่งเหยิง และเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งนั่นเอง
โฆษณา