3 พ.ค. เวลา 20:15 • ความคิดเห็น
เรื่องใจเค้ามาใส่ใจเรา เราไปแก้ไขอะไรที่เกิดขึ้นที่ใจใครไม่ได้ แล้วก็ไม่มีใครทำได้เลย หากว่า เราไปเจอคนมีทุกข์ร้อน ร้อนรุ่ม เพียงแค่สัมผัส มันก็รู้สึกได้ถึงไฟ กองไฟ ห่กไปหยิบกองไฟที่ลุกมาไว้ที่ใจเรา ใจเราก็ร้อนรุ่มตามไปด้วย จะเอาไฟมาเผาตัวเองทำไม
หากถามว่า มีความเห็นอกเห็นใจมั้ย ในผู้ที่จมกองไฟ แก้ไขไม่ได้ ทำให้ไฟดับไม่ได้ ก็บอกว่า สงสารนะ ที่เค้าแก้ไข เอากองไฟออกไปไม่ได้ มันเหมือรว่า เราเจอคนป่วย เพื่อนเจ็บที่รู้จักนิสัยกันดี เราก็พูดได้เพียง ขอให้หายไวๆน่ะ เพื่อนมันก็ไม่หายเจ็บ มันก็ต้องอาศัยเวลารักษา
คนเรานั้น มันตัวรับตัว ส่งอารมณ์กัน .มันก็ไม้ได้มีตัวตน เสียหน่อย เราได้ฟังท่าน เล่าเรื่องราว การไปอยู่ป่า การเอากายไปเรียนตัวทุกข์ จากอารมณ์กรรมตัวกระทำของเราว่า มีอะไรบ้าง
มียุ่งมากัด อะไรต่างๆ เราห่วงใยมั้ย กลัวจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หรือ มันจะเจ็บปวด เราก็ปล่อยวาง อ้อ ยุงมันกัด เพราะเราไม่มีสิ่งที่ป้องกัน นั่งให่มันกัด ทำไมต้องนั่งให้มันกัด เราอยากจะรู้ตัวทุกข์ ทุกข์ถ้าเราไปรังแกเค้า ไปไม่พอใจ คนนั้นคนนี้หรือไปสร้างความทุกข์ให้คนอื่น คนนั้นก็จะมีอารมณ์มีกายทุกข์อย่างไร เราเรียนตัวนี้ ยุงมันกัด แล้วจิตเราจะเป็นอย่างไร มันมีความสับสนวุ่นวาย มีความโมโห มีความไม่พอใจเกิดขึ้นมั้ย มันก็มี
มีเราก็ค่อยๆ มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็หาวิธีการที่จะแก้ไข เราก็หยุดกายนี้ เราอาศัยชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เดี๋ยวเราก็ต้องจากกายนี้ไป แต่เราเอากายนี้ไปสร้างความทุกข์ สร้างความเดือดร้อนคนนั้นคนนี้ แล้วก็เอาวาจาต่างๆ ไปว่าคนนั้นคนนี้อะไรต่างๆ เกิดขึ้น เหมือนกับปากของยุงที่ทำความเดือดร้อนให้แก่เราตรงนี้ ก็นั้งพิจารณา จิตเฉย ไม่คิดอะไร มองดูตัวกระทำของยุงที่กัด ทุกข์ทรมานเกิดขึ้น
ไม่ใช่เอากายไปทรมานให้อดอยากอยากแค้นถึงที่สุด ที่ประคับประคองจิตไม่ได้ นั่นศาสนาที่นำกายให่หลุดพ้น เพื่อให้กายทุกข์ทรมาน มองดูที่กายมีแต่อารมณ์ ก็ไปไม่ได้
ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมองกายที่เป็นทุกข์ ทุกข์ ..มีสี มีแสง มีเรื่องราวต่างๆ สินใก่จิตเราไปเรียนรู้ รู้ว่า สีงขารนี้มีการเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้มาบังคับสังขาร ให้อยู่กับที่ เหมือน ฤาษีชีไพรต่างๆ ไปทุกข์ทรมาน มันไม่หมดตัวทุกข์ เราจะเอาจิต เราเกิดมาแต่จิต จิตจะต้องไปศึกษาตัวทุกข์ เราต้องไปพัวพัน กับเรื่องราวต่าง กับคล้องกรรมกับ ทั้งวัตถุก็ดี สังขารกรรมก็ดี แล้วสังขารที่กำลังสร้างบุญกุศลบารมีก็มี อะไต่างๆ วาจาของเราต่างๆ มันเหมือนยุงมั้ย ทำให้คนอื่นเค้าเดือดร้อนขนาดไหน
ก็นั่น ก็มาเรื่องราวเอาจิต ไปศึกษา ไม่ใช่ความนึกคิด ว่ามันจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ให้เค้าเกิดขึ้น แล้วเรามองดูเฉยๆ เอาจิตไปมอง ไปดูตัวกระทำต่างๆ ไปดูสีต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อจิตเป็นหนึ่ง แสงมันก็ส่องไปกา เหตุและผลตัวกระทำ ที่ประจักษ์อยู่ในจิต คราวนี้ ผู้ที่จะไปถึงบรรลุธรรม มียึดอะไรบ้าง ห่วงใยอะไรบ้าง มันต้องทิ้งให้หมด ทิ้งทั้งกาย วัตถุ การกินการนอน ยังนึกถึงห่วงโน้นห่วงนี้ ห่วงกายมันก็ไปไม่ดี
ตอนนี้ เราก็สะสมไปมากที่สุดที่ทำให้มาก เพราะเดี๋ยวเราก็จากสังขารนี้ไปแล้ว ยังไงก็ต้องจากไม่ช้าไม่เร็วก็ต้องตาก เมื่อรู้ว่าต้องจากสิ่งที่เราไปยึดอยู่ แก้วแหวนเงินทองต่าวๆ ญาติพี่น้อง สามารถภรรยาบุตรธิดา เราก็ต้องจากเค้า
คราวนี้ เราก็ต้องปล่อยวาง วางต่างๆลงมาที่บุญบารมีให้แก่จิตของเรา ขันติเป็นบารมี ทุกข์มันเกิดจากตรงไหน อ้อ. เหตุมันเกิดจากทุกข์ตรงไหน ก็ดับมันซะ กว่าจะดัยได้ อาจจะขึ้น ขึ้นของการเกิดก็ได้ หรือจะเร็วก็ได้ ขึ้นปัจจุบัน ชาติที่แล้วทำอะไรไว้ ก็มาต่อเรื่องราวเมื่อไม่รู้ก็ศึกษา แล้วไปต่อในชาติต่อไป ตามปรารถนา
หัดทิ้ง อย่างวันนี้ โยมก็มาทิ้ง ทิ้งสิ่งที่เป็นกรรม อาหารการกินก็ดี แม้แค่เวลาที่จะไปสร้างอารมณ์ของกรรมโยมก็ทิ้งไป ไปเป็นอารมณ์จองกรรมทั้งหมด ทิ้งไปเป็นเนื้อนาบุญอยู่ปัจจุบันนี้ อาตมาก็อนุโมทนาในกุศลจิตนี้
โฆษณา