เมื่อวาน เวลา 03:18 • ความคิดเห็น
ปะต้าขอยกคำสองประโยคนี้
ไม่ได้ต่างกันแค่ทิศทางของการ“เอาใจ”นั่นแตกต่างกัน
ที่ว่าใครเป็นศูนย์กลางของ
ความจริงในขณะนั้น
“เอาใจเขามาใส่ใจเรา”ช่างฟังดูเหมือนเห็นใจแต่จริงแล้วมันยัง
คงยืนยันว่าโลกของเรายังคงมีมาตรฐานอยู่
เรากำลังแปลเขาให้เข้ากับสิ่ง
ที่เราคุ้นเคยอาจอบอุ่นแต่ไม่แม่นยำเป็นความเข้าใจที่ยังมี
อคติซ่อนอยู่แบบนุ่มเนียน
ในขณะที่“เอาใจเราไปใส่ใจเขา” คือการยอมลดอำนาจของตัวเอง ยอมให้ความจริงของเขามีสิทธิ์
ตั้งอยู่โดยไม่ต้องผ่านการแปล
จึงเสี่ยงกว่าเพราะเราต้องยอม
รับว่าโลกไม่ได้หมุนรอบเราดอกและบางทีสิ่งที่เขารู้สึกก็อาจไม่สอดคล้องกับตรรกะประสบการณ์ของเราเลยก่ะเป็นไปได้
ปะต้าว่านะ!
ความย้อนแย้งถ้าเรายึดแบบ
แรกมากเกินไปเราจะรู้สึกว่า
เข้าใจคนอื่นตลอดแต่จริงแล้ว
อาจไม่เคยเข้าใจใครเลยก่ะได้
ส่วนแบบที่สองยิ่งพยายามเข้าใจ เรากลับยิ่งพบว่ามันไม่มีวันเข้าใจได้ครบถ้วนความเข้าใจจึงไม่ใช่การ“ได้คำตอบ”แต่เป็นการที่จะ“ยอมอยู่กับความไม่รู้ร่วมกัน”
คำถามที่ว่าเอามารวมกันไว้ตรงกลางดีกว่าไหมฟังดูเหมือนทางสายกลางที่ปลอดภัยแต่ความจริง “ตรงกลาง”ไม่ได้มีอยู่ล่วงหน้า
ให้เราไปยืนดอก
มันเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วงที่ต่างฝ่ายต่างยอมขยับออกจากจุดยืนของตัวเองเท่านั้น ตรงกลางจึงไม่ใช่จุดแต่เป็นการเคลื่อนผ่าน
เป็นพื้นที่ที่ต้องสร้างใหม่ทุกครั้ง
ที่เราพบกันและหายไปทันทีที่
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับไปยึดตัวเองเป็นหลักอีกครั้ง
ในท้ายสุดแล้วการเข้าใจคนอื่นอาจไม่ใช่การเลือกว่าจะเอาใจแบบไหนแต่ทว่าการรู้ทันว่าในแต่ละขณะเรากำลังยึดตัวเองมากไปหรือเปล่า?
เรากล้ายอมปล่อยแค่ไหนโดย
ไม่หายไปจากตัวเองเพราะถ้า
เราหายไปหมดเราก็ไม่มีอะไรเหลือให้เขาเข้าใจกลับมาเช่นกัน
ปะต้าก่ะช่างวกวนเวียนหัวไป
เท่านั้น
กลอนเชยเหมือนเดิม!
“แม้ยกเขามาชั่งด้วยตราใจเรา
ก่ะเหมือนเงาเล่าความจริงเพียงแค่ครึ่ง
ครั้นวางตรึงตนเดินหลงในโลกเขาไปเพรียวๆ
จึงรู้เสี้ยวความหมายไม่เคยครบ
ไม่เคยจบด้วยคำว่า”เข้าใจ“
ที่ว่าตรงกลางมิใช่ที่มีอยู่ก่อน
แต่คือจรแห่งจิตใจที่ยอมหลบ
ให้เธอฉันผลัดกันเป็นคนตาม
ให้ใจรวมกันมาพานพบ
เข้าใจจบเพื่อพบความไม่ครบ
ไม่สมบูรณ์แห่งใจคน“
โฆษณา