เมื่อวาน เวลา 09:09 • ปรัชญา
เห็นคำถามค่อนข้างง มึนๆ ขอถามคำว่า หลุดพ้นนั้นคืออะไร
คราวนี้ เรามาดูเรื่องราวของ การเวียนว่ายตายเกิด เราเคยฟัง เรื่องราวของชั้นดาวดึงส์มั้ย ที่ชั้นดาวดึงส์นั้น มีเรื่องราวของ การเรียนรู้ศึกษาธรรม พระอานนท์บอกว่า จะไปเรียนธรรมของจริงต้องขึ้นไปที่ชั้นดาวดึงส์ ชั้นดุสิต ชั้นโพธิสัตว์ยังเสี่ยงทาย ท่านบอกว่า สร้างบุญกุศลบารมี ให้จิตขึ้นไปชั้นดาวดึงส์ให้ได้ .
มันมีเรื่องราวแปลก อยู่มีพระอยู่ๆ พระที่สอน ท่านก็บอกว่า ไปขึ้นไปชั้นดาวดึงส์กัน พอนั่งสมาธิ ทำกายนิ่งจิตเฉย .ก็เหมือนรอบตัว เห็นแต่หมอก ควัน . พอถอนสมาธิ ท่านก็บอกว่า จิตเรายังมีกรรมมาก ยังเข้าไปไม่ถึง ผ่านหมอกควันไม่ได้ .
เรื่องประตูบุญ นั้นก็มี ผู้ใด ที่สะสมบุญกุศลบารมีมามาก ประตูบุญสีทองเหมือนอร่าม ก็จะลอยให้เห็นอยู่ตรงหน้า มียามเฝ้าอยู่ ประตูนี้ อยู่กับดินฟ้าอากาศ เมื่ทำบุญกุศลมากเข้า ประตูก็มาลอยให้เห็นเป็นขวัญกำลังใจ เห็นตาเปล่านี่แหละไม่ต้องหลับตา .
มีพระที่ท่านเป็นพระอเสขะ ก็ได้รับคัดเลือก ขึ้นไปที่ขั้นดาวดึงส์ ไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เพราะมีเรื่องราวมากมาย ที่ขั้นดาวดึงส์ นั้นมีขนาดพื้นที่ประมาณประเทศไทย เป็นศูนย์ธรรม ที่เทพ .เค้าก็ได้มีโอกาสเรียนรู้จัก ผู้ที่ที่ไปเรียนในชั้นนี้ เกิดมาอีกชาติเดียว ก็ยุติการเกิด
เรื่องราวที่ว่า คำว่า หลุดพ้น นั้นใครรับรองให้ คำว่า บรรลุธรรม ใครรับรองให้ คิดเองหรือ อุปโลกน์เองหรือ หรือว่ามนุษย์ที่หนาแน่นด้วยกิเลสแต่งตั้งให้
การที่จะเข้าแดนพระนิพาน บรรลุธรรมแล้ว ก็ยังมีเรื่องราวที่ต้องอยู่ต่ออีก มีพระอรหันต์มากมายท่านยังไม่เข้าแดนพระนิพพาน เพราะต้องทำให้ธาตุทั้งสี่ ที่จิตอาศัย นั้นเป็นแก้วบริสุทธิ์ที่ว่า แก้วเจียระไนดีแล้ว ถึงจะเข้าแดนพระนิพพาน
พระที่ท่านยังไม่เข้าแดนพระนิพพาน ท่านก็อยู่ช่วย พยุงพระศาสนา ช่วยชี้ทาง ให้แก่จิต ที่บำเพ็ญกุศลบารมี เพื่อยุติการเกิด เรื่องราวหนึ่งที่เมื่อบรรลุธรรม กายของท่าน ก็ไม่ต้องอาศัยอาศัยอาหาร อะไรเข้าไปเสริม ที่ว่ากินเข้าไปก็เป็นกาก เน่าเหม็น
นี่เราพูดในส่วนของศาสนาพุทธ . ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่จะบำเพ็ญบุญกุศลบารมี เพื่อที่จะ ยุติการเกิด ก็ต้องเดินไปตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า .แล้วการเดินตามรอยขององค์พระสีมมาสีมมาพุทธเจ้า ต้องมีกายที่เป็นบุญ กายบุญ
เมื่อกายบารมี ก็เป็นจิตที่มาจากชั้นดุสิต ดาวดึงส์ หมายถึงว่า เกิดมาชาติเดียว ก็ทิ้งบ้านช่องเวียงวัง เห็นวัตถุงสิ่งของต่าง ญาตพี่น้อง เวียงวัง นั่นเป็นกรรม หากยึดถือ .ก็ต้องมาเกิดอีก เพราะฉะนั้น ท่านก็ทิ้งสิ่งของเหล่านี้ ที่ว่าวัตถุสิ่งของโลก หากใช้อีก ก็ต้องมาเกิดอีก ท่านก็เดืนเข้าป่า ด้วยเสื้อผ้าชุดเดียว เข้าแล้วไม่กลับมา เข้าไปมีแต่มือ ธาตุทั้งสองพ่อแม่ เค้าเรียกว่า เข้าป่ากันสามคน จิตของลูก พร้อมด้วยธาตุสองของพ่อแม่ กายที่พ่อแม่ให้มา หิวน้ำ ก็ใช้มือวักน้ำดื่มกิน
เรื่องราวการเข้าป่า นั้นจิตต้องสะสมคำว่าขันติเป็นบารมี ที่จะอาศัยจิต ปลดเปลื้องทุกข์ ออกไปให้หมดสิ้น ที่เป็นเรื่องราวของจิตที่มีแสง ชำระสะสางกรรม บัญชีกรรมที่อยู่กับธาตทั่งสี่ หากทำไม่ได้ ก็ต้องมาเกิดใหม่ หรือ ขันติบารมีไม่เพียรพอ ก็เลิก ออกจากป่า ไปเขียนตำรา สอนคนนั้นคนนี้ แต่ผู้ที่ท่านทำได้ ท่านก็ทำจน บรรลุธรรม ไม่หวนกลับมา พระอรหันต์หลายพระองค์ ท่านก็อยู่ป่า อยู่ถ้ำ ท่านไม่ภาระอะไรอีกแล้ว ก็อยู่เฉย นิ่งๆ เฉยๆ
เรื่องราวของพระ เราก็ฟังท่านเล่ามา ท่านบอกว่า ท่านกันั่งนิ่งๆ ไม่ภาระอะไร มีความสุข แต่กายของท่านจิตของท่านนั้นเรืองรองด้วยแสงรัตนะ เปรตอสุรกาย ไม่มีเข้าไปใกล้ได้
มีพระที่เรานับถือ ท่านมรณะภาพไปแล้ว เวลามีพระผู้ใหญ่มาสอน ท่านก็บอกว่า ฉันนั้นเหลือแต่จิต เป็นนามธรรม ฉันต้องไปนั่งอยู่ไกล เพราะรู้จักเรื่องราวแสงสี หากเข้าไปไกล ก็เหมือนถูลมพายุหมุนออกมา ที่โยมฟังได้ อยู่ใกล้ได้ เพราะท่านปิดแสงของท่าน ไม่ให้ไปกระทบถึงโยม จึงอยู่ใกล้ได้
เรื่องราวของจิต ที่จะหลุดพ้น การเกิด เทพยดาอินทร์พรหม ต่างก็ต้องการหลุดพ้น เพระการเกิดมาแต่ละครั้ง มันเสียงทาย อาจลงลึกไปที่ตำ นรกเปรตอสุรกาย ขึ้นมาเป็นมนุษย์ ขึ้นไปเป็นเทพยดาอินทร์พรหม มีนวนไปวนมา จากสูลงต่ำ จากต่ำขึ้นสูง วนอยู่อย่างนี้ในการเกิด พระอรหันต์ ท่านก็วนเวียน อย่างนี้มาก่อน ห้าอสงไขย สิบอสงไขย
นั่นแหละ ทางเดินไปพระนิพพาน พระพุทธเจ้าท่านทำได้ก่อน ท่านก็ช่วยชี้ทางให้ว่า ต้องทำอย่างไร แล้วพระอรหันต์ ท่านก็รู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านทำกายนิ่ง จิตนิ่งเฉย นั่งนิ่งๆเฉยๆท่านกลางดินฟ้าอากาศ นั่งไม่ทุกข์ร้อน ไม่มีทุกข์ ไม่มีภาระ มีความสุข
นั่นก็ท่านชี้ให้ฝึกหัด ยืน เดิน นั่ง นอน จิตไม่นึกคิดอะไร ให้จิตไปอยู่ที่ปลายจมูกลมเข้าออก ภาวนาพุทโธ คือ จิตที่ไปอยู่กับพระ จะไปแดนพระนิพพาน นี่เราไม่ได้คิดเอง จำๆม่ที่พระท่านแนะนำสินให้ทำ ท่านบอกว่า ทำให้ได้ กายนิ่ง จิตเฉย มีสติสัมปชัญญะ ที่ปลายจมูก ภาวนาด้วยเสียงคำว่าพุทโธ
..ที่เขียนมาเนี่ย อย่าเชื่อ พระที่ท่านเล่า ก็บอกว่าอย่าเขื่อฉันน่ะ ต้องไปฝึกหัดทำได้ก่อน ไปดูของจริง ไม่ใช่ของอุปโลกน์ ท่านบอกมาอย่างนี้ ให้ทำจริงๆ จะได้ไปดูของจริงกัน มัวนั่งคิดนอนคิดด้วยอารมณ์ปรุงแต่ง อารมณ์มันหลอกได้ ทำจิตให้ไม่อารมณ์กรรมให้ได้ .ที่ว่า รวบรวมจิตให้เป็นหนึ่ง
เวลาปฏิบัติกคำภีร์ตำราอย่าเอาเข้ามา พระเค้าให้หลับตา ภาวนา .อารมณ์ต่างนึกคิด ปฏิเสธให้หมด ห่วงบ้านห่วง .บ่วง ห่วงกิน ธุระอะไร หยุดก่อน ตัดให้หมด .มีคำว่า พุทโธอย่างเดีย . ทำกายให้นิ่ง จิตเฉย มัสติของจิตอยู่ลมเข้าออก อย่างเคลื่นที่ไปไหน .อย่าให้อารมณ์พาไปไหน.
เกือบลืม เวลาประพฤติปฏิบัติธรรม กิริยา ก่อนมานั่งปั่น ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้ิงนอบน้อม กราบพระ ระลึกถึง กายนี้ เป็นกายของคุณบิดามารดา ข้าพเจ้าได้นำกายบิดามารดามากราบพระ ปฏิบัติธรรม ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่งเสียงให้หูเราได้ยินเสียงตัวเอง อย่านึกคิด.ต้องพูด เพราะจิตอาศัยในกายนั้นต้องอาศัยวิญญาณหู ส่งเสียงให้รับรู้ ว่า จะทำอะไร .
โฆษณา