Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Rimping Supermarket
•
ติดตาม
7 พ.ค. เวลา 03:00 • อาหาร
Rimping Supermarket NimCity Branch
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ “Chianti” (เคียนติ) หนึ่งในไวน์แดงที่มีชื่อเสียงที่สุดของอิตาลี
Chianti (เคียนติ) คือไวน์แดงที่ถือกำเนิดขึ้นในแคว้น Tuscany ภูมิภาคทางตอนกลางของประเทศอิตาลี เมื่อหลายพันกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีพื้นฐานจากการใช้องุ่นพันธุ์ Sangiovese (ซานโจเวเซ) เป็นหลัก
.
ต้นกำเนิดของ Chianti มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนกลับไปกว่า 3000 ปี ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยชาว Etruscan (เอทรัสกัน) โดยเดิมทีจะเรียกว่า “Clante” (กลานเต) เป็นภาษาพูดของชาวเอทรัสกันหมายถึงน้ำ
.
แม้จะมีต้นกำเนิดมานานกว่า 3000 ปี แต่คำว่า “Chianti” ปรากฏขึ้นครั้งแรกในเอกสารทางประวัติศาสตร์ราวศตวรรษที่ 14 โดยในเอกสารนั้นได้กล่าวถึงพื้นที่ที่ชื่อว่า “Lega del Chianti” หรือสันนิบาตแห่งเคียนติ ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยสาธาราณรัฐ Florence (ฟลอเรนซ์)
.
Lega del Chianti เป็นการรวมกลุ่มกันของสามหมู่บ้านหลักในการผลิตไวน์ได้แก่ Castellina, Gaiole และ Radda เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ผลิตไวน์ในพื้นที่ โดยสัญลักษณ์ของพื้นที่นี้คือ “ไก่ดำ” (Gallo Nero) ซึ่งต่อมากลายเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพของไวน์ “Chianti Classico”
.
ในยุคเริ่มแรกไวน์ที่ผลิตในพื้นนี้ส่วนใหญ่เป็นไวน์ขาว ไม่ใช่ไวน์แดงอย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้มาจากบันทึก และเอกสารต่าง ๆ ที่กล่าวถึงองุ่นขาวหลากหลายสายพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่นี้ รวมถึงวิธีการผลิตไวน์ขาวในยุคนั้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นในช่วงหลายศตวรรษต่อมา เมื่อองุ่นแดงสายพันธุ์ Sangiovese เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในพื้นที่แห่งนี้
.
ในปี 1427 เมืองฟลอเรนซ์ได้เริ่มจัดทำระบบภาษีสำหรับไวน์จากชนบทโดยรอบ ซึ่งรวมถึงไวน์จากพื้นที่ “Lega del Chianti” และพื้นที่ใกล้เคียงด้วย นี่จึงถือเป็นความพยายามครั้งแรกในการจัดประเภทไวน์ Chianti
.
ในปี 1716 Grand Duke Cosimo III of Tuscany (แกรนด์ดยุกคอซิโมที่ 3 แห่งทัสคานี) ได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดขอบเขตการผลิตไวน์ Chianti อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่ามีเพียงหมู่บ้าน Castellina, Gaiole, Radda, Greve และพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้นที่สามารถใช้ชื่อ Chianti ได้ ซึ่งการกำหนดขอบเขตครั้งนี้ถือเป็นการกำหนดเขตควบคุมการผลิตไวน์แห่งแรกของโลก ซึ่งเกิดขึ้นก่อนประเทศฝรั่งเศสจะออกกฎหมาย AOC (Appellation d'Origine Contrôlée) เป็นเวลานานถึง 200 ปี
.
อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Chianti เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดยบุคคลสำคัญที่มีชื่อว่า Baron Bettino Ricasoli (บารอน เบตติโน ริกาโซลี) นักการเมือง และผู้ผลิตไวน์ที่มีวิสัยทัศน์ เขาได้ทำการศึกษา และทดลองผลิตไวน์ Chianti โดยใช้องุ่นหลากหลายสายพันธุ์ในไร่องุ่นของเขาที่ Castello di Brolio จนกระทั่งในปี 1872 เขาก็ได้กำหนดสูตรที่ป็นมาตรฐานของไวน์ Chianti ขึ้นมา โดยมีส่วนผสมหลักคือ Sangiovese (70%), Canaiolo Nero (15%) และ Malvasia Bianca Lunga (10%) และองุ่นแดงพันธุ์อื่นอีก (5%)
.
สูตรของ Baron Bettino ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ Chianti เปลี่ยนจากไวน์ขาวธรรมดา กลายเป็นไวน์แดงที่มีเอกลักษณ์ และได้รับการยอมรับในระดับสากล
ในปี 1932 รัฐบาลอิตาลีได้ขยายเขตผลิตไวน์ Chianti ออกไปจากพื้นที่ดั้งเดิม โดยแบ่งออกเป็น 7 โซนย่อย (Chianti Zone) ได้แก่ Chianti Classico, Chianti Colli Aretini, Chianti Colli Fiorentini, Chianti Colli Senesi, Chianti Colline Pisane, Chianti Montalbano และ Chianti Rufina
.
ในปี 1967 Chianti Classico ถูกกำหนดให้เป็น Denominazione di origine controllata (DOC) และต่อมาในปี 1996 ก็ถูกยกฐานะให้เป็นเขต Denominazione di Origine Controllata e Garantita (DOCG) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการควบคุมคุณภาพไวน์ในอิตาลี การยกระดับนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และคุณภาพอันเป็นเลิศของไวน์ที่มาจากเขตพื้นที่ดั้งเดิมนี้ และใช้สัญลักษณ์ “ไก่ดำ” (Gallo Nero) บนขวดเป็นเครื่องหมายรับรอง
.
กฎระเบียบของ DOCG Chianti Classico มีความเข้มงวด และกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการผลิต เช่น สัดส่วนองุ่น Sangiovese ต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 80% และสามารถผสมกับองุ่นแดงสายพันธุ์อื่นที่ได้รับอนุญาต เช่น Canaiolo, Colorino, Cabernet Sauvignon และ Merlot ในสัดส่วนสูงสุด 20% ไม่อนุญาตให้ใช้องุ่นขาวใน Chianti Classico ปริมาณแอลกอฮอล์ขั้นต่ำ 12% ระยะเวลาการบ่มไวน์ Chianti Classico ต้องบ่มอย่างน้อย 12 เดือน
.
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 ผู้ผลิตไวน์ Chianti เริ่มมีการทดลอง และนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการผลิตไวน์ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ และคุณภาพของ Chianti ไว้ มีการให้ความสำคัญกับการคัดเลือกองุ่นที่มีคุณภาพ การควบคุมอุณหภูมิในการหมัก การใช้ถังไม้โอ๊คในการบ่มที่หลากหลาย และการศึกษาเกี่ยวกับ Terroir หรือปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และดิน ที่มีผลต่อรสชาติ และคุณภาพของไวน์
.
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการลดสัดส่วนหรือยกเลิกการใช้องุ่นขาวใน Chianti Classico ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลิตไวน์แดงที่มีความเข้มข้น และซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้ผลิตหลายรายหันมาให้ความสำคัญกับองุ่น Sangiovese ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และเอกลักษณ์ขององุ่นสายพันธุ์นี้
.
ปัจจุบันไวน์ Chianti มีการผลิตในหลายระดับคุณภาพ โดย Chianti Classico ถือเป็นไวน์ที่มีคุณภาพสูงสุดในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดระดับเพิ่มเติม เช่น Chianti Classico Riserva (บ่มอย่างน้อย 24 เดือน) และ Chianti Classico Gran Selezione (บ่มอย่างน้อย 30 เดือน) เพื่อแสดงถึงคุณภาพ และการบ่มที่ยาวนานขึ้น
เครื่องดื่ม
ประวัติศาสตร์
ความรู้
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย