5 พ.ค. เวลา 04:23 • ประวัติศาสตร์

ตอนที่ 17 ระบบเดฟเชียร์เม Devshirme การเก็บเกี่ยวทรัพยากรมนุษย์และสร้างชนชั้น"ทาสผู้รักษาพระองค์"

🟥ระบบ เดฟเชียร์เม (Devshirme) หรือที่แปลว่า "การเก็บเกี่ยว" (Gathering)🎋 มีที่มาในช่วงศตวรรษที่ 14 จักรวรรดิออตโตมันขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าไปในดินแดนบอลข่าน (ยุโรปตะวันออก)
1
สุลต่านออตโตมันในยุคแรกๆ เช่น สุลต่านมูรัดที่ 1 (Murad I) ประสบปัญหาการขาดแคลนทหารที่ซื่อสัตย์และเป็นมืออาชีพเนื่องจากกองทัพเดิมประกอบด้วยนักรบกาซีเผ่าเติร์ก ซึ่งมักจะเชื่อฟังหัวหน้าเผ่าของตนมากกว่าและมักจะสร้างปัญหาทางการเมืองเมื่อต้องการคานอำนาจกับสุลต่าน
นักรบกาซีเผ่าเติร์ก
🟥กฎหมาย "หนึ่งในห้า" (Pençik)
เดิมทีออตโตมันใช้ระบบที่เรียกว่า Pençik คือการหัก "1 ใน 5" ของเชลยศึกที่ได้จากสงครามมาเป็นทาสของสุลต่าน (ตามหลักกฎหมายอิสลาม) แต่เมื่อสงครามเริ่มน้อยลงหรือพื้นที่บางส่วนถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐแล้ว เชลยศึกก็หาได้ยากขึ้น ระบบเดฟเชียร์เมจึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยการ "เก็บภาษีจากคนศาสนาอื่นในปกครอง"
การเกณฑ์เด็กชายชาวคริสต์เพื่อเข้าระบบ เดฟเชียร์เม
🟥ทำไมต้องเป็นทาสชาวคริสต์
ตามกฎหมายอิสลาม "ห้ามนำมุสลิมด้วยกันมาเป็นทาส"
🟩มุสลิมที่เป็นเสรีชนโดยกำเนิดไม่สามารถถูกเกณฑ์เข้าสู่ระบบทาสได้
🟩ในขณะที่ชาวคริสต์และชาวยิวในดินแดนปกครองของออตโตมันมีสถานะเป็น "ดิมมี" (Dhimmi) หรือผู้รับการคุ้มครอง ซึ่งต้องจ่ายภาษีรายหัว (Jizya) ให้แก่รัฐ การเก็บ "ภาษีเลือด" จึงถูกตีความเป็นการชำระภาษีในรูปแบบทรัพยากรบุคคลที่รัฐสามารถทำได้โดยไม่ผิดหลักการศาสนาในยุคนั้น
🟥ในสมัย สุลต่านมูรัดที่ 2 ถึง สุลต่านเมห์เม่ดที่ 2 (ผู้พิชิต) ระบบนี้ถูกจัดให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยถือว่าเด็กชายชาวคริสต์ในดินแดนบอลข่าน อานาโตเลีย และคอเคซัส เป็นส่วนหนึ่งของภาษีที่ราษฎรต้องจ่ายให้แก่รัฐ (เรียกว่า Cizye หรือภาษีรายหัว แต่จ่ายเป็นทรัพยากรมนุษย์)
🟪ระบบที่สร้างทาสความจงรักภักดีแบบ "ไร้รากเหง้า"
- เด็กชาวคริสต์ที่ถูกพรากมาจะถูกตัดขาดจากครอบครัวโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่มีญาติพี่น้องในราชสำนัก ไม่มีตระกูลขุนนางคอยบงการ ทำให้เมื่อเปลี่ยนมานับถือมุสลิมและเข้าสู่ระบบการศึกษาของออตโตมันชีวิตของพวกเขาจะขึ้นตรงต่อสุลต่านเพียงผู้เดียว ความก้าวหน้าในชีวิตไม่ได้มาจากชื่อเสียงวงศ์ตระกูล แต่มาจากความสามารถและการประทานจากสุลต่านเท่านั้น
🟪คานงัดอำนาจ ชนชั้นใหม่ชนชนชั้นเก่า⚖️
ในช่วงต้นของจักรวรรดิ กลุ่มตระกูลเติร์กเก่าแก่มีอำนาจสูงมากและบางครั้งก็ท้าทายอำนาจสุลต่าน สุลต่านต้องการ "กองกำลังส่วนตัว" ที่ไม่ใช่ชาวเติร์กเพื่อมาคานอำนาจขุนนางเหล่านี้ การใช้ทาสชาวคริสต์ (Kul) ที่มีความสามารถสูงมาดำรงตำแหน่ง มหาเสนาบดี (Grand Vizier) หรือแม่ทัพ
ทำให้สุลต่านควบคุมการเมืองได้เบ็ดเสร็จ เพราะคนเหล่านี้ไม่มีฐานอำนาจในกลุ่มชนเผ่าเติร์ก หากสุลต่านสั่งประหารหรือปลด ตำแหน่งและทรัพย์สินก็จะกลับคืนสู่รัฐทันทีโดยไม่มีแรงกระพืมจากตระกูลใหญ่
ระบบ Meritocracy ดึงเอา "หัวกะทิ" จากทั่วจักรวรรดิมาฝึกเป็นข้าราชการ
🟪ระบบ "คนเก่งอยู่เหนือชาติกำเนิด" (Meritocracy)📈
ในขณะที่ยุโรปยุคกลางหรือจีนบางช่วงยังติดอยู่กับระบบศักดินาที่ต้องสืบทอดอำนาจผ่านทางสายเลือด แต่ออตโตมันใช้ระบบนี้ดึงเอา "หัวกะทิ" จากทั่วจักรวรรดิมาฝึกเป็นข้าราชการ ผู้บริหาร (Grand Vizier)
ทำให้บริหารราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคนที่จะขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ต้องผ่านการทดสอบและผลงานจริง ไม่ใช่เพราะนามสกุล
🟪หม้อหลอมที่กลืนคนต่างวัฒนธรรมอย่างแนบเนียบ🧉
เนื่องจากออตโตมันขยายอำนาจเข้าไปในยุโรป (ดินแดนชาวคริสต์) เป็นหลัก ระบบ เดฟเชียร์เม จึงเป็นเครื่องมือ เปลี่ยนลูกหลานของผู้ถูกพิชิตให้กลายเป็นผู้พิชิตเสียเอง เมื่อลูกหลานของผู้นำท้องถิ่นหรือชาวบ้านถูกส่งเข้าไปอยู่ในระบบชั้นสูงของออตโตมัน โอกาสที่พื้นที่เหล่านั้นจะก่อกบฏก็น้อยลง
แม้ว่าหลักการจะยกเว้นชาวยิว (เพราะอาศัยในเมืองและทำงานเฉพาะทางที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ) และชาวมุสลิม แต่ในภายหลัง ชาวมุสลิม
ในภายหลังชาวมุสลิมเองพยายามยัดไส้หรือติดสินบนเพื่อให้ลูกตนเองถูก "เกณฑ์" เข้าไปในระบบนี้ด้วย ทั้งที่ตามกฎหมายอิสลามมุสลิมต้องห้ามถูกนำมาเป็นทาส เนื่องจากพวกเขาต้องการให้ลูกหลานเข้าถึงเส้นทางลัดสู่อำนาจและฐานะนั่นเอง
บทสรุป
ระบบเดฟเชียร์เมในออตโตมันช่วงผงาด คือการเปลี่ยน "ภัยคุกคาม" (คนต่างวัฒนธรรม) ให้กลายเป็น "อาวุธ" ⚔️(ทหารและข้าราชการอาชีพ) สถาปัตยกรรมรัฐแบบนี้เองที่ทำให้ออตโตมันมีความมั่นคงสูงมากในช่วงรุ่งเรือง เพราะมันทำให้สุลต่านมีกองกำลังส่วนตัวและคณะบริหารที่ชาญฉลาด โดยมิต้องเกรงใจขุนนางท้องถิ่นคนใด
1

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา