ยินดีที่ได้รู้จักหมอเพา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

Volume : ฉบับที่ 60 เดือนเมษายน 2569
Column : Live Learn Diary
Writer Name : นันทิตา จุไรทัศนีย์
สวัสดีค่ะผู้อ่าน @Rama ทุกท่าน Live & Learn Diary ฉบับนี้ ยินดีจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ ผศ. พญ.พลิศรา ธรรมโชติ หรือคุณหมอเพา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญในการบำบัดผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นโดยใช้หลากหลายวิธีนะคะ แต่ในฉบับนี้จะนำทุกท่านมาพบกับการบำบัดโดยใช้กระบะทรายค่ะ การนำกระบะทราย (Sand Tray Therapy) มาบำบัดทางอารมณ์และจิตใจได้อย่างไรนั้น ไปติดตามกันได้เลยค่ะ
คุณหมอเพาดูแลเด็กและวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 18 ปีที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม ความคิด จิตใจ อารมณ์ นอกจากนี้ยังดูแลเด็กที่ถูกทารุณกรรมและถูกเลี้ยงดูไม่เหมาะสม และบำบัดคนที่มีบาดแผลทางจิตใจในทุกช่วงวัย และฉบับนี้น้องเพนนีก็ได้มาร่วมเล่นกระบะทรายกับหมอเพาเพื่อให้เราเห็นภาพในการบำบัดได้ชัดเจนขึ้นค่ะ
🩺 การบำบัดคนไข้ของคุณหมอเป็นอย่างไรคะ
“ในช่วงแรก ๆ หมอดูแลเด็กที่ถูกทารุณกรรม แต่ไม่รู้จะบำบัดเด็ก ๆ อย่างไร เพราะว่าผู้ที่มีบาดแผลทางใจและถูกทารุณกรรมมักจะไม่พูดหรือพูดระบายออกมาได้ยาก และยิ่งเป็นเด็กด้วยก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ พอได้ไปศึกษาการบำบัดโดยใช้กระบะทรายและการบำบัดแบบ EMDR* ที่เป็นการคลี่คลายบาดแผลทางใจโดยไม่ได้ใช้การพูด ก็เลยรู้สึกว่า นี่คือหนทางที่จะช่วยเหลือคนที่มีบาดแผลทางจิตใจได้เยอะมาก สามารถทำได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับผู้รับการบำบัดได้”
“ตอนที่หมอไปเรียนครั้งแรกกับ Dr.Madeleine De Little ก็ยังไม่รู้จักศาสตร์นี้ ในตอนต้นของการเรียน เค้าให้ผู้เข้าอบรมเลือกตุ๊กตาทีละตัว ตัวแรกคือตัวเราตอนนี้ ตัวที่สองคือเราอยากจะรู้สึกแตกต่างไปอย่างไร และตัวที่สามคือ อะไรจะช่วยให้เรารู้สึกแบบนั้นได้ ตอนนั้นหมอเกิดการเปลี่ยนแปลงในใจในเวลาอันสั้นด้วยตุ๊กตา 3 ตัว พอเกิดประสบการณ์อย่างนี้ก็รู้สึกว้าวมากในการบำบัดแบบนี้ จึงเกิดความสนใจ และทำบำบัดด้วยสิ่งนี้และช่วยสอนสิ่งนี้เรื่อยมา”
“การบำบัดโดยใช้กระบะทรายลักษณะนี้เรียกว่า Neuroscience and Satir in the Sand tray** เกิดมาจากอาจารย์ของหมอที่ชื่อ Dr.Madeleine De Little ซึ่งเขาเป็นคนที่ผนวกศาสตร์ 3 อย่างด้วยกันคือ
Neuroscience ว่าด้วยเรื่องสมอง ปฏิกิริยาของร่างกายและความปลอดภัย
Satir*** ที่เชื่อในพลังของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
และ Sand tray หรือกระบะทรายที่ใช้ตุ๊กตาในการเข้าถึงประสบการณ์ข้างใน เข้าถึงจิตใต้สำนึกโดยไม่ได้ใช้การพูด
คือแทนที่ผู้บำบัดจะใช้การพูดคุยกับคนไข้อย่างเดียว เราจะให้เขาแสดงสิ่งที่อยู่ในใจเขา ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความรู้สึก ความปรารถนาลึก ๆ โดยใช้ตุ๊กตา และเราจะใช้ตุ๊กตาเป็นการเข้าถึงประสบการณ์ข้างใน ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้หลักการของ Satir การบำบัดวิธีนี้จะช่วยให้ผู้รับการบำบัดรู้สึกปลอดภัย แต่เป็นที่น่าเสียดายตรงที่อาจารย์ Madeleine ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว”
“ปกติเราใช้สมองซีกซ้ายในการวิเคราะห์ การพูด ซึ่งจำเป็นในการใช้ชีวิต แต่เราพบว่าในการบำบัดโดยเฉพาะการบำบัดในระดับลึก การเข้าถึงประสบการณ์ที่ฝังลึก เป็นการเข้าถึงสมองซีกขวา ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าถึงประสบการณ์ที่ลึกขึ้นในระดับจิตใต้สำนึก รวมถึงประสบการณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองด้วย
การที่ให้ผู้รับการบำบัดเลือกตุ๊กตาที่แสดงถึงประสบการณ์ของเค้าได้อย่างอิสระ เขาไม่ได้เลือกโดยใช้สมองคิด แต่เขาเลือกโดยใช้จิตใต้สำนึก และบางทีตุ๊กตาก็เลือกเรา บางครั้งเราอาจนึกไม่ออกว่าเราจะเลือกอะไร แต่พอเดินไปดูแล้ว ตุ๊กตาตัวนี้มันใช่เลย บางทีเราเองก็อาจจะประหลาดใจกับสิ่งที่เราเลือก”
“การทำงานกับสมองซีกขวาที่เกี่ยวกับภาพตุ๊กตาหรือการอุปมาอุปไมย (metaphor) โดยการอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ในความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย จะช่วยเยียวยาในระดับที่ลึกได้มากยิ่งขึ้น เพราะถ้าใช้สมองซีกซ้ายที่ใช้ในการคิดวิเคราะห์ การพูดอย่างเดียว คนไข้ก็จะรู้สึกว่าพูดออกมาได้ยากเหลือเกิน จะคิดว่าจะพูดอะไร พูดดีไหม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เจ็บปวด ก็จะยิ่งพูดออกมาได้ยาก แต่พอเข้าไปสู่สมองซีกขวาที่เกี่ยวกับประสบการณ์ ใช้ภาพและตุ๊กตาแสดงในกระบะทราย เขาจะเข้าถึงประสบการณ์นั้นได้ง่ายกว่า ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้น เขาไม่ต้องเล่าหรือพูดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เพียงแสดงประสบการณ์ผ่านตุ๊กตาในกระบะทราย ระหว่างการบำบัดเขาสามารถหยุด หรือเปลี่ยนตัวตุ๊กตาได้ทุกเมื่อ
การบำบัดลักษณะนี้ผู้รับการบำบัดจะรู้สึกปลอดภัยได้ง่าย ปลอดภัยทั้งจากการทำงานในกระบะทรายที่ไม่ต้องเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่แสดงออกมาผ่านภาพและตุ๊กตา ปลอดภัยจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับการบำบัดและผู้บำบัดที่มั่นคง และปลอดภัยจากการทำงานที่เป็นทิศทางบวกโดยใช้ Satir เมื่อคนเรารู้สึกปลอดภัย เราจะกล้าไปในประสบการณ์ที่ยากในการไปถึงได้ง่ายขึ้น เช่น ความเจ็บปวด บาดแผลทางใจ ก็จะทำให้การทำงานในระดับลึกได้ง่ายขึ้น”
“ตัวอย่างเช่น คนไข้บางคนนั้นพูดออกมาได้ยากมาก ว่าโดนพ่อเลี้ยงกระทำอะไรมา แต่พอให้เลือกตุ๊กตาแสดงถึงเรื่องราวที่ไม่สบายใจ เขาเลือกตัวพ่อเลี้ยง เขาเล่าว่าผู้ชายคนนี้มันแย่มากเลย ทำตัวเหมือนรักลูกมาก แต่จริง ๆ แล้วมันลามกมาก เขาสามารถเล่าออกมาได้ง่ายมากหากเป็นการเล่าผ่านตุ๊กตา สิ่งที่แสดงในกระบะทรายคือสิ่งที่อยู่ในใจเรา
ผู้บำบัดมีส่วนช่วยทำให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ศักดิ์สิทธิ์และปลอดภัย และใช้กระบวนการของซาเทียร์ที่ช่วยเกิดการเปลี่ยนแปลงในใจ แต่แทนที่จะถามเขาโดยตรงว่าเขารู้สึกยังไง เราจะถามที่ตุ๊กตาว่าตัวนี้เป็นยังไง เล่าให้ฟังเกี่ยวกับตัวนี้หน่อย แสดงให้ดูได้ไหมว่าตัวนี้รู้สึกอย่างไร ซึ่งซาเทียร์มีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้และเชื่อในพลังของมนุษย์ และมีการบวนการที่เน้นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางบวก เมื่อใช้หลักการนี้มาผนวก จึงช่วยให้ผู้รับการบำบัดเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในใจ”
“ตุ๊กตาช่วยได้มากที่ทำให้เด็กเข้าถึงประสบการณ์ด้านใน เราสัมผัสถึงพลังในตัวผู้รับการบำบัด คนที่รับการบำบัดเองก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับการพูดเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เขาสามารถที่จะเล่นกับตุ๊กตาและทราย โดยใช้จินตนาการได้อย่างเต็มที่ ร่างกายและสมองอยู่ในภาวะที่ปลอดภัย จากที่เขารู้สึกไม่ปลอดภัย กระบะทรายและกระบวนการในทิศทางบวกจะช่วยให้เขาเข้าถึงสภาวะที่ปลอดภัยขึ้น
เมื่อเข้าถึงภาวะที่เล่นได้อย่างปลอดภัย เขาจะสามารถไปถึงจุดที่เข้าไปได้ยากและเข้าไปได้ง่ายขึ้น เรื่องราวที่ทุกข์ใจก็จะแสดงออกมาได้ง่ายขึ้น ในระหว่างที่เล่น เขาก็สามารถที่จะหยุดได้ทุกเมื่อ และในระหว่างที่เล่นเขาก็สามารถที่จะเอาอะไรออกหรือใส่อะไรอย่างอื่นเข้าไปใหม่ หรือจะย้ายที่ก็ได้ เพราะทุกอย่างที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบะทรายนั้นแสดงถึงสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในใจของเขา”
🩺 เราตั้งคำถามกับหมอเพาต่อไปว่า ถ้าคนที่ไม่เคยเปิดใจในการบำบัดแบบนี้มาก่อน เราจะทำยังไงให้เขาเปิดใจในการเล่นกระบะทรายได้
“มันเป็นธรรมชาติเวลาที่เราเจอกับอะไรที่ไม่คุ้นเคย บางคนก็อาจจะกังวล สงสัยหรือไม่กล้า แต่ว่ามันก็คงเหมือนการบำบัดทุกวิธีที่จะต้องเริ่มจากการที่เขาอยากจะทำบำบัดก่อน เมื่อเราให้ข้อมูลและให้เขาพอเห็นภาพว่าการบำบัดนี้มีหลักการอย่างไร มีวิธีอย่างไร เขาจะพอเห็นภาพมากขึ้น แล้วถ้าเขาอยากที่จะลองทำมัน เราจึงทำบำบัดนี้ด้วยกัน
ในช่วงต้น หมอเองก็จะอธิบายเกี่ยวกับการทำบำบัดแบบนี้ว่า โดยส่วนใหญ่เราใช้สมองซีกซ้ายเป็นส่วนใหญ่ในการคิด วิเคราะห์ การพูด แต่บางทีเราอาจจะรู้สึกว่าบางเรื่องเราพูดมันออกมาได้ยาก การบำบัดโดยใช้กระบะทรายจะเป็นการบำบัดที่ไม่ได้เน้นการพูด แต่เป็นการเข้าถึงสมองซีกขวาที่เกี่ยวการเล่น ภาพ และจินตนาการ การบำบัดชนิดนี้เป็นการบำบัดที่ลึกในระดับจิตใต้สำนึก และทำให้เราเข้าถึงประสบการณ์ของเราได้ง่าย เหมือนบางทีเราเห็นภาพบางอย่าง ไม่ต้องพูดอะไร แต่มันรู้สึกเข้าไปที่ใจได้เลย
การบำบัดชนิดนี้ใช้การเล่นและจินตนาการ เพราะฉะนั้น เราสามารถใช้จินตนาการได้อย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรที่ถูกผิดเลย วิธีการคือ หมอจะบอกโจทย์บางอย่างแล้วให้คุณไปหยิบ ใช้เวลาได้ตามสบาย เลือกตุ๊กตากี่ตัวก็ได้ วางตรงไหนก็ได้ แล้วหมอจะพาคุณทำงานจากตรงนั้น ทีนี้ถ้าโจทย์ตรงไหนที่ให้ไปแล้วไม่เข้าใจก็สามารถถามได้ หรือยังไม่เข้าใจหมอก็อาจจะเปลี่ยนโจทย์ที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
ถ้านึกไม่ออกว่าจะใช้ตุ๊กตาตัวไหนก็อยากชวนให้ลองไปเดินดูก่อน บางทีตุ๊กตาบางตัวก็อาจจะช่วยให้เรานึกออก ในระหว่างที่บำบัด ถ้าอยากจะเปลี่ยนตุ๊กตาตัวไหน รู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว จะเอาอะไรออก หรือใส่อะไรเข้ามาใหม่ หรือย้ายที่ก็สามารถทำได้ทุกเมื่อ และในระหว่างที่เล่นกระบะทรายนั้นหากเขารู้สึกว่ามันไม่โอเค ก็สามารถที่จะหยุดได้ทุกเมื่อ คือหมอให้โอกาสให้ผู้รับการบำบัดเป็นอิสระในการเลือกได้ด้วยตัวเอง สร้างความสัมพันธ์ สร้างพื้นที่แห่งความปลอดภัยให้เขาก่อน”
“เคยมีเด็กวัยรุ่นที่บอกว่าไม่รู้จะพูดอธิบายความรู้สึกยังไง ก็จะเหมาะมาก เพราะเขาสามารถใช้ตุ๊กตาเป็นตัวแสดงถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน ยกตัวอย่างเช่น ให้เลือกตุ๊กตาที่แสดงว่าเขาเป็นอย่างไร เด็กเลือกตุ๊กตามังกรตัวใหญ่ที่กำลังอ้าปากคำราม ผู้บำบัดจะให้เขาเล่าให้ฟังว่ามังกรนี้เป็นอย่างไร เด็กเล่าว่า ‘มังกรตัวนี้โกรธมาก มีพลังมาก พร้อมจะพ่นไฟและทำร้ายคนที่มาทำร้ายเขา’
การที่เด็กเล่าเกี่ยวกับตุ๊กตาตัวนั้น จะทำให้เด็กเข้าถึงประสบการณ์ของตัวเขา ตุ๊กตาตัวเดียวกันแต่ผู้รับการบำบัดแต่ละคนอาจจะมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน เราไม่ได้ใช้การแปลว่าเค้าเลือกตุ๊กตาอันนี้แสดงว่าอะไร แต่เราใช้ตุ๊กตาในการเข้าถึงประสบการณ์ข้างในใจของผู้รับการบำบัด อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ตอนนั้นทำบำบัดเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ซึ่งในตอนสุดท้ายเค้าเลือกก็อดซิลล่ามาวางในกระบะทราย ความคิดแวบแรกของหมอคือ ‘คงจะยังมีบางอย่างที่ยังค้างคาใจอยู่หรือนี่’ แต่พอถามเค้าให้เล่าเกี่ยวกับก็อดซิลล่า
เค้าเล่าว่า ‘นี่คือก็อดซิลล่าที่กำลัง เข้มแข็งและพร้อมที่จะเดินหน้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง’ ซึ่งนี่แหละเป็นการเข้าถึงประสบการณ์ข้างในของเขาในการทำการบำบัด ไม่ใช่การตีความจากผู้บำบัด”
“เคยมีเคสหนึ่ง ในช่วงต้นของการบำบัดเขาเลือกตุ๊กตาที่แสดงถึงตัวเขา คือ สิงโตที่มีความโกรธ ซึ่งในระหว่างที่บำบัดอยู่นั้น เขารู้สึกว่าเขากลัวสิงโตตัวนี้จัง แต่พอสุดท้ายเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง เขาก็พูดออกมาว่า ‘หมอเอาอะไรใส่เข้าไปในสิงโตตัวนี้รึป่าวเนี่ย ทำไมหน้ามันเปลี่ยนไป สิงโตตัวนี้รู้สึกไม่เหมือนเดิม ทำไมมันดูใจดี ดูมีความสุขขึ้น’ คือจริง ๆ หมอไม่ได้เล่นของอะไรหรอก แต่เป็นประสบการณ์จากข้างในของเขาที่เปลี่ยนไป จึงรู้สึกต่อตุ๊กตาเปลี่ยนไป”
“แต่การบำบัดทุกรูปแบบก็มีข้อดีในแบบของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับการบำบัดรู้สึกว่าวิธีนี้เข้ากับเขาไหม ได้ผลสำหรับเขาไหม ที่ผ่านมามีทั้งคนที่รู้สึกชอบกับการบำบัดแบบนี้ รู้สึกสนุก เกิดการเปลี่ยนแปลง อยากมาบำบัดอีก บางทีคนไข้ที่มาจากต่างจังหวัด ถ้าใช้การพูดอาจจะต้องใช้เวลา ก็เลยใช้การบำบัดแบบกระบะทราย ในเคสนั้นก็พบว่าช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
แต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบ มันยาก ไม่เข้ากับเขา รู้สึกว่าการบำบัดแบบนี้ยากไป ไม่รู้จะให้เลือกอะไร ไม่เข้าใจ แปลว่าอะไร คือถ้าเขาใช้สมองซีกซ้ายเป็นส่วนใหญ่ในชีวิต อาจจะยากสำหรับเขาในการใช้จินตนาการ มันไม่คุ้นเคย เขาก็จะถามว่ามันแปลว่าอะไร คำถามนี้ไม่เข้าใจ ถ้ากรณีนี้ก็อาจจะไม่เหมาะกับวิธีการนี้ เพราะฉะนั้น หมอก็จะบอกตั้งแต่แรกเลยว่า ‘ลองทำดูก่อน’ แล้วถ้าเกิดรู้สึกว่า ทำแล้วมันไม่เวิร์ค มันไม่ใช่ มันไม่เข้า หมอก็มีวิธีการอื่นอีกที่สามารถบำบัดให้เขาได้ เขาไม่จำเป็นต้องชอบ
โดยทั่วไปเมื่อบำบัดเสร็จก็จะถามเข้าว่า หลังบำบัดแล้วเป็นอย่างไรบ้าง การทำกระบะทรายครั้งแรกของเขาเป็นอย่างไร ให้เขาบอกได้ตามตรง เพราะการบำบัดทุกอย่างก็มีศักยภาพของตัวมันเอง แต่ไม่ได้แปลว่าจะต้องเหมาะกับทุกคน บางคนอาจจะชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้ แต่ก็เชิญชวนให้ลองสังเกตดู การเปลี่ยนแปลงอาจจะดำเนินไปหลังจบชั่วโมงบำบัด”
🩺 การบำบัดแบบนี้กับวิธีที่เราได้บอกเล่า พูดคุย ปรึกษากันในเรื่องต่าง ๆ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ
“ในสังคม การมีพื้นที่ปลอดภัยและความสัมพันธ์กับใครสักคนที่ดีที่เราสามารถเล่าหรือระบายสิ่งที่รู้สึกก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก มันสำคัญที่เราจะมีความสัมพันธ์กับผู้คนและมีพื้นที่ปลอดภัย แต่การทำจิตบำบัดคือการช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้รับการบำบัด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ข้างใน ความรู้สึก ความคิด หรือพฤติกรรม
ซึ่งถ้ายิ่งเป็นการบำบัดที่ลึกจากประสบการณ์ข้างในก็จะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งพฤติกรรม อารมณ์ ความคิด ไปถึงพลังในชีวิต เพราะฉะนั้น จุดมุ่งหมายและความสัมพันธ์ของทั้งสองอย่างอาจจะไม่เหมือนกัน ความสัมพันธ์ของเพื่อนที่รับฟังกันและความสัมพันธ์ของผู้รับการบำบัดและผู้บำบัดก็ไม่เหมือนกัน จุดมุ่งหมายของเพื่อนที่ได้ระบายและมีคนรับฟังในฐานะเพื่อน และจุดมุ่งหมายของการบำบัดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านในก็แตกต่างกัน”
“บางกรณี เช่น ผู้รับการบำบัดที่มีความซับซ้อนจากปมในวัยเด็ก จากประสบการณ์ที่แม่เคยพูดกับเขาว่า ‘เขาไม่น่าเกิดมาเลย’ มันทำให้รู้สึกว่าไม่มีค่าในตัวเองมาตลอด บางคนถึงกับซึมเศร้าหรืออยากฆ่าตัวตาย การได้ระบายความรู้สึกก็อาจจะช่วยได้ แต่การเล่าซ้ำ ๆ ถึงประสบการณ์ที่เป็นบาดแผลนั้นไม่ช่วยอะไร เพราะจะยิ่งทำให้สิ่งที่ฝังไว้มันยิ่งลึกลงไปมากกว่าเดิมเสียอีก
เพราะมันคือการขุดขึ้นมาเล่าซ้ำ ๆ โดยที่ไม่ได้มีกระบวนการเยียวยา เพราะฉะนั้นในฐานะจิตแพทย์จึงพยายามหาหนทางที่ทำให้ผู้รับการบำบัดเกิดการเปลี่ยนแปลง ลดบาดแผลทางใจซ้ำ ๆ ซึ่งมีหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับว่าทฤษฎีนั้นมีหลักการ วิธีการอย่างไรในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”
🩺 เคสที่หมอเพาพบบ่อย ๆ เป็นเคสเกี่ยวกับอะไรคะ
“ตอนนี้เคสที่ทำบำบัดส่วนใหญ่ก็จะเป็นเคสที่มีบาดแผลทางด้านจิตใจ ในเด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่ มีความคิดว่าอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง วิตกกังวล หรือมีความกลัวที่เกิดจากประสบการณ์เก่า บางคนรับประทานยาและปรับขนาดยามาหลายปี รู้สึกว่าไม่ดีขึ้น ก็ลองมาบำบัดด้วยวิธีนี้ดู ก็ช่วยทำให้เขารู้สึกว่ามันช่วยให้เขาเปลี่ยนแปลง”
“หมอมองว่าการบำบัดชนิดนี้เป็นทางเลือกหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วย บางเคสใช้เวลาไม่นาน บางเคสต้องไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ทุกครั้งที่ผู้รับการบำบัดเกิดการเปลี่ยนแปลง หมออยากขอบคุณ Satir ที่คิดค้น Satir Model, Dr.Madeleine ที่คิดค้น NSST และ Dr.Shapiro ที่คิดค้นการบำบัดแบบ EMDR มาก ๆ เลย สิ่งที่เค้าคิดค้นนั้นสามารถทำการบำบัดและช่วยเหลือมวลมนุษยชาติได้มากมาย”
เราจบการสัมภาษณ์ด้วยภาพสุดท้ายของการวางตุ๊กตาลงในกระบะทรายของน้องเพนนี เราคงบอกไม่ได้ว่าตุ๊กตาแต่ละตัวหมายความว่าอย่างไร แต่การมาเล่นกระบะทรายของน้องเพนนีในวันนี้ ทำให้เราและผู้อ่านได้เห็นภาพตัวอย่างในการบำบัดด้วยกระบะทรายได้ชัดเจนมากขึ้น ทีมงาน @Rama ต้องขอขอบคุณน้องเพนนีด้วยค่ะ
ขอขอบคุณ
หมอเพา : ผศ. พญ.พลิศรา ธรรมโชติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
น้องเพนนี : ด.ญ.เพนนี เกรนเจอร์ ที่มาร่วมเล่นกะบะทรายกับพวกเรา
สถานที่ : หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกจิตเวชผู้ใหญ่และเด็ก ชั้น 2 อาคาร 4
*EMDR Therapy (Eye Movement Desensitization and Reprocessing) คือจิตบำบัดรูปแบบหนึ่งที่เป็นการบำบัดเพื่อคลี่คลายบาดแผลทางใจและความทรงจำที่รบกวนใจ
**NSST - Neuroscience and the Satir Model in the Sand Tray (การบำบัดด้วยถาดทรายแนวซาเทียร์และประสาทวิทยาศาสตร์) คือการบูรณาการจิตบำบัดซาเทียร์ (Satir Model) ที่เน้นความรู้สึกและคุณค่าตนเอง พลังชีวิต การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางบวก เข้ากับการสร้างภาพในถาดทราย (Sand Tray) โดยใช้หลักการทำงานของสมองเพื่อเยียวยาบาดแผลทางใจ (Trauma) ปลดล็อกปมขัดแย้ง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงลบสู่การเติบโต
***Satir Model (ซาเทียร์) คือแนวคิดจิตบำบัดและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่พัฒนาโดย เวอร์จิเนีย ซาเทียร์ (Virginia Satir) มุ่งเน้นการเยียวยาภายใน การเติบโตส่วนบุคคล และการสื่อสารอย่างสอดคล้อง (Congruence) โดยใช้โมเดล “ภูเขาน้ำแข็ง” (Iceberg Metaphor) ในการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ความคาดหวัง ความปรารถนาลึก ๆ ในใจ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โฆษณา