Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
@RAMA
•
ติดตาม
9 พ.ค. เวลา 07:00 • ปรัชญา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
Delete ความทุกข์ Save ความสุข
Volume : ฉบับที่ 60 เดือนเมษายน 2569
Column : ThinkPlus
Writer Name : รศ. พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
วันก่อนมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องหนึ่ง พระเอกมีพลังวิเศษสามารถ “อ่านความทรงจำ” และ “ลบความทรงจำ” ของคนอื่นได้ เนื่องจากพระเอกเป็นตำรวจ จึงใช้พลังนี้อ่านความทรงจำของผู้ร้าย ทำให้จับคนร้ายได้ง่ายขึ้น แต่พลังนี้ก็มีสิ่งที่ต้องแลก…
ทุกครั้งที่พระเอกอ่านความทรงจำของผู้ร้าย เขาต้องรับเอาความทรงจำเลวร้ายเหล่านั้นเข้ามาไว้ในสมองของตัวเอง ภาพความโกรธ ความเจ็บปวด ความรุนแรง ทุกอย่างกลายเป็นความทรงจำของเขาไปหมด สุดท้ายสมองของเขาแทบรับไม่ไหว และเขาก็ล้มป่วยลงในที่สุด ดูหนังจบแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าในชีวิตจริง เรามีพลังวิเศษแบบนั้นบ้างล่ะ ?
พลังที่สามารถ “เลือกเก็บ” หรือ “ลบ” ความทรงจำของตัวเองได้ เราจะเลือกทำอย่างไร ?
ในชีวิตของคนเรานั้น ย่อมมีทั้งความทรงจำที่ทำให้สุข และความทรงจำที่ทำให้ทุกข์ ถ้าเราสามารถลบความทรงจำที่ทำให้เราเจ็บปวด เหลือไว้แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้ก็คงจะดีไม่น้อย แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่มักทำตรงกันข้าม เรามักเก็บความทรงจำที่ทำให้ทุกข์ไว้กับตัว แม้จะผ่านไปหลายสิบปี ความทรงจำนั้นยังจำได้ชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน พอนึกถึงทีไร ความโกรธ ความเจ็บปวด ก็กลับมาอีกทุกครั้ง พอเก็บมันไว้มากเข้า จนบางทีเรากลับลืมความทรงจำดีดีที่เคยมี ไปเสียแล้ว
ถ้าเปรียบสมองของเราเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง มันก็มีหน่วยความจำจำกัดเหมือนกัน เราเองนี่แหละ ที่ต้องเป็นคนเลือกว่าจะ “เก็บอะไรไว้” และ “ลบอะไรทิ้ง” ถ้าเก็บทุกอย่างเอาไว้หมด วันหนึ่งคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ก็อาจจะพังไปได้เหมือนกัน
ถ้าอย่างนั้น … เรามาลอง “ลบ” เรื่องที่ทำให้เราเศร้า และเลือกเก็บเรื่องดีดีเอาไว้กันดีไหมคะ แน่นอนว่า ประสบการณ์บางอย่างก็ยังมีประโยชน์เพราะเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระมัดระวัง และไม่ทำผิดหรือพลาดซ้ำอีก แต่เราอาจเลือกเก็บ “บทเรียน” ไว้ และ ลบเพียง “อารมณ์ที่ทำให้ทุกข์” ออกไป
ขั้นตอนแรกของการลบความทรงจำที่ทำให้ทุกข์ คือการเรียนรู้ที่จะ “ปล่อยวาง” และ “ให้อภัย” หลายคนอาจจะถามว่า ในเมื่อเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เราไม่ได้ทำผิด แล้วทำไมเราต้องเป็นฝ่ายที่ให้อภัย ? คำตอบก็คือ การให้อภัยนั้น ไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น แต่ทำ “เพื่อตัวเราเอง” เพราะคนที่ทำผิด เขาย่อมต้องรับผลของการกระทำนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะให้อภัยเขาหรือไม่ก็ตาม กรรมของเขา ก็เป็นเรื่องที่เขาต้องรับไป แต่ถ้าเรายังแบกความโกรธ ความเจ็บปวดเอาไว้
คนที่ต้องแบกมันอยู่ทุกวันก็คือ “เรา” ไม่ใช่ “เขา” ทั้งที่เราไม่ได้ทำผิด แต่เราต้องมาทุกข์เพราะคนอื่น อันนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับเราเหมือนกัน ความทุกข์ที่อยู่กับเราก็เปรียบเหมือนเราถือก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ไว้ในมือ ถือแป๊บเดียวอาจไม่หนัก แต่ถ้าเราถือไว้นาน ๆ ไม่ยอมปล่อย ก้อนหินก้อนเดิมนั้นจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเหมือนกับเราถือก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนนึงเลยทีเดียว .. สิ่งที่ทำให้เราเบาได้ คือ “วางมันลง” ดูเป็นอะไรที่ง่าย อาจทำได้ยาก แต่ถ้าเราคิดที่จะลองทำ มันก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนะคะ
ผู้เขียนเองก็เคยมีเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจอยู่ไม่น้อย มีหลายเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ไม่ถูกใจ นึกถึงทีไรก็ทุกข์ทุกทีด้วยความที่เป็นคน “โมโหช้า” บางทีเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหนึ่งวัน เพิ่งเริ่มรู้สึกโกรธ
ข้อดีคือไม่ค่อยทะเลาะกับใครเพราะคิดคำเถียงไม่ทัน แต่ข้อเสียคือมักเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน ไม่ได้ระบายออกมา วิธีหนึ่งที่ผู้เขียนเคยใช้คือ “การเขียนจดหมาย” เขียนทุกอย่างที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา เพื่อระบายความรู้สึก สิ่งที่เก็บกด ตอนแรกเขียนเพื่อจะส่งให้คู่กรณีอ่าน เพราะเถียงไม่ทัน แต่พอเขียนจบ ความโกรธมันลดลง ใจเริ่มสงบขึ้น และ “สติ” ก็กลับมา พอมีสติ ก็เริ่มคิดได้ว่า
ถ้าส่งข้อความนั้นไป ผลเสียที่ตามมาคืออะไรบ้าง สุดท้าย…ก็ไม่เคยได้ส่งเลยสักครั้ง..
การเขียนแบบนี้อาจยังไม่ใช่การปล่อยวางที่แท้จริง แต่มันเป็นเหมือนการปลดปล่อยอารมณ์ในช่วงแรก ช่วงที่อารมณ์กำลังจะระเบิด เราก็ทำให้มันเย็นลง หลังจากนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “การให้อภัย” ที่ผู้เขียนเลือกให้อภัย ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเปลี่ยนไป แต่เพราะอยากให้ตัวเองมีความสุข ไม่อยากวนเวียนอยู่กับความทุกข์แบบเดิมอีก
เทคนิคที่ใช้ก็คือพยายามมองหา “ความดีเล็ก ๆ” ในตัวของคนคนนั้นถึงมันจะน้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั่วไป แต่เราสามารถขยายมันให้ใหญ่ในมุมมองของเราได้ ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง บางครั้งก็สำเร็จแค่ช่วงสั้น ๆ แต่เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มปล่อยวางได้เร็วขึ้น และเมื่อให้อภัยได้จริง ๆ ใจมันจะเบาขึ้นทันที สิ่งที่หนักอยู่ในอก เหมือนมีคนมายกมันออกไป เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่ตอนนี้มีบางเหตุการณ์ที่คนอื่นยังจำได้ว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำ
แต่ผู้เขียนกลับจำไม่ได้แล้ว ไม่แน่ใจว่าสมองลบมันไปตั้งแต่เมื่อไร ผู้เขียนเดาว่าสมองคงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรจำ ไม่เป็นประโยชน์ ลบไปเลยดีกว่า..
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราจำความทุกข์ได้ชัดก็เพราะเรา repeat มันหลายครั้ง เราเล่าให้คนอื่นฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเรื่องนั้นเหมือนถูกบันทึกซ้ำลงในสมองครั้งแล้วครั้งเล่า การเล่าให้คนอื่นฟังไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าเล่าหลายครั้ง เราก็อาจต้องโกรธ หรือทุกข์ซ้ำหลายรอบ เพื่อนบางคนฟังแล้วใส่อารมณ์ไปกับเรา เราก็โมโหอีกรอบ บางคนฟังแล้วกลับไม่โมโหกับเรา เรากลับไปโมโหเพื่อนแทนก็มี
มาถึงจุดนี้การเขียนจดหมายถึงตัวเองอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกของตัวเองได้มากขึ้น อีกทั้งยังได้ระบายมันออกมา เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่มีใครเข้าใจเราได้ดีเท่าตัวเราเอง .. มีคนเคยถามผู้เขียนว่าอย่างนี้แสดงว่าเราไม่ควรโมโหเลยสิ หากคุณทำได้แบบนั้นคือดีที่สุดเลยค่ะ แต่ถ้าเรายังเป็นมนุษย์ปุถุชนก็คงยากที่จะห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ให้โมโห เพราะฉะนั้นหากเราโมโห ก็แค่พยายามทำให้มันสั้นที่สุด
ขั้นแรกที่จะช่วยมาก ๆ คือ มีสติและให้รู้สึกตัวว่าเรากำลังโมโห หลายคนโมโหเร็วมาก สติยังตามมาไม่ทัน เกิดผลเสียหายหลายอย่างไปแล้ว เจ้าตัวยังไม่รู้เท่าทันว่าตอนนั้นกำลังโมโหหรือทำอะไรอยู่ แต่ถ้าเรารู้เท่าทันความรู้สึกตัวเอง ความโมโหมันจะเบาลงเรื่อย ๆ ค่ะ ผู้เขียนแนะนำให้ฝึกหายใจเขาออกลึก ๆ ยาว ๆ หลาย ๆ ครั้ง วิธีนี้จะช่วยลดความโมโหได้ดีเลยค่ะ
เมื่อเรามีงานและความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น สิ่งนี้กลับมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือสมองเรามี “ความทรงจำใหม่ ๆ” เข้ามาตลอดเวลา เมื่อสมองต้องเลือก มันก็มักจะลบเรื่องที่ไม่สำคัญออกไป โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้เราเป็นทุกข์ หากท่านผู้อ่านไม่ได้ทำงานแล้ว ก็สามารถหาความทรงจำใหม่ ๆ ที่ดีดีได้ จากการอ่านหนังสือ อ่านบทความดีดี หรือคุยกับคนที่มองโลกในแง่ดีก็ได้เหมือนกันนะคะ ที่เขียนข้างต้นเพราะพออายุมากขึ้นผู้เขียนก็ลืมอะไรหลายอย่างที่ผ่านมาจริง ๆ ค่ะ
โชคดีที่เลือกที่จะลืมสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ บางครั้งผู้เขียนดูหนังเรื่องเดิมซ้ำอีกรอบ ก็ยังตื่นเต้นเหมือนดูครั้งแรก เพราะจำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว หรือลืมว่าวางของไว้ที่ไหนอยู่บ่อย ๆ ผู้เขียนยังเคยแอบกังวลเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือเปล่า
แต่เพื่อนที่เป็นจิตแพทย์อธิบายว่าผู้ป่วยโรคนี้มักจะลืม ความจำระยะสั้น (recent memory) ก่อน เช่น ลืมบทสนทนาที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือมักถามคำถามเดิมที่เพิ่งถามไปซ้ำ ๆ ซึ่งต่างจากการลืมเพราะเราไม่ได้ตั้งใจจดจำตั้งแต่แรก เช่น เอากุญแจไปวางไว้ แล้วจำไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน เพราะตอนวาง เรากำลังคิดเรื่องอื่นอยู่
แต่ถ้าเราบอกสมองว่า “สิ่งนี้สำคัญ ต้องจำให้ได้” สมองก็จะบันทึกความทรงจำนั้นทันที ดังนั้นเมื่อเข้าใจหลักการนี้แล้ว
เราคงไม่จำเป็นต้องมีพลังวิเศษเหมือนพระเอกในหนังนะคะ เพราะจริง ๆ แล้ว เราทุกคนสามารถเลือกเก็บ หรือเลือกปล่อยความทรงจำบางอย่างได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงแค่เรา “เข้าใจ” หลักการ “ยอมรับ” ที่จะให้อภัยและปล่อยวาง และหมั่น “ฝึกฝน” เมื่อเวลาผ่านไป เราจะกลายเป็นคนที่มีความสุขมากขึ้น เพราะเราเลือกเก็บแต่ความทรงจำดีดีเอาไว้ค่ะ ...
อ่านเพิ่มเติม
rama.mahidol.ac.th
Delete ความทุกข์ Save ความสุข
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย