6 พ.ค. เวลา 12:00 • ธุรกิจ

สรุปมหากาพย์ Itanium ตำนาน CPU ที่แพงที่สุดและแป้กที่สุดของ Intel

ถ้าพูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาล มีคนเก่งระดับหัวกะทิรวมตัวกันอยู่ และครองส่วนแบ่งการตลาดแบบแทบจะผูกขาด
หลายคนคงคิดว่าบริษัทแบบนี้แทบจะไม่มีโอกาสก้าวพลาดได้เลย…
แต่ความจริงแล้วมันมีโอกาสเสมอ และมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Intel
ย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายนปี 1994 มีการประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ใน Silicon Valley
เป็นการจับมือกันระหว่าง Intel และ Hewlett-Packard เพื่อสร้าง CPU เจเนอเรชันใหม่…
โปรเจกต์นี้ถูกขนานนามว่าเป็น “The Great Successor” หรือผู้สืบทอดที่ยิ่งใหญ่ โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Itanium” ซึ่งเมื่อนับไปจนถึงปี 2002 Intel ทุ่มเงินเดิมพันกับโปรเจกต์นี้ไปสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เกิดอะไรขึ้นกับเงินมหาศาลก้อนนี้ ทำไมโปรเจกต์ที่ดูเหมือนจะไร้เทียมทานถึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพง เรื่องนี้มีเบื้องหลังที่น่าสนใจซ่อนอยู่
ในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990 Intel คือราชาผู้ปกครองโลกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สถาปัตยกรรม x86 ของพวกเขาคือมาตรฐานที่คอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่องบนโลกต้องใช้…
คอมพิวเตอร์ PC จำนวน 4 ใน 5 เครื่องที่ขายในตลาดใช้ CPU ของ Intel ยอดขายที่ถล่มทลายนี้ทำให้พวกเขามีเงินทุนในการสร้างโรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยและมีต้นทุนต่ำที่สุด
การจับมือกันระหว่างระบบปฏิบัติการ Windows ของ Microsoft และชิปของ Intel สร้างสิ่งที่วงการเรียกว่าพันธมิตร Wintel ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงสูงตระหง่านที่ยากจะมีใครปีนข้ามไปได้
แต่แม้จะยืนอยู่บนจุดสูงสุด ผู้บริหารของ Intel กลับเริ่มมองเห็นปัญหาที่กำลังจะตามมา นั่นคือขีดจำกัดของระบบ 32-bit…
ในเวลานั้น CPU ของ Intel ทำงานบนระบบ 32-bit ซึ่งข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดคือมันสามารถรองรับหน่วยความจำ หรือ RAM ได้สูงสุดเพียงแค่ 4 Gigabytes เท่านั้น
สำหรับคนทั่วไปในยุคนั้น RAM ขนาด 128 Megabytes ก็ถือว่าหรูหรามากแล้ว ไม่มีใครคาดคิดว่าคอมพิวเตอร์ตามบ้านจะต้องการ RAM เกิน 4 Gigabytes ในอนาคตอันใกล้…
แต่เรื่องนี้กลับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับลูกค้าองค์กรระดับสูง พวก Workstations ที่ใช้ทำงานกราฟิกหนักๆ หรือ Web servers ที่ต้องประมวลผลข้อมูลระดับมหาศาล
เครื่องจักรราคาแพงเหล่านี้ต้องการประสิทธิภาพที่สูงกว่านั้นมาก และที่สำคัญคือตลาดกลุ่มนี้เป็นพื้นที่ที่ Intel แทบจะไม่มีจุดยืนอยู่เลย…
ตลาดระดับบนถูกครอบครองโดยชิปสถาปัตยกรรม RISC ของคู่แข่งอย่าง Sun Microsystems และ DEC ทำให้ Intel ต้องการเข้าไปแย่งชิงส่วนแบ่งนี้มาให้ได้
คำถามคือ Intel ควรจะไปต่ออย่างไร ระหว่างการนำสถาปัตยกรรม x86 เดิมมาต่อยอดให้เป็น 64-bit หรือการฉีกตำราทิ้งแล้วเริ่มสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ตั้งแต่ศูนย์…
ท้ายที่สุด Intel เลือกหนทางที่สอง พวกเขาเชื่อว่าสถาปัตยกรรม x86 นั้นเก่าเกินไปและเต็มไปด้วยเทคโนโลยีตกทอดที่รกรุงรัง การต้องแบกรับระบบเก่าๆ ไว้จะกลายเป็นตัวถ่วงในอนาคต
อีกเหตุผลสำคัญคือ Intel เริ่มเหนื่อยหน่ายกับคู่แข่งอย่าง AMD ที่มักจะผลิตชิป x86 ออกมาขายตัดราคาในเวลาไล่เลี่ยกันเพราะข้อตกลงเรื่องสิทธิบัตรที่เคยทำร่วมกันไว้…
Intel คิดว่าถ้าสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ขึ้นมาและถือครองกรรมสิทธิ์ไว้แต่เพียงผู้เดียว พวกเขาก็จะสามารถสลัดคู่แข่งที่คอยเดินตามรอยเท้าให้หลุดลอยไปได้แบบถาวร
เมื่อตัดสินใจจะสร้างสิ่งใหม่ Intel จึงไปจับมือกับ Hewlett-Packard ซึ่งในตอนนั้นกำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีล้ำยุคที่เรียกว่า “VLIW (Very Long Instruction Word)”…
แนวคิดของ VLIW นั้นทะเยอทะยานมาก โดยปกติแล้ว CPU จะต้องมีฮาร์ดแวร์คอยจัดการความซับซ้อนของคำสั่งต่างๆ แต่วิธีนี้จะผลักภาระไปให้กับตัวซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า Compiler แทน
ตัว Compiler จะทำหน้าที่จัดเรียงตารางเวลาและมัดรวมชุดคำสั่งเป็นก้อนใหญ่ๆ ส่งไปให้ CPU ประมวลผลพร้อมกันคราวเดียว เพื่อให้ชิปทำงานได้เร็วขึ้นและใช้ฮาร์ดแวร์น้อยลง…
เมื่อแนวคิดของ Hewlett-Packard มารวมกับเงินทุนและกำลังผลิตของ Intel โปรเจกต์ IA-64 จึงถือกำเนิดขึ้น โดยชิปตัวแรกมีชื่อรหัสว่า Merced ซึ่งต่อมาก็คือ Itanium
ในตอนนั้นความคาดหวังพุ่งสูงทะลุฟ้า นักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่านี่คือจุดจบของ x86 สื่อต่างๆ คาดการณ์ว่าในอีกสิบปี Intel จะเลิกผลิตชิป x86 แบบดั้งเดิม…
ทุกคนเชื่อว่าในอนาคตทั้งอุตสาหกรรมจะต้องย้ายมาใช้ Itanium กันหมด แต่โลกของความเป็นจริงไม่ได้ราบรื่นเหมือนการออกแบบในหน้ากระดาษ
ปัญหาแรกที่ Intel ต้องเผชิญคือความขัดแย้งทางวัฒนธรรมองค์กร Hewlett-Packard เป็นบริษัทที่เน้นการทำงานแบบประนีประนอมหาข้อตกลงร่วมกัน…
แต่ Intel กลับขึ้นชื่อเรื่องการทำงานแบบเผชิญหน้า เอาข้อมูลมาฟาดฟันกันตรงๆ เมื่อสองขั้วมาเจอกัน การทำงานจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียดและล่าช้า
ปัญหาที่สองคือตัวชิป Merced มีความซับซ้อนเกินกว่าที่จินตนาการไว้ การออกแบบมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะผลิตออกมาได้จริงในตอนแรก ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดตัวออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า…
และเมื่อเปิดตัวออกมาจริงๆ ในปี 2001 ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความน่าผิดหวังอย่างรุนแรง
แม้ Itanium จะโฆษณาว่าสามารถใช้งานโปรแกรม x86 แบบเก่าได้ แต่มันเป็นการทำงานผ่านระบบจำลองสภาพแวดล้อม ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างหนัก…
การที่ชิปราคาแพงมหาศาลกลับประมวลผลโปรแกรมเดิมที่ลูกค้าใช้อยู่ทุกวันได้ช้ากว่าชิปราคาถูก ถือเป็นความล้มเหลวในสายตาของผู้บริโภคและนักพัฒนาซอฟต์แวร์
ในขณะที่ Intel กำลังสาละวนอยู่กับความซับซ้อนของ Itanium โลกเทคโนโลยีก็กำลังหมุนเปลี่ยนทิศทางไปอย่างเงียบๆ…
บริษัทยุคอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่อย่าง Google เริ่มมองว่าการซื้อเซิร์ฟเวอร์ระดับสูงราคาแพงมาใช้นั้นไม่คุ้มค่า และเริ่มหันไปหาวิธีการใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่า
สิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีหน้าใหม่ทำคือการนำคอมพิวเตอร์ระดับผู้บริโภคทั่วไปราคาถูกจำนวนมหาศาล มาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า “Compute clusters”…
เมื่อเซิร์ฟเวอร์ตัวไหนเสียก็แค่ดึงออกแล้วเสียบเครื่องใหม่เข้าไปแทนที่ ซึ่งเป็นวิธีที่ทั้งประหยัดงบประมาณและขยายสเกลได้ง่ายกว่ามาก
และเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาถูกเหล่านั้นก็ล้วนใช้ชิป x86 รุ่นเก่าที่ Intel เคยพยายามจะทิ้งมันไปนั่นเอง…
กลายเป็นว่าชิปตระกูล Xeon ของ Intel เองนั่นแหละ ที่กลับมาเติบโตและเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ขวางทางเดินของ Itanium เสียเอง
แต่จุดจบที่แท้จริงของ Itanium ไม่ได้มาจากผลิตภัณฑ์ของ Intel เท่านั้น แต่มันมาจากคู่แข่งที่พวกเขาดูถูกมาตลอดอย่าง AMD…
เมื่อ AMD รู้ว่า Intel จะทิ้ง x86 ไปทำสถาปัตยกรรมใหม่ พวกเขามองเห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ถูกเปิดทิ้งไว้
ผู้ใช้ทั่วไปและนักพัฒนาไม่ได้อยากเขียนโปรแกรมใหม่ทั้งหมดเพื่อสถาปัตยกรรมที่ไม่คุ้นเคย พวกเขาแค่ต้องการให้ระบบเดิมมันทำงานแบบ 64-bit ได้อย่างมีประสิทธิภาพ…
AMD จึงดึงตัว Jim Keller ยอดฝีมือด้านการออกแบบชิปมาซุ่มพัฒนาส่วนต่อขยาย 64-bit ให้กับชุดคำสั่ง x86 เดิม จนออกมาเป็นสเปค “AMD64”
พวกเขาเปิดตัวชิปอย่าง Opteron และ Athlon 64 ซึ่งสามารถรันโปรแกรม 32-bit เดิมได้อย่างรวดเร็ว และยังพร้อมรองรับการทำงาน 64-bit ในอนาคต…
นี่คือการเดินหมากที่ฉลาดล้ำลึก เป็นการพัฒนาต่อยอดแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การบังคับให้ลูกค้าต้องรื้อระบบทิ้งแล้วสร้างใหม่ทั้งหมดเหมือนที่ Intel ทำ
กระแสของ AMD64 ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างล้นหลาม จนในที่สุด Intel ก็ถูกบีบให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก…
ในปี 2004 Intel ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง และประกาศเพิ่มส่วนขยาย 64-bit ให้กับชิป x86 ของตนเอง ซึ่งก็คือการหยิบเอาเทคโนโลยีของ AMD มาปรับใช้นั่นเอง
นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่บริษัทอื่นสามารถเข้ามากำหนดทิศทางของสถาปัตยกรรม x86 เหนือ Intel ได้ ซึ่งนับเป็นตลกร้ายที่เจ็บปวดที่สุด…
เหตุผลแรกสุดที่ Intel สร้าง Itanium ขึ้นมาก็เพื่อหนีจากการถูก AMD แย่งสิทธิ์ในการควบคุมสถาปัตยกรรมนี้ แต่สุดท้ายพวกเขากลับเป็นคนยื่นดาบให้ศัตรูเสียเอง
ในท้ายที่สุด Itanium ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ มีเพียง Hewlett-Packard เท่านั้นที่ยังคงกัดฟันอุ้มชูโปรเจกต์นี้ต่อไปเพราะลงทุนไปมหาศาลแล้ว…
จนกระทั่ง Intel ประกาศยุติสายการผลิต Itanium รุ่นสุดท้ายในปี 2017 และส่งมอบล็อตสุดท้ายในปี 2021 เป็นการปิดตำนานโปรเจกต์ 5 พันล้านดอลลาร์ไปอย่างเป็นทางการ
เรื่องราวทั้งหมดนี้ให้บทเรียนที่ล้ำค่าในโลกธุรกิจ บางครั้งความสำเร็จในอดีตก็กลายเป็นอีโก้ที่ทำให้บริษัทมองข้ามความเป็นจริงของตลาด…
การพยายามสร้างนวัตกรรมพลิกโลกเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่การละทิ้งรากฐานเดิมและบังคับให้ผู้บริโภคเปลี่ยนตามในทันที อาจนำไปสู่หายนะที่คาดไม่ถึง
การเดินเกมแบบค่อยเป็นค่อยไป เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งแบบที่ AMD ทำ กลับกลายเป็นกลยุทธ์ที่สามารถเอาชนะบริษัทยักษ์ใหญ่ได้…
และนี่คือหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เงินทุนมหาศาลไม่อาจซื้อความสำเร็จได้เสมอไป หากปราศจากความเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน
References : [wikipedia,computerhistory,cnet,wsj,arstechnica]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา