6 พ.ค. เวลา 11:15 • ข่าว

กรุงเทพกำลังจะกลายเป็นเมืองที่ร้อนที่สุดในอาเซียนภายในปี2050

กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆที่ลงตัวของเรา กำลังจะกลายเป็นเมืองที่ร้อนที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2050 ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ที่อาจถึงขั้นเป็นอันตรายสำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิต outdoor ในเมืองหลวงของเราในช่วงฤดูร้อนอันโหดร้ายขึ้นทุกวัน
การคาดการณ์นี้ ถูกระบุอยู่ในรายงานชื่อ “Roadmap for Extreme Heat Protection through Passive Cooling in ASEAN Region” โดย ASEAN Centre for Energy ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าวิตกสำหรับคนกรุงเทพว่า เมืองหลวงของไทยกำลังเผชิญวิกฤติคลื่นความร้อนรุนแรงกว่าชาติใดในอาเซียน ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ 21 นี้
ในปี 2025 ที่ผ่านมาพบว่าจำนวนวันที่กรุงเทพอยู่ในเกณฑ์ "ร้อนมาก" หรือ วันที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยเกิน 35 องศา มีอยู่ราวๆ 45 วัน
แต่จำนวนวันที่ร้อนจัดในกรุงเทพมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกจนถึง 120 วันต่อปีภายในปี 2050 ซึ่งหมายความว่าคนกรุงเทพต้องใช้ชีวิตอยู่ในวันแดดร้อนนานถึง 4 เดือนต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในปัจจุบัน ภายในระยะเวลาไม่กี่สิบปีข้างหน้านี้แล้ว
นอกจากจำนวนวันที่อากาศร้อนจัดจะเพิ่มมากขึ้นแล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยก็จะเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย จากเมื่อปี 2000 ที่กรุงเทพเคยมีอุณหภูมิสูงสุด 33.3 องศา แต่ในปี 2050 มีโอกาสที่เราจะต้องอยู่ในอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนในแต่ละวันเฉลี่ยสูงเกินกว่า 38.1 องศา
และเมื่อเทียบกับหัวเมืองอื่นๆ ของเพื่อนบ้านอาเซียน ที่ต่างก็มีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพ อาทิ
โฮจิมินห์ อยู่ที่ 37.7 องศา
มะนิลา 37.2 องศา
กัลลาลัมเปอร์ 36.9 องศา
จาการ์ตา และ สิงคโปร์ จะอยู่ที่ 36.1 องศา
สำหรับปีนี้ 2026 อุณหภูมิหน้าร้อนกรุงเทพ ก็ยังร้อนโหดจัดอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สำนักสิ่งแวดล้อม รายงาน ค่าดัชนีความร้อนของกรุงเทพฯ พุ่งสูงถึง 52 องศา ที่อยู่ในเกณฑ์ "อันตรายมาก" เสี่ยงเกิดโรคลมร้อน และ ฮีทสโตรก กิจกรรมกลางแจ้ง ตากแดดนานๆในช่วงอากาศร้อนเช่นนี้กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนกรุงเทพ
สิ่งที่น่ากังวลคือ อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีผลกระทบโดยตรงกับปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมของคนเมือง
โดยเฉพาะ คนชั้นแรงงาน ที่ต้องทำงานนอกอาคาร หรือ กลางแจ้งหาเลี้ยงชีพที่มีจำนวนมากกว่า 1.3 ล้านคนของประชากรกรุงเทพ
เพราะสภาพอากาศร้อนจัดทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ที่ส่งผลต่อรายได้ ในขณะที่ค่าครองชีพพุ่งสวนทาง จากค่าไฟฟ้า ประปา และสาธารณูปโภค รวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่มักสูงขึ้นในช่วงภาวะอากาศร้อนเกินเกณฑ์ปลอดภัย
ปัญหาที่กล่าวมานั้นจะฉุดผลผลิตมวลรวมของกรุงเทพให้ลดลงได้ถึง 6% ในปี 2050 เท่ากับว่า เรากำลังสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันกับหัวเมืองใหญ่ๆของเพื่อนบ้านอาเซียน ที่มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิน้อยกว่ากรุงเทพ จึงมีโอกาสที่เขาจะมีคุณภาพชีวิต และผลผลิตมวลรวมดีกว่าเรานั่นเอง
นี่คือปัญหาใหญ่ของกรุงเทพ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบอกให้คนกรุงเทพไปเปิดแอร์ หรือ หลบแดดในห้าง
แต่ต้องเร่งแก้ไขเรื่องการลดอุณหภูมิในกรุงเทพอย่างเป็นระบบ และ มีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้มากที่สุด การออกแบบผังเมือง โครงสร้างอาคารที่เน้นแนวคิดเรื่องสถาปัตยกรรมสีเขียว หรือการใช้โมเดล District Cooling System แบบในสิงคโปร์ ที่ใช้ระบบท่อน้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิอาคารโดยไม่ใช้แอร์ เป็นต้น
และในเดือนมิถุนายน 69 นี้ ชาวกรุงเทพก็จะต้องไปเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ (หรือคนเก่า สมัยใหม่) สิ่งที่อยากจะเห็นคือวิสัยทัศน์ และนโยบาย ของผู้ว่าฯ กทม. สมัยหน้า ว่าจะมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาภาวะเมืองร้อนของกรุงเทพออกมาอย่างจริงจัง
เพราะนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาที่จะสามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่จะต้องมีการวางแผนระยะยาวและต่อเนื่อง เพื่อลดอุณหภูมิเมืองกรุงเทพของเราไม่ให้ร้อนไปกว่านี้ ร้อนจนการต้องอยู่ภายนอกอาคารเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และสโลแกน "กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆที่ลงตัว" กลายเป็นคำพูดที่เพ้อฝัน
****************
ติดตามบทความของ "หรรสาระ" เพิ่มเติมได้ที่
Facebook - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
Twitter - @HunsaraByJeans
Blockdit - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
แพลทฟอร์มคุณภาพ ไม่ปิดกั้นการมองเห็นเนื้อหา
****************
แหล่งข้อมูล
โฆษณา