8 ชั่วโมงที่แล้ว • ความคิดเห็น

สิ่งที่ควรรีบทำเมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์

ในหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ได้กล่าวถึง "4 พญามาร" ที่เป็นโรคไม่ติดต่อแต่ส่งผลให้คนในยุคนี้เสียชีวิตได้มากมาย
4 พญามารนั้นได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม
ใน 4 ตัวนี้ โรคสมองเสื่อมเป็นตัวที่น่าหนักใจที่สุด เพราะป้องกันได้ยากและยังไม่มีหนทางรักษา เมื่อเป็นแล้วเรามักทำได้แค่การประคับประคองและดูแลกันไปเท่านั้น
โรคสมองเสื่อมไม่ได้ทำลายผู้ป่วยก่อน เพราะถึงจุดหนึ่งผู้ป่วยจะเข้าสู่สภาวะไม่รับรู้อะไร และมีความสุขในโลกของตัวเอง คนที่รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยต่างหากที่จะพังเสียก่อน
มีบทความหนึ่งใน Substack ของคุณ Vance Frost ที่ว่าอะไรบ้างที่เราควรรีบทำในช่วง 90 วันแรกหลังจากที่คนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อม
จึงขอสรุปเนื้อหามาบางส่วน เพื่อช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจ รวมถึงได้กลับมาอ่านใหม่เพื่อใช้เป็นแนวทางในวันที่โชคไม่เข้าข้างเราครับ
1. ทำหนังสือมอบอำนาจ
เพื่อให้เรามีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินได้อย่างเบ็ดเสร็จ แน่นอนว่ามันอาจดูเหมือนการฮุบสมบัติ แต่มันอาจดีกว่าการที่เราต้องไปให้การต่อหน้าผู้พิพากษาว่าทำไมเราถึงมีสิทธิ์ขายบ้านหลังนี้เพื่อนำเงินมาดูแลพ่อแม่
การขอเป็นผู้อนุบาลผ่านศาลต้องใช้เงินมากมายและเสียเวลาเป็นปี แต่การทำหนังสือมอบอำนาจตั้งแต่วันนี้ใช้เงินเพียงไม่กี่บาท
2. จำกัดการใช้เงิน
ผู้ป่วยสมองเสื่อมคือเหยื่ออันโอชะของมิจฉาชีพ ยิ่งในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยสแกมเมอร์ยิ่งอันตรายเป็นเท่าตัว เราจึงต้องระวังอย่าให้ผู้ป่วยมีบัตรเครดิต อย่าให้มีเงินในแอปธนาคารมากเกินไป บล็อกการกู้เงินออนไลน์ และหมั่นเช็คว่าเขาเผลอสมัครบริการอะไรในมือถือของเขาหรือเปล่า
3. ปรับเปลี่ยนพื้นที่
ให้คิดภาพว่าบ้านของเราเต็มไปด้วยกับระเบิด และความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดคือการที่ผู้ป่วยหกล้มจนกระดูกสะโพกหัก เราต้องเอาพรมออกให้หมดเพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการลื่นล้ม ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ และควรทำพื้นห้องน้ำให้ไม่ลื่น อาจต้องเสียเงินหลักพันหรือหลักหมื่นในตอนนี้ แต่ยังถูกกว่าค่ากายภาพบำบัดเป็นสิบเท่า
4. ติดป้ายไว้ทุกที่
เวลาออกไปข้างนอก ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะหลงทางหรือไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน และจะกลับบ้านยังไง การให้ท่านพกโทรศัพท์มือถืออย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะท่านอาจจะลืมไว้ที่ไหนก็ได้ เราควรมีระบบติดตามตัว (GPS tracker) ที่ไม่ได้แค่ใส่ไว้ในกระเป๋าแต่ควรฝังติดไปกับรองเท้า และควรติดป้ายชื่อและเบอร์ติดต่อไว้บนเสื้อผ้าทุกชิ้น (ใช้แบบรีดติดผ้าถาวรไปเลยก็ดี)
5. พึ่งพาจิตแพทย์
เมื่อผู้ป่วยเปลี่ยนไป ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน เริ่มมีอาการก้าวร้าว ถือของมีคมเดินไปเดินมา หรือเริ่มขว้างปาสิ่งของ การที่เราพยายามนั่งลงพูดคุยกับเขาดีๆ จะไม่ช่วยอะไร เราต้องพาเขาไปหา "จิตแพทย์ผู้สูงอายุ" (Geriatric Psychiatrist) เพื่อให้ช่วยจัดยาให้ เพราะมันเป็นความผิดปกติของสมองส่วนหน้า
6. อย่าหวังพึ่งสวัสดิการรัฐ
รัฐอาจช่วยค่าหมอได้บ้าง แต่รัฐจะไม่ได้ช่วยเรื่องค่าคนดูแล ทั้งการอาบน้ำ ป้อนข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม เราต้องควักเงินจ้างคนดูแล หรือไม่ก็ลาออกจากงานมาดูแลท่านเอง (ซึ่งสุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลย)
7. เล่นไปตามบท
ถ้าท่านเห็นผีอยู่ที่มุมห้อง อย่าไปพยายามอธิบายว่ามันไม่มีอยู่จริง เราทำได้เพียงช่วยไล่มันออกไปซะ
8. เลิกคาดหวังว่าพ่อแม่ของเรายังอยู่
นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด เราต้องโยน "เด็กน้อยในตัวเรา" ทิ้งไป เด็กน้อยที่ยังโหยหาการยอมรับและแววตาที่คุ้นเคยจากพ่อแม่ เพราะคนที่เลี้ยงดูเรามาจะค่อยๆ จากเราไปทีละน้อย เหลือเพียงร่างกายที่ยังดำเนินไปตามกลไกของชีวิต
สิ่งสำคัญคือเราควรมีเมตตาให้มาก อย่าตำหนิตัวเองเวลาที่เราหงุดหงิด และอย่าคาดหวังคำขอบคุณ จงสวมวิญญาณของยอดมนุษย์ที่มีจุดมุ่งหมายในการดูแลท่านให้ปลอดภัย รักษาจิตใจตัวเองให้มั่นคง และดูแลทรัพย์สินไม่ให้ร่อยหรอ
ผมเองไม่ได้มีประสบการณ์ตรง และเนื้อหาที่นำมาแชร์ด้านบนก็เป็นของต่างประเทศ อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ ดังนั้นสามารถท้วงติงและให้ความเห็นเพิ่มได้เลยนะครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครับ
-----
ป.ล. ภาวะสมองเสื่อมมีหลายประเภท โรคอัลไซเมอร์เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด
ขอบคุณเนื้อหาจาก
Vance Frost: Your Parent Has Dementia. Here’s the $405,000 Survival Guide Nobody Gave You.
Outlive ตอนที่ 4 – โรคอัลไซเมอร์
โฆษณา