7 พ.ค. เวลา 05:26 • ความคิดเห็น

1001 วันของวงจรชีวิตไก่งวง

“ ก็เราเคยทำกันมาแบบนี้ “ ภาษาไก่งวง …
เมื่อเดือนก่อนผมเพิ่งได้คุยกับเพื่อนในวัยใกล้เคียงกันถึงความยากลำบากของน้องๆ รุ่นหลังที่กำลังต้องต่อสู้ดิ้นรนกับการมาถึงของเทคโนโลยี เศรษฐกิจก็ไม่ดี ทำมาหากินอะไรก็ลำบาก แล้วสรุปกันว่าเออพวกเรานี่โชคดีนะน่าจะรอดละ ผมเองก็มีอะไรทำอยู่บ้าง
เพื่อนผมก็บอกว่าบริษัทที่ทำงานนั้นมั่นคงมาก เจ้าของใจดี ดูแลดี กำไรก็ดี อยู่มาสามสิบปีละ คงจะเกษียณที่นี่แหละ
เมื่อวานเพื่อนผมคนนี้เพิ่งโทรมาบอกว่า เออกูโดนให้ออกละว่ะ มีอะไรให้ทำบอกด้วยนะ…
สามสิบปีของเพื่อนผมทำให้นึกถึงเรื่อง 1001 วันของไก่งวงขึ้นมา
Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือ black swan อันโด่งดังเคยเล่าเรื่องวงจรชีวิตของไก่งวงที่ถูกเลี้ยงไว้สำหรับฉลอง thanksgiving day ที่สหรัฐไว้อย่างน่าสนใจ
“ลองนึกถึงในมุมชีวิตที่มีความสุขของไก่งวง วันหนึ่งๆ ก็จะมีชาวนามาให้อาหารทุกวันเพื่อขุนให้อ้วนพี ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งทำให้ไก่งวงมั่นใจขึ้นเรื่อยๆถึงธรรมชาติแห่งชีวิตแสนสุขว่าทุกวันนั้นจะมีอาหารมาป้อนให้กินทุกวันด้วยมนุษย์ผู้แสนจะเป็นมิตรที่คอยดูแลสารทุกข์สุขดิบให้
เวลาผ่านไปพันวัน จู่ๆบ่ายวันหนึ่งก่อนเทศกาลขอบคุณพระเจ้าสองวัน มนุษย์ผู้ที่ไก่งวงคุ้นเคยนั้นก็มาอุ้มตัวเจ้าไก่งวงนั้นไปเชือด.. ลองคิดถึงโลกที่กลับตาลปัตรอย่างไม่ทันตั้งตัวของเจ้าไก่งวงดู “
ทาเลปอธิบายปรากฏการณ์นี้ง่ายๆด้วยกราฟที่เรียกว่า “ 1000 and 1 days in the life of a thanks giving turkey “ ซึ่งผมเห็นกราฟนี้ครั้งแรกจากการบรรยายในคลาสเอบีซีของคุณแมน สรวิศ แห่ง band protocol
กราฟนี้โชว์ความสุขสบายของไก่งวงที่ค่อยๆเพิ่มแบบไม่มีสะดุดมาเป็นเวลาพันวันก่อนที่จะปักหัวดิ่งในวันสุดท้าย คุณทาเลปสรุปข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่าว่า ถ้าพิจารณาดีๆแล้ว ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของเจ้าไก่งวงนี่ขึ้นสูงสุดในจังหวะที่ความเสี่ยงของชีวิตนั้นพีคพอดี … เป็นเรื่องย้อนแย้งที่น่าคิดเป็นอย่างยิ่ง
เหตุการณ์แบบวงจรชีวิตไก่งวงนี้ ถูกอธิบายในโลกของการเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก ประเทศไทยก็เคยเป็นไก่งวงสมัยปี 1997 ที่ทุกอย่างดูสวยงาม ฟองสบู่โป่งพองขึ้นเรื่อยๆ ซื้อที่ที่ก็ขึ้น ซื้อหุ้นหุ้นก็ขึ้น บริษัทกู้หนี้ยืมสินมาอย่างเต็มที่เพราะแค่กู้มาฝากก็กำไรง่ายๆ โลกดูใจดีกับประเทศไทยเป็นพิเศษ
จนถึงวันที่ประกาศลดค่าเงินบาท ทุกอย่างก็พังทลายลงในเช้าวันนั้น ส่วนโลกของตลาดหุ้นก็มีมาให้เห็นเรื่อยๆ หุ้นที่ถูกลากขึ้นไปจนสูงแล้วถึงวันนึงก็ทิ้งดิ่ง กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่โตเอาโตเอาจนแมงเม่าหลงเชื่อแล้ววันหนึ่งก็ประกาศขาดทุนเละเทะ งบเน่าเหม็น ฉ้อโกง ผู้บริหารถูกฟ้อง ถึงตรงนี้ก็อาจจะเริ่มคิดว่าไก่งวงกับแมงเม่าที่น่าจะมาจากสายพันธุ์เดียวกันเอาง่ายๆ
เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เกิดเฉพาะในโลกแห่งการเงินเท่านั้น โลกของธุรกิจที่เคยทำกำไรจากวิธีการเดิมๆมาหลายทศวรรษ ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่มาทำให้สะดุดล้มตายไปได้ อยู่มาวันหนึ่งฟ้าก็ผ่าลงของการมาถึงของคู่แข่งรายใหม่ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ถูกกว่า ไวกว่า เร็วกว่า
หรือแม้แต่ผู้บริหารระดับสูงที่คิดว่าตัวเองสำคัญ บริหารงานมาหลายสิบปี มั่นใจในตัวเองขั้นสูงสุดจนเมื่อถึงวันที่ถูกเรียกไปบอกว่ามีคนใหม่มาแทนอย่างที่ตัวเองไม่เคยเตรียมตัว ไม่เห็นสัญญานอะไรมาก่อน ต้องมาตกม้าตายเอาวันที่อายุเยอะจนไม่รู้จะไปหางานใหม่ที่ไหนได้ง่ายๆอีก
เรื่องราวของสามีที่แต่งงานมาหลายสิบปี ภรรยาอยู่ในโอวาทจนวันหนึ่งก็เดินมาขอหย่าแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ฯลฯ
ผมเองก็เคยเจอเหตุการณ์ไก่งวงแบบนี้ แล้วก็อาจจะเป็นตลกร้ายอยู่เหมือนกันเพราะป้อนตัวเองที่เหมือนไก่งวงด้วยอาหารการกินชั้นดีทุกวัน ไม่กินผัก ไม่กินสายสุขภาพใดๆทั้งสิ้น แถมไม่ออกกำลังอยู่สิบปีตั้งแต่หนุ่มๆ จนอายุสามสิบเจ็ด น้ำหนักก็ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นจนจะแตะร้อย แต่ก็ไม่เคยป่วยอะไรมากมาย ใจก็เริ่มคิดว่ายังมีเวลาอีกหลายปี เดี๋ยวค่อยลดก็ได้ หนุ่มๆ อยู่ก็ไม่น่าเป็นอะไรและก็ไม่เห็นเป็นอะไรด้วย
จนบ่ายวันหนึ่งหลังจากหลายพันวัน กราฟสุขภาพผมก็ตกวูบ คืนนั้นเป็นคืนแรกในชีวิตที่ร่างกายทนไม่ไหว หัวใจเต้นผิดปกติอย่างมากจนต้องไปนอน CCU ต่อด้วย panic disorder โลกที่เคยคิดว่าตัวเองแข็งแรงก็กลับหัวกลับหางภายในพริบตา กว่าจะฟื้นฟูร่างกายเปลี่ยนนิสัยได้ก็หลายเดือนต่อมา
บทเรียนแรกของวงจรไก่งวงนั้นก็คือ เหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่คาดคิดทั้งหลาย หลายๆครั้งมีสัญญานเตือนอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ความสะดวกสบาย ความร่ำรวย และความที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานั้น ทำให้คนส่วนใหญ่ประมาท (complacent) ไม่สังเกตเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนคำเตือน เป็นป้ายเตือนเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพที่ดัชนี BMI ทะลุมานาน เรื่องตำแหน่งใหญ่โต อำนาจที่ถือมานานก็ทำให้คิดว่าตัวเองนั้นยิ่งใหญ่ ด่าใครดุใครสั่งใครก็ได้ สั่งสมความไม่พอใจให้กับคนรอบข้าง
1
เรื่องงานที่บริษัทเริ่มเจอคู่แข่งแบบใหม่ นักการตลาดที่ยึดติดกับวิธีการเดิมทั้งๆที่โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว ต้องเปลี่ยนวิธีซึ่งต้องการคนทักษะใหม่ๆเข้ามาแก้สถานการณ์ เรื่อง business model ที่คิดว่าตัวเองมีฐานลูกค้าแข็งแรง โลกไม่ได้เปลี่ยนขนาดนั้นหรอก เรามีเวลาปรับตัวเสมอ หรือเรื่องการลงทุนที่อาจจะมีคำเตือน มีสัญญานที่ถ้าตั้งใจฟังดีๆ ไม่หูดับด้วยความโลภก็จะเห็น
อำนาจ ความสบายและมั่นคงจนเคยชินนั้นทำให้ตาพร่า คิดเข้าข้างตัวเอง จนในที่สุดก็ไม่ได้เตรียมอะไรเผื่อวันร้ายๆ ตกสวรรค์จนถึงพื้นภายในชั่วพริบตา
บทเรียนที่สองของวงจรไก่งวง ก็คือ การที่ใช้ความรู้ ข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียวมาคาดการณ์อนาคตนั้น ทำให้มีโอกาสที่จะเกิด doomsday แบบไก่งวงได้ โดยเฉพาะโลกแห่ง VUCA ในยุคนี้สมัยนี้ บริษัทที่ทำการวางแผนสามปีห้าปี ตั้งงบประมาณต่างๆ จากข้อมูลยอดขาย กำไรในอดีต แล้วผ่านไปหลายปีก็ยังพอใช้ได้ ซึ่งจะนำมาถึงความเชื่อผิดๆที่คิดว่าตัวเองทำนายอนาคตได้แม่น มั่นใจในแผนที่ไม่ต้องปรับอะไรตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
จนเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงมาถึงก็สายเกินไปที่จะปรับตัว … เหตุการณ์โควิด เหตุการณ์สงครามอิหร่าน ที่ทำให้หลายธุรกิจเจอวิกฤตตกเหวในวันเดียวแบบไก่งวง ธุรกิจสมัยนี้จึงไม่มีใครทำแผนสามปีห้าปีกันอีก วิกฤตโควิดที่ผ่านมา วิกฤตน้ำมันล่าสุดก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดี..
บทเรียนที่สาม เป็นบทเรียนคุณทาเลปสรุปไว้ด้วยประโยคสั้นๆแต่ได้คิดมากๆว่า “Just because you never died before, doesn’t make you immortal“ สิ่งที่เรายังไม่เคยเจอ ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีหรือไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เวลาวางแผน ไม่ว่าวางแผนชีวิต วางแผนการงาน วางแผนธุรกิจ หรือแม้แต่สุขภาพ ก็ต้องคำนึงไว้ในแผนเสมอ และแน่นอนว่ามีหลายอย่างที่เราจะไม่สามารถจินตนาการถึงได้
4
เป็นความรู้ที่อยู่ในประเภทที่เรียกว่า “ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้” แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราดำรงตนอยู่ได้ด้วยความไม่ประมาท ไม่ all in ใส่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง ไม่ทำตัวน่าหมั่นไส้ พยายามเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทำดีต่อผู้คน ดูแลสุขภาพอยู่เสมอ เพราะไม่รู้ว่าวันหนึ่งอะไรจะเกิดขึ้น
กราฟที่คุณทาเลปเขียนขึ้นจึงเป็นกราฟเตือนใจที่ดีสำหรับทุกคนที่เมื่อไหร่ชีวิตรู้สึกดี ไม่เห็นมีอะไรเป็นอุปสรรค ทุกอย่างราบรื่นไปหมด ขอให้ลองคิดเหลี่ยมมุมที่ว่า นี่คือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสุดๆเหมือนไก่งวงหรือไม่ เพราะอาจจะทำให้เราสังเกตสัญญานเตือนบางอย่างได้ดีขึ้น ถ้าไม่ใช่ก็ดีไป ถ้ารู้สึกตะหงิดๆ เห็นอะไรที่ไม่ชอบมาพากลก็จะได้ปรับตัวกันได้ทัน ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่หนึ่งพันหนึ่งเหมือนกับเรื่องราวของไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้ากัน..
แล้วเราจะเริ่มสร้างความรู้สึกตะหงิดๆ กันได้อย่างไร…
ผมเล่าเรื่องนี้ให้ฝ่ายการตลาดที่ยังทำท่าเดิมๆ คิดแบบเดิมในบริษัทที่ผมเป็นกรรมการอยู่ และดูจะเป็นไก่งวงวันที่เก้าร้อยแล้วเพราะไม่ได้เข้าใจวิถีการทำตลาด การคิดท่าใหม่ ช้าและแพงกว่าน้องๆรุ่นใหม่อยู่เยอะมาก วันๆ บ่นแต่งบน้อย คนไม่พอ และชอบพูดภาษาไก่งวงแนว “ก็เราเคยทำกันมาแบบนี้” ไม่คิดจะเปลี่ยนใดๆ เพราะคิดว่าบริษัทกำไรดีอยู่ เจ้าของก็ดูใจดี
เล่าไปก็เหมือนผลักก้อนหิน…
ก็เลยต้องใช้ไม้ตาย บังคับให้ทั้งฝูง เอ๊ย ทั้งฝ่ายไปเห็นโลก เห็นความคิด เห็นวิถีของน้องๆรุ่นใหม่ที่เก่งๆ กันบ้าง ไปให้เห็นโลกที่เปลี่ยนไปขนาดไหนกันแล้วบ้าง
พอดีผมกำลังช่วยออกแบบงาน WTF Festival อยู่ เลยเห็นช่องลองซื้อตั๋วให้น้องๆไปกันปลายเดือนนี้ จะได้เห็นมาตรฐานใหม่ เห็นท่าที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่คุ้นชิน เห็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะมาแทน เผื่อจะปรับตัว ปรับใจอะไรได้ก่อนจะถึงวันที่ 1001 กัน
1
ทำงานนี้เองก็จะอินเอง เลยคิดว่าไม่เฉพาะฝ่ายการตลาดนะครับ ผมคิดว่าใครทำธุรกิจ ซีอีโอ เถ้าแก่ ควรจะไปเห็นกับตาว่าวิถีที่ทำแล้ว “สำเร็จ” ยุคนี้คืออะไร จะได้ยังปรับยังเตือนกันทัน
สำหรับน้องๆฝ่ายการตลาดที่ผมแทบจะยัดบัตรใส่มือ อ้อนวอนให้ไปกัน แล้วต้องไปลุ้นว่าจะเจอกันในงานมั้ย แต่ถ้ายังเลือกจะไถติ๊กต่อก เป็นไก่งวงนอนนิ่ง หายใจทิ้งอยู่บ้าน
อันนั้นก็ช่วยอะไรกันไม่ได้แล้วล่ะครับ…
( https://www.zipeventapp.com/e/WTF-FestivalInto-the-World-of-Outliers ใช้โค้ด “thana” ตอนซื้อก็ลดไปหลายร้อยจากราคาสองพันบาท เขาให้สิทธิมาประมาณนึงครับ )
โฆษณา