7 พ.ค. เวลา 11:33 • ธุรกิจ

สำเร็จหรือล้มเหลว เส้นบางๆของธุรกิจ…

เรื่องจากคนใกล้ตัวผมเอง มาเขียนไว้ เผื่อจะมีประโยชน์บ้าง
เป็นเรื่องของพวกๆ รุ่นน้องที่ทำร้านอาหารกึ่งผับทั้งคู่
กลุ่มนึงไปด้วยสวย ทั้งที่เศรษฐกิจไม่ดี
และมีท่าทีว่าจะโตขึ้นเรื่อยๆด้วย
อีกกลุ่ม ไปไม่รอด ทั้งที่สายป่านดีกว่า
และกำลังพยายามยื้อ ทั้งที่มันไม่ไหวแล้ว
…ความแตกต่างมันนิดเดียวจริงๆครับ จะเล่าให้ฟัง
โดยแยกเป็นข้อๆแล้วกัน จะได้ง่าย….
1) ขายใคร ?
ในหลักการ 4 P ปัจจุบันนี้ เราสามารถตัดบางข้อ
เช่น place (ทำเลสถานที่) ออกไปได้มากพอสมควร
เนื่องจากผู้บริโภคปัจจุบัน มีแนวโน้มรับทราบจากสื่อ
โซเชี่ยลต่างๆ มากกว่าการเห็นด้วยตา
และถ้ามาลองแล้วมันดี ให้อยู่ในหลืบขนาดไหน
คนก็จะตามไปกิน โดยจุดบกพร่องด้านทำเล
จะกลายเป็นจุดเด่น ในแบบที่เรียกกันว่า “ร้านลับ”
แต่สิ่งที่คุณจะตัดออกไปไม่ได้เลย
คือการวางคาแรกเตอร์ของธุรกิจ ให้ชัดเจน
กับกลุ่มเป้าหมาย ว่าจะขายใครมากที่สุด
ดังนั้น คำว่าขายใคร จะเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของธุรกิจ
ในกรณีสองกลุ่มที่ผมเล่า กลุ่มประสบความสำเร็จ
เขาวางคาแรกเตอร์ของร้านชัดเจนมาก ว่าขายกลุ่ม
คนทำงานเจน Y 25-35 เป็นหลัก
เขากำหนดด้วยศัพท์แสงที่ใช้สื่อสารบนโซเชี่ยล
หรือวงดนตรีที่เล่นเพลงที่คนกลุ่มนี้ฟัง
และอาหารก็เป็นอาหารที่คนกลุ่มนี้ชอบ คือแบบฟิวชั่น
และยอดฮิตแบบหมูกรอบ หรือพวกจิ้มชีสทั้งหลาย
ผลจากการสื่อสารที่ตรงใจลูกค้า ทำให้ร้านได้ลูกค้า
ประจำเป็นกลุ่มออฟฟิศที่มาแฮ้งค์เอาท์เป็นจำนวนมาก
และเนื่องจากคนกลุ่มนี้ มักชอบไปไหนเป็นกลุ่มใหญ่
จนฐานลูกค้ามันโตมากขึ้น และถือได้ว่ามาไกลแล้ว
จากจุดเริ่มต้น ที่แทบไม่มีคนรู้จักเลย
ในขณะที่อีกกลุ่ม แรกเริ่มนั้น ก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ว่าอยากได้กลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ พยายามวางคาแรคเตอร์
ร้านแบบนั้น แต่ในช่วงไต่ curve ธุรกิจ กลับเปลี่ยนไป
มองว่าผู้ใหญ่มาน้อยกว่าวัยทำงาน จึงเปลี่ยนลักษณะ
ของคาแรคเตอร์ไปมา จนสุดท้าย กลายเป็นไม่มีคาแรคเตอร์
ปัจจุบัน เลยกลายเป็นว่า พวกเขาไม่มีฐานลูกค้า
แน่นอนเลยสักกลุ่มเดียว….
…โดยสรุปคือ การกำหนดฐานลูกค้า และจุดยืนของธุรกิจ
คือสิ่งสำคัญมาก และไม่ควรเปลี่ยนไปมานั่นเอง….
2) เงินเจ้าของ เงินธุรกิจ ต้องแยกให้ขาด
นี่คือเรื่องสำคัญมาก ถ้าคุณจะทำธุรกิจ
เนื่องจากมันพาธุรกิจเจ๊งมานักต่อนักแล้ว
บางรายยอดดี แต่ไปไม่รอด ก็เพราะเรื่องนี้แหละ
กรณีนี้คือ เจ้าของร้านทั้งสองกลุ่ม คือสายดื่ม
มาร้านก็กินกันทุกวันนั่นแหละ มากน้อยแล้วแต่โอกาส
กลุ่มที่รุ่ง ค่อนข้างชัดเจน พวกเขาจะซื้อของแยกต่างหาก
จากของขายโดยสิ้นเชิง และการให้เครดิตเพื่อนหรือคนรู้จัก
ก็จะเป็นเจ้าของร้าน จ่ายแทนไปก่อน โดยร้านจะไม่มี
บัญชีค้างรับโดยเด็ดขาด นอกจากบางกรณีเช่น ระบบ
E-banking ล่มในเวลานั้น กับลูกค้าที่สนิทจริงๆ
ในมุมกลับ ช่วงตั้งไข่ของธุรกิจ ยอดมันยังไม่ดีนัก
น้องกลุ่มนี้จะชัดเจนเลยว่า การลงทุนหรือการยอมรับ
ความเสี่ยงต่างๆ จะต้องไม่เกินเงินที่กองไว้ของหุ้นที่ลงกัน
และคิดต้นทุนเอาไว้
เช่น เมื่อคนน้อย พวกเขาจะลดความเสี่ยงด้วยการเสริฟเอง
หรือทำหลายๆอย่างเอง เพื่อคุมความเสี่ยงจากรายจ่าย
โดยไม่เอาเงินส่วนตัวมาใส่เพิ่ม ในช่วงที่แย่
ในขณะที่กลุ่มที่เจ๊ง กลับทำในสิ่งตรงข้ามทุกรูปแบบ
และเมื่อพอมีรายรับเข้ามาบ้าง ก็รีบดึงออกไปใช้กัน
มากกว่าการเก็บไว้หมุนเวียน พอขาดก็ใส่ใหม่
หมุนเวียนเป็นแบบนี้ จนสุดท้าย มีเงินจะใส่เข้ามาไม่พอ
ต้องเป็นหนี้ และมีรายรับไม่ทันดอกเบี้ยในที่สุด
…หลายคนมองว่า เจ้าของเงิน ก็คือเจ้าของธุรกิจ
ที่ควรจะมีสิทธิ์ขาดกับบัญชีของธุรกิจ ซึ่งวิธีคิดนี้ผิดมากๆ
และเป็นความผิดพลาดขั้นหายนะ ถ้าคุณทำธุรกิจแบบนี้….
…ในกรณีธุรกิจอื่นๆก็เช่นกัน ถ้าเจ้าของควักเข้า ควักออก
ตลอดเวลา แบบนั้นธุรกิจจะไม่มีวันโตเลย แม้ยอดจะดีก็ตาม
…และหากยอดไม่ดี ก็พาให้เจ็บตัวเสียเปล่าๆ…
3) หยุด เมื่อต้องหยุด
ในการทำธุรกิจนั้น สิ่งสำคัญมากที่สุด คือต้องรู้จักหยุด
เพื่อตัดสินใจ กับทิศทางของตัวเอง
เพราะทุกธุรกิจ จะต้องเจอช่วงดีและร้ายเสมอ
เมื่อถึงจุดร้ายที่สุด และเริ่มรับความเสี่ยงไม่ไหว
สิ่งที่ต้องตัดสินใจมีสองอย่าง คือ ไปต่อไหม
และอย่างไร โดยประเมินจากความเป็นจริง
การไปคาดหวังลมๆแล้งๆ ว่าประคองไว้ก่อน
เดี๋ยวก็ดีขึ้นเองเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะนั่นจะยิ่งเสียหาย
สิ่งนี้เอง ที่จะตัดสินว่าคนทำธุรกิจนั้น จะอยู่หรือไป
และหลายรายที่กลายเป็นหนี้สินหัวบาน ก็เกิดจากจุดนี้
อธิบายง่ายๆ บางครั้งธุรกิจก็เหมือนการพนัน
มันไม่ได้ให้ผลที่เราต้องการเสมอไป
การบริหารเค้าพนันในแต่ละตาที่ลงไป จึงสำคัญ
การฝึกบริหารลักษณะนี้เอง ที่ทำให้คนจีนมองว่า
การเล่นไพ่นกกระจอกนั้น ไม่ใช่เรื่องผิด และควรศึกษา
เพราะเมื่อวันหนึ่ง มีโอกาสทำธุรกิจ จะได้เข้าใจการบริหาร
ทุน ซึ่งถูกแทนด้วยเค้าพนันในเกมส์
จริงๆแล้ว เมื่อธุรกิจเริ่มมีปัญหา ไม่ว่าจะเพราะตัวเอง
หรือผลจากปัจจัยภายนอก การทบทวนลักษณะนี้
จะต้องเกิดขึ้น ว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ไม่ใช่ทำเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ โดยคาดหวังว่า
ประคองไว้ก่อน เดี๋ยวดีขึ้นเอง
โดยมาก ธุรกิจที่มีปัญหาในสองข้อแรก
ยังไงมันก็ไปไม่รอดอยู่แล้ว ด้วยข้อบกพร่องด้วยตัวมันเอง
แต่คนจำนวนมาก เลือกที่จะกอดธุรกิจเอาไว้
และยื้อให้ถึงที่สุด จนไม่เหลือทุนไปลงใหม่
เมื่อมันตัองพับลงไป
คนเรามักมีอีโก้ โดยเชื่อว่า ที่ทำไปแล้วมันถูก
จนมองข้ามปัจจัยแท้จริงหลายอย่าง แล้วกอดธุรกิจเอาไว้
ไม่ก็ทนไม่ได้ ที่จะโดนใครมองว่าล้มเหลว
สุดท้ายก็เลยไปกอดธุรกิจที่จริงๆเหลือแต่ซากเอาไว้
ไม่ต่างกับการกอดศพแล้วเน่าไปเรื่อยๆ จนเชื้อโรคเข้าตัว
…ในชนชาติพ่อค้าอย่างจีน หรือยิว พวกเขาไม่ได้มองแค่ว่า
การล้มเหลวในที่หนึ่ง หมายความถึงคนคนนั้น ต้องล้มเหลว
…นักธุรกิจในชนชาติพวกนี้ ล้มลุกคลุกคลานก่อนจะสำเร็จ
จนกลายมาเป็นตำนานที่เราเห็นในปัจจุบัน….
…นั่นเพราะพวกเขาบริหารความเสี่ยงเป็น ไม่คิดแต่จะกินเงินหมุนจากรายรับระยะสั้นๆ และเหลือไว้ส่วนหนึ่งเสมอ
เผื่อว่าวันนึงต้องล้มลงไป….
…หยุดได้ ก็เริ่มได้ นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องครับ….
ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนมาก
กำลังเผชิญปัญหากับเศรษฐกิจ
มันไม่ใช่สิ่งที่คนตัวเล็กๆอย่างเรา จะคุมได้
แต่มันก็ยังมีคนที่พอไปได้
ซึ่งถ้าเราไปดูดีๆ พวกที่พอไปได้ มักเป็นพวกที่มีการบริหาร
จัดการที่ดี เป็นระบบแทบทั้งสิ้น
แม้แต่ธุรกิจคงกระพันที่สุดในไทย คือ ร้านส้มตำ
ก็จำเป็นที่จะต้องมีระบบแบบนี้
คนบ้านๆบางคน ทำให้มันถูกต้องด้วยสัญชาติญาน
ถึงสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ
แต่ก็มีเหมือนกัน ที่เรียนมาโดยตรง แต่กลับทำทุกอย่างพัง
…ซึ่งในมุมมองผมนะ อีโก้ ความด่วนได้ ความมั่ว….
…สามอย่างนี่แหละ ทำลายธุรกิจได้มากที่สุด….
ซึ่งทั้งสามอย่าง ก็อยู่ที่ตัวเจ้าของทั้งสิ้น
ว่าควบคุมตัวเองได้ไหม
…เพราะมันเป็นเรื่องวิธีคิดนี่เอง มันจึงเป็นแค่เส้นบางๆ
ระหว่างความสำเร็จและล้มเหลวของธุรกิจ ….
…เพราะไม่ว่าปัจจัยทุกอย่างจะเป็นยังไง….
…สิ่งที่จะตัดสิน คือตัวเราเองทั้งนั้นแหละครับ….
โฆษณา