เมื่อคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น AI จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา จากเดิมที่เราต้องยกหูโทรศัพท์เพื่อสอบถามร้านอาหารโดยตรง ทุกวันนี้เรากลับใช้การพิมพ์โต้ตอบกับ AI เพื่อเช็กเวลาการจัดส่งอาหารแบบออนไลน์
ในอดีตเราอาจต้องคอยจดบันทึกการนัดหมายลงบนกระดาษ แต่ปัจจุบันเราเพียงแค่บอกให้ผู้ช่วยดิจิทัลอย่าง ”Siri“ หรือ “Alexa” จัดการลงตารางนัดหมายให้ และจากที่เราเคยพึ่งพาแผนที่กระดาษในการเดินทาง ปัจจุบัน AI ก็สามารถนำทางและบอกเส้นทางเราแบบจุดต่อจุดจนถึงที่ทำงานหรือโรงเรียนได้อย่างแม่นยำ
สิ่งประดิษฐ์ชิ้นถัดมาของแบบเบจคือ "Analytical Engine" ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญสี่ส่วน ได้แก่ ส่วนคำนวณ (the mill) ส่วนเก็บข้อมูล (the store) ส่วนอ่านข้อมูล (the reader) และส่วนพิมพ์ผลลัพธ์ (the printer)
เช่นเดียวกับ Z3 เครื่อง Manchester Baby มีขนาดใหญ่จนเต็มห้องและมีน้ำหนักเกือบหนึ่งตัน แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นคือมันมีโปรแกรมสำหรับการคำนวณตัวเลขหลากหลายรูปแบบติดตั้งมาให้ในตัว ซึ่งคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่สามารถเล่นเกม คำนวณทางคณิตศาสตร์ และพิมพ์งานได้นั้น ล้วนมีรากฐานมาจากการออกแบบของ Manchester Baby เครื่องนี้นี่เอง
Manchester Baby
ทางด้านทัวริง เขายังคงเป็นผู้นำในการพัฒนาคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง และได้เขียนโปรแกรมแก้โจทย์คณิตศาสตร์ให้กับทั้งเครื่อง Manchester Baby และเครื่อง ”Ferranti Mark 1“ โดยเครื่อง Ferranti Mark 1 นี้เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Manchester Baby ซึ่งเริ่มมีการใช้ชิ้นส่วนดิจิทัล ทำให้มีขนาดตัวเครื่องที่เล็กลง
ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันกำลังมุ่งมั่นพัฒนา AI ให้สามารถสนทนาโต้ตอบได้อย่างสมบูรณ์แบบ การทดสอบของทัวริงยังคงเป็นมาตรวัดก้าวสำคัญเสมอมา
ในแต่ละปีที่ผ่านไป มีโปรแกรม AI จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สามารถทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นมนุษย์ และคงเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ก่อนที่ความแตกต่างระหว่างมนุษย์และ AI จะเลือนหายไปจนเราไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไป
คำว่า “ซิลิคอน (Silicon)” นั้นมาจากชื่อธาตุสำคัญที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในคอมพิวเตอร์ ซิลิคอนวัลเลย์จึงกลายเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานในแวดวงเทคโนโลยี และยังคงเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Apple Meta Google และบริษัทอื่นๆ อีกมากมายจนถึงทุกวันนี้
ซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley)
แม็กคาร์ธีตระหนักดีว่าการสร้างคอมพิวเตอร์ให้มีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นแทนที่จะพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นมาพร้อมกัน เขาจึงตัดสินใจแบ่งทีมนักวิจัยออกเป็นกลุ่มย่อย โดยให้แต่ละทีมมุ่งเน้นไปที่แง่มุมที่พวกเขาเห็นว่าสำคัญที่สุดต่อการพัฒนา AI
แต่น่าเสียดายที่ระบบ AI ในอุดมคติของแม็กคาร์ธีนั้นยังเป็นไปไม่ได้ในยุคสมัยนั้น เนื่องจากคอมพิวเตอร์ยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะรองรับฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อนขนาดนั้นได้
อีกตัวอย่างหนึ่งของ Narrow AI คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อเล่นหมากรุกแข่งกับมนุษย์ โดยหลังจากที่มนุษย์เดินหมากแล้ว Narrow AI ก็จะตอบโต้ด้วยการเดินหมากของมันเอง
ตัวอย่างที่สามของ Narrow AI สามารถพบได้ในอีเมลของเรา
กล่องจดหมายทุกแห่งจะมีสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกรองสแปม" (อีเมลสแปมคือเมลที่เราไม่ได้ร้องขอและไม่คาดคิด คล้ายกับจดหมายขยะที่ปรากฏในตู้จดหมายที่บ้าน) โดย Narrow AI ประเภทนี้จะตรวจสอบข้อความที่ส่งเข้ามาทุกฉบับ และตัดสินว่าข้อความนั้นมาจากผู้ส่งที่คุ้นเคยหรือได้รับอนุญาตหรือไม่ หากใช่ AI จะส่งเมลนั้นไปยังกล่องจดหมายเข้า แต่ถ้าไม่ ข้อความดังกล่าวก็จะถูกส่งไปยังถังขยะหรือโฟลเดอร์สแปมแทน
แต่ในบางครั้งระบบเหล่านี้ก็อาจทำงานผิดพลาดได้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจจะข้ามจุดที่สกปรกบนพื้นไป หรือโปรแกรมเล่นหมากรุก AI อาจจะเดินหมากที่ดูตลกจนทำให้แพ้เกม รวมถึงตัวกรองอีเมล AI ก็อาจจะเผลอส่งอีเมลฉบับสำคัญไปยังถังขยะสแปมโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งโปรแกรมประเภท Narrow AI จะไม่มีวันพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้เลย เพราะพวกมันไม่มีความสามารถในการเรียนรู้นั่นเอง
ประเภทที่สองคือ “AI แบบทั่วไป (General AI)”
ระบบเหล่านี้มีความฉลาดมากกว่า Narrow AI เพราะพวกมันสามารถเรียนรู้ได้ โดยเราอาจจะรู้จักชื่อของ “Siri” และ “Alexa“ ซึ่งระบบเหล่านี้เป็นที่รู้จักในนาม "ผู้ช่วยดิจิทัล"
พวกมันสามารถตอบคำถามพื้นฐาน ตั้งการแจ้งเตือน และช่วยเราโทรศัพท์ได้ เมื่อเราสั่งให้ Siri ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหรือบอกให้ Alexa เปิดเพลง General AI จะต้องเริ่มจากการจดจำเสียงก่อน จากนั้นจึงตีความหมายของคำพูด และสุดท้ายคือการตัดสินใจว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
อีกหนึ่งตัวอย่างของ General AI คือ “แช็ตบอต (Chatbot)” ซึ่งเราอาจจะเคยเห็นเวลาที่เราหรือพ่อแม่เข้าไปในเว็บไซต์เพื่อขอความช่วยเหลือ โดย "บอต" เหล่านี้ได้รับการฝึกฝนมาให้จดจำคำสำคัญ (Keywords) ในข้อความ และตอบกลับด้วยคำตอบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับคำถามของเรา
General AI จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลและตอบโต้ผ่านทางคำพูด ข้อความ หรือการกระทำต่างๆ และแม้ว่าโปรแกรม General AI อย่าง Siri Alexa และแช็ตบอต จะยังคงมีความผิดพลาดให้เห็นอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่พวกมันสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้นและปรับเปลี่ยนวิธีการตอบสนองในอนาคต และยิ่งมีการใช้งาน General AI ต่อเนื่องไปนานเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นหรือฉลาดมากขึ้นเท่านั้น
ความสามารถของ AI ในการหาข้อสรุปที่ถูกต้องได้เองโดยไม่ต้องมีคำสั่งเฉพาะเจาะจงนั้น เรียกว่า "การเรียนรู้ของเครื่อง" (Machine Learning)
ในการเรียนรู้นั้น AI จะมองหารูปแบบหรือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในชุดข้อมูล ตัวอย่างเช่น หากเราบอกให้ Alexa เล่นเพลงหนึ่งแล้วมันกลับเปิดผิดเพลง เราก็มักจะสั่งให้มันหยุดและลองใหม่อีกครั้ง ซึ่งโปรแกรมของ Alexa จะจดบันทึกวิธีการที่เราออกเสียงชื่อเพลงนั้นไว้เพื่อช่วยให้จำแนกได้ถูกต้องในอนาคต หรือซอฟต์แวร์ภายในแท็บเล็ตที่สามารถแปลงลายมือขยุกขยิกของเราให้เป็นตัวพิมพ์ได้ ยิ่ง AI ได้วิเคราะห์ลายมือเฉพาะตัวนั้นมากเท่าไหร่ การแปลผลก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมี General AI ที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องมาหัดเล่นวิดีโอเกมด้วย โดยในปีค.ศ.2015 (พ.ศ.2558) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้เชื่อมต่อเครื่อง ”Atari 2600“ ซึ่งเป็นเครื่องเล่นวิดีโอเกมที่วางจำหน่ายในปีค.ศ.1977 (พ.ศ.2520) เข้ากับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง
Atari 2600
AI ตัวนี้มีชื่อว่า “DeepMind” โดยมันสามารถเข้าถึงเกมของ Atari ได้ถึง 49 เกมโดยที่ไม่ได้รับคำแนะนำวิธีการเล่นเลยแม้แต่น้อย
ความสำเร็จของการเรียนรู้ของเครื่องและโครงข่ายประสาทเทียมได้นำเราไปสู่ AI ประเภทสุดท้ายที่เรียกว่า "ซูเปอร์ AI (Super AI)“
การทำงานกับซูเปอร์ AI นั้นเปรียบเสมือนการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นอัจฉริยะ พวกมันสามารถตอบคำถามได้ทุกข้อหรือแก้โจทย์คณิตศาสตร์ทุกรูปแบบเท่าที่ใครจะคิดขึ้นมาได้ ยิ่งไปกว่านั้น ซูเปอร์ AI อาจค้นพบทางออกของปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อโลกของเรา พวกมันอาจบอกวิธีแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยุติมลพิษ หรือแม้กระทั่งคิดค้นยารักษาโรคต่างๆ ได้ ซึ่งซูเปอร์ AI สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด
หากว่ามันมีอยู่จริงในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน "ซูเปอร์ AI (Super AI)” ยังเป็นเพียงทฤษฎีหรือแนวคิดเท่านั้น มันยังไม่มีอยู่จริงเนื่องจากคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังไม่มีกำลังมากพอที่จะสร้างมันขึ้นมาได้
แต่ต่อให้เราสามารถสร้างซูเปอร์ AI ขึ้นมาได้จริงๆ นั่นหมายความว่าเราควรจะสร้างมันขึ้นมาหรือไม่?
แม้ว่าซูเปอร์ AI อาจจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยการมอบคำตอบใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ แต่ในทางกลับกัน มันก็อาจจะแพร่กระจายข้อมูลอันเป็นเท็จและสร้างปัญหาที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าเดิมได้ง่ายพอๆ กัน
ELIZA ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นนักจิตบำบัดด้วยระบบคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ซึ่งก็คือเครื่องจักรที่สามารถวินิจฉัยและบำบัดอาการทางสุขภาพจิตรวมถึงปัญหาด้านพฤติกรรมได้ โดย Narrow AI ตัวนี้จะตั้งคำถามกับผู้ใช้งานว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร และจะคอยซักถามหรือให้คำแนะนำตามคำตอบที่ผู้ใช้พิมพ์ตอบกลับมา ซึ่งนับเป็น AI ตัวแรกที่สามารถ "พูดคุย" กับมนุษย์ได้
โจเซฟ ไวเซนบอม (Joseph Weizenbaum)
อย่างไรก็ตาม ELIZA ไม่ได้สื่อสารกับใครอย่างแท้จริง เพราะมันทำงานตามสคริปต์ที่เขียนไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับที่แช็ตบอตบางตัวในปัจจุบันทำ
ซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อน ELIZA นั้นถือเป็นโปรแกรมการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) รุ่นบุกเบิก ซึ่งหมายความว่ามันจะคอยตรวจหารูปแบบของคำและประโยค ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้บอก ELIZA ว่าพวกเขากำลังรู้สึกเศร้า ซอฟต์แวร์ก็จะตอบกลับด้วยชุดคำถามหรือคำตอบมาตรฐานสำหรับความ "เศร้า" นั้น และแม้ว่าขีดความสามารถของ ELIZA จะค่อนข้างจำกัด แต่ผู้คนจำนวนมากกลับรู้สึกดีขึ้นหลังจากที่ได้พิมพ์โต้ตอบกับ ELIZA
ความสำเร็จของ ELIZA นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์ ELIZA (ELIZA effect)” ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อผู้คนหลงเชื่อไปเองว่า AI มีความรู้สึกนึกคิด หรือมีความชาญฉลาดเกินกว่าความเป็นจริง ทั้งที่แท้ที่จริงแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเข้าใจมนุษย์ได้ สิ่งที่มันทำเป็นเพียงแค่ "การเลียนแบบ" ความเข้าใจเท่านั้นเอง
เมื่อคนส่วนใหญ่พูดถึง AI ก็มักจะนึกถึงหุ่นยนต์ แม้ว่า AI ไม่จำเป็นต้องถูกบรรจุอยู่ในร่างหุ่นยนต์เสมอไป แต่หนึ่งในความพยายามยุคแรกเริ่มก็ได้สร้างมันขึ้นมาในรูปแบบนั้น
Siri ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้คนโต้ตอบกับโทรศัพท์มือถือผ่านการใช้เสียง เมื่อผู้ใช้งานบอกสิ่งที่ต้องการ โปรแกรมก็จะทำตามคำสั่งนั้น โดย Siri สามารถต่อสายโทรออก เล่นเพลง สร้างการแจ้งเตือน และค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตได้
แม้ในยุคบุกเบิกของ AI นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้จะแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประยุกต์ใช้ด้านการดูแลสุขภาพ
ระบบต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคแรกของ AI นั้น ส่วนใหญ่จะได้รับความสนใจเพียงแค่ในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเอง หากอยู่นอกห้องปฏิบัติการหรือวงสัมมนาแล้ว คนทั่วไปแทบไม่เข้าใจและไม่สามารถเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ได้เลย
แต่ในช่วงยุคที่สองของ AI ตั้งแต่ปีค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) จนถึงปัจจุบัน เหล่านักวิทยาศาสตร์ต้องการสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับสาธารณชนด้วยสิ่งที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้น พวกเขารู้ดีว่าหากต้องการให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นไปได้ของ AI พวกเขาจำเป็นต้องทำให้ผู้คนเริ่มพูดถึงและสนุกไปกับมัน
ก่อนที่ AI ของ DeepMind จะหัดเล่นวิดีโอเกมของ Atari ได้ด้วยตัวเอง เคยมี AI รุ่นก่อนหน้านั้นที่สามารถพิชิตเกมหมากรุกได้อย่างเชี่ยวชาญมาแล้ว
บริษัทวิจัยด้านอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ได้ยินเรื่องราวของ Deep Thought และตระหนักได้ว่าพวกเขาสามารถสร้างสิ่งที่น่าตื่นเต้นให้แก่สาธารณชนได้ ดังนั้นในปีค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) IBM จึงได้ว่าจ้างแคมป์เบลล์ สวี่ และอนันตารามัน เพื่อให้ร่วมกันสร้าง AI เล่นหมากรุกที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกให้ได้ในที่สุด
AI ตัวใหม่นี้มีชื่อว่า ”Deep Blue“ ซึ่งไม่ได้ถูกโปรแกรมมาเพียงเพื่อตอบโต้เท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาให้ "คิดล่วงหน้า" ไปอีกก้าวหนึ่งด้วย โดย Deep Blue จะพิจารณาทุกการเดินหมากที่เป็นไปได้ของคู่ต่อสู้ พร้อมกับวิเคราะห์อัตราความสำเร็จของแต่ละกระบวนท่าไปในตัว
ทีมพัฒนาไม่ต้องการให้ Deep Blue ใช้เวลาคิดนานถึง 15 นาทีในแต่ละตา แต่ต้องการให้มันตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้เกมออกมาตื่นเต้นเร้าใจ ดังนั้นเพื่อลดระยะเวลาในการประมวลผลของมันลง IBM จึงได้สร้างวงจรไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่มีความรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม
หลังจากซุ่มพัฒนาอยู่นานถึงเจ็ดปี ในปีค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) Deep Blue ก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับนักเล่นหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลก
ในการแข่งขันซึ่งจัดขึ้นที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา “แกรี่ คาสปารอฟ (Garry Kasparov)” ยอดปรมาจารย์หมากรุกชาวรัสเซีย ได้นั่งลงประชันฝีมือกับ Deep Blue เป็นจำนวนทั้งหมดหกเกม
เหล่านักวิทยาศาสตร์ของ IBM ต่างตั้งความหวังไว้กับ AI ของพวกเขาไว้สูงมาก แต่แล้วพวกเขากลับต้องตกตะลึงเมื่อปรมาจารย์หมากรุกผู้นี้สามารถเอาชนะ Deep Blue ไปได้ถึงสามเกม
หลังจากมีการปรับปรุงระบบขนานใหญ่ Deep Blue และคาสปารอฟก็ได้กลับมาดวลกันอีกครั้งในปีถัดมา คราวนี้ Deep Blue สามารถเอาชนะยอดนักหมากรุกไปได้สองเกม ส่วนอีกสามเกมที่เหลือนั้นจบลงด้วยการเสมอ ซึ่งเหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ และทำให้ผู้ชมทั่วโลกเริ่มขบคิดว่า การเผชิญหน้าระหว่าง "มนุษย์กับเครื่องจักร" ในครั้งนี้ จะส่งผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตอย่างไรต่อไป
การแข่งขันระหว่างคาสปารอฟกับ Deep Blue
ในขณะเดียวกัน SRI International ผู้สร้างหุ่นยนต์เชคกี้ ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อวงการเทคโนโลยีในแบบฉบับของตนเองเช่นกัน โดยภายหลังจากที่ได้เปิดตัว Siri ซึ่งเป็นผู้ช่วยส่วนตัวระบบดิจิทัลออกมา บริษัท Apple ก็ได้ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ AI ตัวนี้ไปด้วยมูลค่าสูงกว่า 200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,500 ล้านบาท) และภายในปีค.ศ.2011 (พ.ศ.2554) “Siri” ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ iPhone รุ่นใหม่ทุกเครื่อง ทำให้จู่ๆ ทุกคนก็สามารถพกพา AI ติดตัวไปได้ทุกที่ในกระเป๋ากางเกง
ในตอนนี้ผู้ใช้งาน iPhone สามารถต่อสายโทรออก เขียนอีเมล หรือนัดหมายต่างๆ ได้เพียงแค่พูดใส่โทรศัพท์และสั่งการ Siri ด้วยเสียง
แม้ว่าในปัจจุบันผู้ช่วยดิจิทัลจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว แต่ในตอนนั้นเทคโนโลยีของ Siri ถือว่าก้าวล้ำนำสมัยอย่างมาก เพราะทั้ง Cortana ผู้ช่วย AI จาก Microsoft และ Alexa ของ Amazon ต่างก็ยังไม่ปรากฏสู่ตลาดจนกระทั่งปีค.ศ.2014 (พ.ศ.2557) โดยระบบ AI เหล่านี้ทำงานผ่านกระบวนการประมวลผลภาษาธรรมชาติและการจดจำเสียง ซึ่งยิ่งเราใช้งานพวกมันบ่อยครั้งเท่าไหร่ พวกมันก็ยิ่งทำความเข้าใจคำสั่งของเราได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น
แม้ว่า AI ที่สั่งการด้วยเสียงจะสร้างความสนุกและสะดวกสบาย แต่ระบบนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยในปัจจุบัน ระบบดังกล่าวยังทำงานด้วยความแม่นยำเพียง 95% เท่านั้น ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หากเมื่อใดที่ AI สั่งการด้วยเสียงมีความแม่นยำแตะระดับ 99% "การพูด" จะกลายเป็นช่องทางหลักที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์
หลังจากชัยชนะบนกระดานหมากรุกของ Deep Blue ทาง IBM ก็ต้องการสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้คนอีกครั้ง บริษัทจึงเปิดตัว “Watson” ซึ่งเป็น AI ประมวลผลภาษาธรรมชาติที่ทรงพลังอย่างยิ่ง โดยมันสามารถตอบคำถามที่เน้นความรู้รอบตัวได้เกือบทุกคำถามที่ถูกถาม ซึ่งต้องใช้ทีมนักวิทยาศาสตร์ถึง 20 คน และใช้เวลาพัฒนานานกว่าห้าปี
Watson
และเพื่อทดสอบความสามารถของ Watson ทาง IBM จึงได้พามันเข้าสู่สมรภูมิที่วัดกันด้วยสติปัญญาอย่างแท้จริง นั่นคือรายการเกมโชว์ตอบคำถามทางโทรทัศน์ที่ชื่อว่า ”Jeopardy!“
AI ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเป็นมากกว่าแค่ลูกเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่มันสามารถทำในสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปทำไม่ได้ บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งต่างยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อกว้านซื้อกิจการวิจัย AI หรือไม่ก็สร้างทีมของตัวเองขึ้นมา
ในตอนนั้น ดูเหมือนว่าเครื่องจักรจะมีความสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปเสียแล้ว แต่แม้ว่าการนำ AI มาเล่นเกมกระดานหรือวิดีโอเกมจะสร้างความบันเทิงให้กับผู้คน แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างรู้ดีว่า ปัญญาประดิษฐ์ยังมีศักยภาพอีกมากมายที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ยิ่งกว่านั้น
แม้ว่า AI จะสามารถทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อได้มากมาย แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังคงพยายามผลักดันเทคโนโลยีให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นไปอีก และในขณะที่สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น โลกในชีวิตประจำวันของเราก็เริ่มดู "ไซไฟ" มากขึ้นทุกที
ปัจจุบัน มีการออกแบบระบบ AI จำนวนมากให้ทำงานได้แบบ "อัตโนมัติ" หรือทำงานได้โดยไม่ต้องมีการควบคุมโดยตรงจากมนุษย์ แต่หาก AI อัตโนมัติทรงพลังถึงเพียงนี้ เหตุใดบนท้องถนนของเราจึงยังไม่มีรถยนต์ไร้คนขับวิ่งกันให้เต็มไปหมด?
อย่างไรก็ตาม AI ก็อาจให้คำตอบที่ผิดพลาดได้เช่นกันเนื่องจากมันยังไม่มีความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ การตรวจสอบข้อมูลซ้ำจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้จึงเป็นเรื่องสำคัญเสมอ
ในทุกวันนี้ ผู้คนหันมาใช้ Generative AI เพื่อช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ChatGPT สามารถแปลข้อความเป้นภาษาอื่น ช่วยระดมสมองหาไอเดียใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งช่วยเขียนอีเมลและข้อความส่วนตัว
ในปีค.ศ.2024 (พ.ศ.2567) Apple ได้นำ ChatGPT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ ”Apple Intelligence“ โดย AI ตัวนี้จะเรียนรู้รูปแบบการใช้งานโทรศัพท์ของผู้ใช้เพื่อช่วยให้การทำงานต่างๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Apple Intelligence สามารถถอดความจากบทสนทนาเป็นข้อความได้ทันที ช่วยสรุปเนื้อหาในอีเมลหรือบทความบนเว็บไซต์ รวมถึงสร้างอิโมจิรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม AI บางประเภทก็มีศักยภาพที่อาจส่งผลเสียต่อสังคมได้เช่นกัน โดยใน “การประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum)” ประจำปีค.ศ.2024 (พ.ศ.2567) เหล่าผู้นำทางธุรกิจ การเมือง และการศึกษา ต่างมีความเห็นตรงกันว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีตำแหน่งงานถึง 40% ที่เสี่ยงจะถูกแทนที่ด้วย AI ส่วนอาชีพที่ยังคงอยู่นั้นก็มีแนวโน้มว่าจะต้องนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น
สำหรับอาชีพที่มีโอกาสจะสูญหายไปเพราะ AI มากที่สุดคือกลุ่มงานที่เน้นการวิเคราะห์ตัวเลขและข้อมูล รวมถึงงานในโรงงานที่สามารถเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรทำงานแทนแบบอัตโนมัติได้
แม้ว่าในปัจจุบันเราจะยังไม่มีวิธีการสร้าง "ซูเปอร์ AI (Super AI)“ ขึ้นมาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากต่างก็เริ่มกังวลถึงปัญหาที่เทคโนโลยีนี้อาจก่อให้เกิดตามมา
ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของซูเปอร์ AI คือสิ่งที่เรียกว่า "ภาวะเอกฐาน (The Singularity)“
ภาวะเอกฐานทาง AI อาจเกิดขึ้นเมื่อปัญญาประดิษฐ์มีความฉลาดล้ำหน้าเกินกว่ามนุษย์ ซึ่งเปรียบเสมือนจุดหักเหหนึ่งเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ที่เราจะไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์จากสิ่งที่ AI ทำได้อีกต่อไป โดย AI อาจสร้างเทคโนโลยีของมันเองขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำความเข้าใจหรือควบคุมได้และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกภาคส่วนของสังคม
หากเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้สึกว่าผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งเป็นบุคคลอันตรายแต่ยังขาดหลักฐานที่ชัดเจน คำแนะนำจาก AI อย่าง HART ก็อาจเข้าไปเสริมอคติหรือความขุ่นมัวที่อยู่ในใจของเจ้าหน้าที่คนนั้นให้หนักแน่นยิ่งขึ้น
เมื่อบุคคลหนึ่งสร้างทัศนคติหรือความรู้สึกต่อผู้อื่นโดยพิจารณาจากเชื้อชาติ ภูมิหลัง หรือศาสนาโดยที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักตัวตนของเขาจริงๆ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "อคติ (Prejudice)“ และสถานการณ์จะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกหากตัว AI เองถูกป้อนข้อมูลที่มีอคติแฝงอยู่ตั้งแต่ต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เราย่อมไม่อาจเชื่อมั่นในการตัดสินใจของ AI ได้อย่างเต็มร้อย
แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีกฎหมายอย่างเป็นทางการที่ใช้ควบคุมการสร้าง AI แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแวดวงวิทยาศาสตร์จะไม่ได้พยายามกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเอง โดยในการประชุม “Asilomar Conference on Beneficial AI” ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียในปีค.ศ.2017 (พ.ศ.2560) เหล่าผู้เชี่ยวชาญได้ตกลงยอมรับหลักการ 23 ประการเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา AI ในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องจริยธรรม ความปลอดภัย และการรับประกันว่า AI ที่ประสบความสำเร็จจะต้องอำนวยประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวม
อย่างไรก็ตาม หลักการเหล่านี้ไม่ใช่กฎหมาย นักวิจัยด้าน AI จึงยังคงมีอิสระในการพัฒนาระบบและเครื่องมือใหม่ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
จนกระทั่งในเดือนมีนาคม ค.ศ.2023 (พ.ศ.2566) ผู้นำทางเทคโนโลยีกว่า 1,800 คน จากบริษัทชั้นนำอย่าง Tesla Microsoft Apple Amazon DeepMind Google และ Meta ได้ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกเพื่อเรียกร้องให้มีการหยุดพัฒนา AI ไว้ชั่วคราวเป็นเวลาหกเดือน
ในจดหมายดังกล่าว เหล่าผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลว่า ควรมีการพัฒนา AI ที่ทรงพลังกว่า ChatGPT ก็ต่อเมื่อเหล่านักวิทยาศาสตร์มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าผลกระทบในระยะยาวจะเป็นไปในทางบวกเท่านั้น ทว่าน่าเสียดายที่จดหมายฉบับนี้กลับถูกเพิกเฉยจากสมาชิกส่วนใหญ่ในแวดวงผู้พัฒนา AI
บิล เกตส์ (Bill Gates)
หลายเดือนหลังจากจดหมายเปิดผนึกถูกเผยแพร่ “บิล เกตส์ (Bill Gates)” ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ก็ได้ออกมาเปิดแถลงการณ์ต่อสาธารณะเกี่ยวกับความเสี่ยงของการพัฒนา AI โดยเกตส์แสดงความกังวลว่า AI อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อโลกผ่านการแพร่กระจายข้อมูลที่บิดเบือน การสร้างอคติ และการบ่อนทำลายระบบการศึกษา เขาจึงกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์พัฒนา AI ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม
ก่อนจะสิ้นปีค.ศ.2023 (พ.ศ.2566) ประธานาธิบดี “โจ ไบเดน (Joe Biden)” แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในคำสั่งบริหาร (Executive Order) หรือข้อกำหนดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ AI เพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำในการบริหารจัดการความเสี่ยงและกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยและความมั่นคง โดยคำสั่งดังกล่าวครอบคลุมถึงการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว การส่งเสริมนวัตกรรม และการสร้างหลักประกันว่าภาครัฐจะใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจาก AI ที่ต้องได้รับการแก้ไข เนื่องจากระบบ AI ต้องใช้ทรัพยากรพลังงานและน้ำอย่างมหาศาล รวมถึงต้องใช้พื้นที่จำนวนมากในการติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผล มีเพียงการสร้างสรรค์และพัฒนาโดยคำนึงถึงจริยธรรมเท่านั้นที่จะช่วยให้มนุษย์มั่นใจได้ว่า AI ในอนาคตจะมีความปลอดภัย มั่นคง และน่าเชื่อถือ เพราะโลกแห่งการพัฒนา AI ที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และมาตรฐานทางศีลธรรม อาจกลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อ 20 ปีก่อน การจะจินตนาการถึงการใช้สมาร์ทโฟนสักเครื่องนั้นคงเป็นเรื่องยาก แต่ในปัจจุบัน แทบทุกคนกลับมีมันพกติดตัวอยู่เสมอ หรือแม้แต่การพูดคุยกับ "ผู้ช่วยเสมือนจริง" ที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนเป็นเพียงไอเดียสุดเพี้ยน แต่ตอนนี้เราหลายคนกลับพูดคุยกับพวกมันอยู่ทุกวัน ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ AI ก็จะมีลักษณะที่คล้ายกัน ต่อให้ในตอนนี้ใครบางคนอาจยังไม่เข้าใจว่า AI คืออะไร แต่ในไม่ช้า พวกเขาก็จะได้ใช้งานมันทั้งในการทำงานและเพื่อความสนุกสนานอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ AI จะกลายเป็นสิ่งปกติสามัญในสถานพยาบาลและโรงพยาบาล โดยจะเข้ามาช่วยตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดเพื่อหาโรคต่างๆ ซึ่งผลการตรวจจะทราบได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีแทนที่จะต้องรอนานหลายสัปดาห์ และยิ่งเราทราบสาเหตุของอาการเจ็บป่วยได้เร็วเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับการรักษาที่รวดเร็วขึ้นเท่านั้น
เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Technology) เช่น Apple Watch หรือสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ จะยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้แต่เครื่องประดับต่างๆ ก็จะมีการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วเพื่อตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิร่างกาย
หากระบบตรวจพบสัญญาณของอาการเจ็บป่วย ก็จะส่งการแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์ของผู้ใช้ หรืออาจส่งตรงไปยังแพทย์ประจำตัวเลยก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น หาก AI ตรวจพบว่าผู้สวมใส่ประสบอุบัติเหตุหกล้ม มันก็อาจโทรเรียกรถพยาบาลให้โดยอัตโนมัติทันที
AI จะช่วยให้เราสามารถเฝ้าสังเกตกิจกรรมต่างๆ ในร่างกายของเราได้ลึกถึงระดับจุลทรรศน์ ไปจนถึงการสำรวจดาวเคราะห์ที่ห่างไกล หรือแม้แต่กาแล็กซีอันไกลโพ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว AI ได้ไปเยือนดาวอังคารมาตั้งแต่ปีค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) พร้อมกับรถสำรวจ ”Curiosity“ ของ NASA และในอีกเก้าปีต่อมา รถสำรวจ “Perseverance“ ก็ได้ตามไปสมทบ
Perseverance
รถสำรวจทั้งสองคันนี้ติดตั้งเครื่องมือ AI ที่คล้ายคลึงกันเพื่อช่วยให้จักรกลขนาดเท่ารถยนต์เหล่านี้สามารถศึกษาหินบนพื้นผิวดาวอังคารได้ โดย AI จะเป็นตัวตัดสินใจว่าควรศึกษาหินก้อนไหน และจะใช้เลเซอร์ยิงเพื่อกะเทาะหินออก เพื่อวิเคราะห์หาแร่ธาตุที่อยู่ภายใน
รถสำรวจของ NASA สามารถออกปฏิบัติภารกิจบนดาวอังคารได้โดยอาศัยความช่วยเหลือจาก AI ซึ่งทันทีที่เหล่านักวิทยาศาสตร์บนโลกกำหนดจุดหมายที่ต้องการให้รถสำรวจมุ่งหน้าไป ระบบ AI จะใช้กล้องที่ติดตั้งไว้รอบตัวเพื่อเฟ้นหาเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในการเดินทางไปถึงจุดนั้น