7 พ.ค. เวลา 15:16 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

F-16 เหยี่ยวพิฆาตไม่ตกยุค

"การตัดสินใจซื้อเครื่องบิน F-16 ให้กับกองทัพอากาศนั้น อาจจะมองได้ว่า มาจากปัจจัยหลายประการ แต่ที่สําคัญคือ ผู้มีอํานาจเกี่ยวกับระบบป้องกันประเทศ มีความคิดเห็นถึงความจําเป็นทางทหารที่ว่า การทหารเป็นพลังอํานาจที่สําคัญยิ่ง"
" เป็นพลังอํานาจสุดท้ายที่ต้องมีไว้เพื่อการต่อรอง เมื่อชาติตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ หมายถึง ในกรณีที่มีภัยคุกคามเกิดขึ้น พลังอํานาจทางทหารที่เข็มแข็งมีไว้เพื่อเป็นหลักประกันของบ้านเมือง เมื่อใช้วิธีทางการเมือง การเศรษฐกิจและสังคมจิตวิทยาแล้วไม่ได้ผล"
"Mig-23 ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Mig-21เราคาดว่าวันหนึ่งจะเป็นของเวียดนาม เหตุผลนี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องซื้อ F-16 เพราะเครื่องบินขับไล่ที่เรามีคือ F-5 นั้นประสิทธิภาพ F-5กับ Mig-21 พอสูสีกัน"
พลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ท่านจำข่าวเมื่อส้ปดาห์ที่แล้วได้หรือไม่ กองทัพอากาศไทยได้นำเครื่องบินขับไล่  F-16 ขึ้นบินสกัดกั้นเครื่องบินพม่าและทำการบินลาดตระเวน ทำให้ผู้เขียนมาคิดอีกทีว่าตั้งแต่ทำบทความสถานการณ์ชายแดนไทย-พม่า ควรจะมีการนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่แบบนี้มานำเสนอบ้าง
F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
แม้จะเป็นความรู้ที่ท่านผู้อ่านทราบกันอยู่แล้วก็ขอนำมาเสนอบ้าง หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมผู้เขียนชอบวนอยู่แต่อาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดิมๆ ไม่ไปนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆ อันที่จริงเหตุผลที่ผู้เขียนต้องนำมาเสนออีกครั้งเพราะกระแส F-16 กำลังจะปลดประจำการด้วย  Gripen E/F ก็มาแรง ทำให้ผู้เขียนต้องนำเรื่องราวของอากาศยานทางทหารแบบนี้มานำเสนอต่อ
วันหนึ่งของปีพ.ศ.2569 ป่าสีเขียวขจีและภูเขาที่อาจดูสงบร่มรื่นแก่ผู้พบเห็นได้ถูกทำลายลงเมื่อมีกลุ่มควันและเสียงระเบิดจากการปะทะระหว่างกองกำลังติดอาวุธชาติพันธ์กับทหารพม่าที่ลอยข้ามพรมแดนตรงข้ามชายแดนไทย-พม่า ถัดจากพื้นดินขึ้นไปก็มีเสียงดังราวกับฟ้าผ่าดังขึ้นทั้งๆที่ยังไม่มีพายุฝนฟ้าคะนองในสภาพอากาศแบบนี้ "ฟ้าววววววววววว! บู้มมมมมมมมมมมม!"
เครื่องบินขับไลทั้งสองเครื่องบินผ่านไปบนท้องฟ้าพร้อมธงชาติไทยและสัญลักษณ์รูปงูจงหางที่แพนหางดิ่ง กองทัพอากาศไทยได้ตัดสินใจส่งเครื่องบินขับไล่ General Dynamics F-16 Fighting Falcon จำนวน 2 เครื่องจากฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีฉายา "King Cobra" หรือจงอางเหินเวหาขึ้นบินลาดตระเวนรบเพื่อประกาศอธิปไตยเหนือเขตน่านฟ้าไทย
F-16MLU รุ่นใช้ในโครงการ Joint Strike Fighter
ภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การบินตรวจการณ์ปกติ แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนต่อกองทัพพม่าที่กำลังใช้เครื่องบินรบทิ้งระเบิดโจมตีฝ่ายต่อต้านอย่างหนักหน่วงใกล้ชายแดนไทย การปรากฏตัวของเหยี่ยวพิฆาตที่ติดอาวุธเต็มพิกัดใต้ปีกช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนไทยในพื้นที่ และบีบให้เครื่องบินรบฝ่ายตรงข้ามต้องระมัดระวังไม่ให้ล้ำเขตแดนแม้เพียงนิดเดียว
กว่าจะมาเป็น F-16 อากาศยานแบบแรกของโลกที่ใช้ระบบควบคุมการบินด้วยไฟฟ้า Fly-by-Wire อย่างเต็มรูปแบบ อากาศยานที่สามารถเปลี่ยนท่าทางการบินได้อย่างรวดเร็วสายฟ้าแลบ อากาศยานที่ทนต่อแรงโน้มถ่วงโลกได้สูงถึง 9G ผู้เขียนขอนำท่านย้อนกลับไป 50 กว่าปีก่อน ก่อนที่จะมีแท็บเล็ต ไอแพด สมาร์ทโฟน และโน็ตบุ๊ค
General Dynamics F-16 Fighting Falcon มีจุดกำเนิดมาจากบทเรียนราคาแพงในสงครามเวียดนาม
โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ตระหนักว่าเครื่องบินขับไล่ขนาดใหญ่และซับซ้อนในยุคนั้นอย่าง McDonnell Douglas F-4 Phantom II ขาดความคล่องตัวในการสู้รบทางอากาศระยะประชิดหรือภาษานักบินเรียกติดปากว่า Dogfight และมักตกเป็นรองเครื่องบินขับไล่มิก (MiG) ของกองทัพอากาศเวียดนามซึ่งจัดหามาจากโซเวียต โดยเครื่องบินขับไล่เวียดนามในตระกูลนี้มีความคล่องตัวสูงกว่า Phantom จึงร่วงลงมาดั่งใบไม้ร่วง
ทันใดนั้นเองก็มีกลุ่มไฟเตอร์มาเฟีย (Fighter Mafia) เป็นกลุ่มนักคิดและวิศวกรนำโดยนาวาอากาศเอก จอห์น บอยด์ และโทมัส คริสตี้ ที่ลุกขึ้นมาท้าทายแนวคิดเดิมของกองทัพ ผู้การบอยด์ได้นำเสนอทฤษฎีพลังงานและความคล่องตัวหรือ Energy-Maneuverability ซึ่งท่านมองว่าเครื่องบินขับไล่ที่จิ๋วแต่แจ๋ว มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีอัตราแรงขับต่อน้ำหนักสูง จะมีความได้เปรียบในการรบมากกว่า จนนำไปสู่โครงการเครื่องบินข้บไล่น้ำหนักเบา (Lightweight Fighter : LWF)
F-16 กองทัพอากาศไทยประจำการมาเกือบ 40 ปีแล้ว
ในปีค.ศ.1972 หรือเทียบเป็นพุทธศักราชของไทยก็พ.ศ.2515 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เริ่มโครงการดังกล่าวเพื่อสร้างเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่มีน้ำหนักเบาและต้นทุนต่ำ โดยมีคู่แข่งสำคัญในรอบสุดท้ายคือ YF-16 ของบริษัท General Dynamics และ YF-17 ของบริษัท Northrop
และแล้วชัยชนะของ YF-16 ก็เป็นจริงในปีค.ศ.1975 หลังจากขึ้นทำการบินเที่ยวบินปฐมฤกษ์ได้ 1 ปีกองทัพอากาศสหรัฐฯ และกองทัพอากาศชาติ NATO ตัดสินใจเลือก F-16 เข้าประจำการเนื่องจากมีสมรรถนะการเร่งความเร็ว อัตราการไต่ระดับ และอัตราการเลี้ยวที่เหนือกว่า
อีกทั้งเหตุผลที่กองทัพอากาศสหรัฐฯนำมาใช้เพราะมีต้นทุนการใช้งานที่ต่ำและใช้เครื่องยนต์รุ่นเดียวกับเครื่องบินขับไล่ F-15 ทำให้ประหยัดงบประมาณการบำรุงรักษาในภาพรวม
F-16D กองทัพอากาศสหรัฐฯ
F-16 Fighting Falcon หรือที่นักบินเหยี่ยวพิฆาตมักเรียกกันว่า Viper เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นการปฏิวัติวงการการบินรบ ทั้งในด้านปรัชญาการออกแบบและสมรรถนะที่ยังคงความทันสมัยแม้จะผ่านมากว่า 50 ปี ทำไมมันยังโคตรเทพราวกับรถเบนซ์ยุค 80 คันหนึ่งแล่นไปบนถนนในยุค 2020 เราจะไปหาคำตอบจากเรื่องนี้กันครับ
F-16 ถูกสร้างขึ้นตามทฤษฎีของนาวาอากาศเอก จอห์น บอยด์ ที่เน้นการบริหารจัดการพลังงานทั้งความเร็วและการไต่ระดับที่สูงกว่าเพื่อให้ได้ความคล่องตัวสูงสุดในการรบทางอากาศระยะประชิด
อีกทั้งยังมี Relaxed Static Stability หรือ RSS วิศวกรการบินในสมัยนั้นออกแบบให้ F-16 มีความไม่เสถียรทางอากาศพลศาสตร์โดยธรรมชาติ เพื่อให้เครื่องบินแบบดังกล่าวสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วสายฟ้าแลบ
F-16 ฝูงบิน 103 "Lightning" ฉายาสายฟ้าสีแดง
นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า Fly-by-Wire ในวงการการบิน เนื่องจากเจตนาคือต้องการให้เครื่องบินขับไล่ยุคใหม่มีความไม่เสถียร ต่างจากเครื่องบินรบทุกแบบที่ควบคุมได้ด้วยระบบกลไกแบบเดิมพูดง่ายๆก็คือบินตรงไปบนฟ้าเหมือนกับนก F-16 จึงเป็นอากาศยานแบบแรกของโลกที่ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการบินผ่านสัญญาณไฟฟ้า 100% เพื่อช่วยประคองเครื่องและประมวลคำสั่งนักบินให้แม่นยำ
มีการการออกแบบให้ปีกและลำตัวกลมกลืนเป็นชิ้นเดียวกัน ช่วยเพิ่มแรงยกและพื้นที่เก็บน้ำมัน รวมถึงลดแรงต้านอากาศและมี Leading Edge Strakes ช่วยสร้างกระแสลมหมุนหรือ Vortex ทำให้เครื่องบินแบบดังกล่าวยังคงมีแรงยกสูงแม้จะเชิดหัวทำมุมชัน
สำหรับสมรรถนะที่น่าสนใจของเครืองบินขับไล่ F-16 เจ๋งแค่ไหน มีการใช้เครื่องยนต์เดี่ยวที่มีแรงขับดันมหาศาล ทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 2.0 Mach หรือประมาณ 2,124 กม./ชม. กล่าวคือสามารถบินจากโคราชไปเชียงใหม่ได้ภายใน 5 นาทีโดยไม่พึ่งถังเชื้อเพลิง 2 ถังใต้ปีกและมีอัตราแรงขับต่อน้ำหนักมากกว่า 1:1 ทำให้สามารถเร่งความเร็วในแนวตั้งได้เหมือนติดจรวด
โครงสร้างของ F-16 ถูกออกแบบให้ทนแรงกดดันได้สูงถึง 9G ซึ่งเป็นขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายมนุษย์จะทนได้ ในการบินรบทางอากาศ F-16 สามารถบินตีวง 360 องศาได้ภายในเวลาเพียง 25 วินาที ในขณะที่เครื่องบินขับไล่รุ่นเก่าอย่าง F-4 Phantom II ต้องใช้เวลาถึง 36 วินาที
F-16 ขณะบินโชว์ที่กองบิน 41 เชียงใหม่งานวันเด็กพ.ศ.2568
ไม่ใช่แค่บทบาทการเป็นเครื่องบินขับไล่สำหรับการบินสกัดกั้นหลังจากเทคออฟบนรันเวย์ภายใน 5 นาทีและการรบอากาศในระยะประชิดด้วยความคล่องตัว แต่เป็นเครื่องบินรบที่ปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย ทั้งการโจมตีภาคพื้นดินด้วยระเบิดนำวิถีแม่นยำสูง , ระเบิดไม่นำวิถีจากยุคสงครามเย็นและการก่อกวนด้วยกระเปาะทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ใต้ลำตัวเพื่อไม่ให้ข้าศึกเห็นเครื่องบินรบฝ่ายเราบนจอเรดาร์ จนฝ่ายเราสามารถทำลายเป้าหมายได้สะดวกโยธิน
การออกแบบ Bubble Canopy หรือฝาครอบห้องนักบินแบบชิ้นเดียวไร้โครงสร้างบดบัง ทำให้นักบินมองเห็นได้รอบตัว 360 องศา ซึ่งสำคัญมากในการระบุตำแหน่งศัตรู พร้อมทั้งมีคันบังคับถูกย้ายมาไว้ด้านขวาแทนที่ตรงกลางระหว่างขา เพื่อให้นักบิน F-16 ควบคุมเครื่องได้ละเอียดแม่นยำแม้ในขณะที่ร่างกายถูกกดทับด้วยแรง 9 G และมีเบาะนั่งเอนไปด้านหลัง 30 องศา เพื่อช่วยให้นักบินทนต่อแรง G ได้ดีขึ้น โดยช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้สะดวกกว่าการนั่งตัวตรง
แม้ว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯ จะเป็นผู้ให้กำเนิด F-16 แต่กองทัพอากาศอิสราเอล (IsraeliAir Force : IAF) คือผู้ที่นำมันเข้าสู่สมรภูมิจริงและสร้างชื่อเสียงให้โลกยอมรับผ่านวีรกรรมที่เหลือเชื่อหลายครั้ง
วีรกรรมที่ทำให้ F-16 เป็นที่รู้จักคือการทำแต้มสังหารครั้งแรกซึ่งในปีค.ศ.1981 นักบินอิสราเอลได้จารึกสถิติโลกด้วยการใช้ F-16 ขึ้นบินทำการยิงเฮลิคอปเตอร์ Mi-8 ร่วง และในเวลาต่อมาในปีเดียวกันก็ได้ยิงเครื่องบินขับไล่ MiG-21 ของกองทัพอากาศซีเรียตก นับเป็นการพิสูจน์สมรรถนะในการรบจริงเป็นครั้งแรกของเหยี่ยวพิฆาต
เครื่องบินขับไล่ F-16 กองทัพอากาศไทยขณะบินผาดแผลงในงานวันเด็กแห่งพ.ศ.2569 ณ กองบิน 6 ดอนเมือง
วีรกรรมที่โด่งดังที่สุดของเครื่องบินขับไล่ F-16 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 1981 เมื่ออิสราเอลส่งฝูงบิน F-16 จำนวน 8 เครื่อง ซึ่งอิสราเอลเรียกว่า "Nets" หมายถึงอินทรี พร้อมการคุ้มกันจาก F-15 บินเกาะหมู่ในระดับต่ำมากเพื่อหลบเลี่ยงเรดาร์ผ่านน่านฟ้าซาอุดีอาระเบีย
มีภารกิจเดียวคือการทำลายเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ออสอิรัก (Osirak) ของอิรักที่กำลังก่อสร้างอยู่ใกล้กรุงแบกแดด เนื่องจากอิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง นักบินใช้ระเบิด Mk.84 ขนาด 2,000 ปอนด์ จำนวน 2 ลูกต่อเครื่อง บินพุ่งดิ่งทำมุม 35 องศาเพื่อปล่อยระเบิดเข้าสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ
นอกจากปฏิบัติการโอเปร่าหรือ Operation Babylon ในปีค.ศ.1981 ที่พิสูจน์ความแม่นยำในการโจมตีภาคพื้นดินแล้ว การรบทางอากาศเหนือหุบเขาเบกาในสงครามเลบานอนปีค.ศ.1982 ก็ทำให้ F-16 มีชื่อเสียงโด่งในการปะทะกับเครื่องบินขับไล่มิกโดยที่กองทัพอากาศอิสราเอลไม่มีการสูญเสียเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวแม้แต่เครื่องเดียว
เครื่องบินขับไล่ F-16 เครื่องแรกจากโครงการ PEACE NARESUAN I
การปฏิบัติการของกองทัพอากาศถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศไทยจึงวางแผนอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเลือก F-16 ในเวลาต่อมาเนื่องจากมันได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเหนือชั้นในการดวลกับเครื่องบินตระกูล MiG ของโซเวียตอย่างเบ็ดเสร็จ
แต่ก่อนจะมีการจัดหา  F-16 กองทัพอากาศไทยเผชิญกับสถานการณ์ความมั่นใจในภูมิภาคที่ตึงเครียดสูง โดยเฉพาะภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงจากกองทัพอากาศโซเวียตและกองทัพอากาศเวียดนามที่มาประจำการอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เครื่องบินรบฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ MiG-21 Fishbed แม้จะเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายและเน้นจำนวน แต่ในสงครามเวียดนาม MiG-21 เคยสร้างความสูญเสียอย่างหนักให้กับเครื่องบินขับไล่ขนาดใหญ่อย่าง F-4 Phantom II ของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ F-16 จึงถูกสร้างมาเพื่อล้ม MiG-21 โดยเฉพาะด้วยความคล่องตัวและสมรรถนะที่เหนือกว่า
ก่อนหน้านี้กองทัพอากาศไทยประจำการด้วย F-5 แต่เมื่อ F-16 เข้าประจำการขีดความสามารถของทัพฟ้าไทยก็เปลี่ยนไป
แบบต่อมาคือเครื่องบินขับไล่ MiG-23 Flogger ถือเป็นภัยคุกคามหลักที่กองทัพอากาศไทยกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากการวางกำลังของ MiG-23 ในเวียดนาม สำหรับ MiG-23 เป็นเครื่องบินปีกพับที่ทำความเร็วได้สูงถึง 2.35 Mach และมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยในยุคนั้น
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันบริษัท Northrop ได้พัฒนา F-20 Tigershark หรือชื่อเดิมคือ F-5G เพื่อเป็นทางเลือกเครื่องบินขับไล่ราคาประหยัดสำหรับประเทศพันธมิตรที่สหรัฐฯ ไม่ขาย F-16 ให้ในตอนแรก แม้ F-20 จะมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เช่น การบินขึ้นสกัดกั้นได้เร็วที่สุดในโลกภายใน 30 วินาที และมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย
แต่กลับต้องเผชิญกับจุดจบที่น่าผิดหวังเมื่อประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ขึ้นสู่อำนาจ สหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายกฎการส่งออกและอนุมัติขาย F-16A รุ่นมาตรฐานให้กับปากีสถานและประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้พันธมิตรรายอื่นปฏิเสธ F-20 และหันไปหา F-16 ซึ่งเป็น "ตัวท็อป" ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้งานจริงแทน
ประกอบกับ F-20 ประสบอุบัติเหตุตกถึง 2 ครั้งในปี 1984 และ 1985 ระหว่างการบินสาธิต ทำให้นักบินทดสอบเสียชีวิต แม้จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากนักบินหมดสติเพราะแรง G (G-LOC) ไม่ใช่ความผิดพลาดของเครื่อง แต่ก็ได้ทำลายภาพลักษณ์ของโครงการไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเทียบกับ F-5 แล้ว F-16 มีสมรรถนะสูงกว่าจึงรับมือกับภัยคุกคามจากทางบกและอากาศได้ดีเยี่ยม
จากการวิเคราะห์สมรรถนะของพลอากาศเอก
ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นมองว่า F-16 มีความได้เปรียบ MiG-23 ในเกือบทุกมิติ โดยเฉพาะด้านความคล่องตัวและการรับรู้สถานการณ์ เพราะฉะนั้นกองทัพอากาศไทยจึงมองว่า F-16 คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างสมดุลทางทหารในภูมิภาค
ทำให้ในปีพ.ศ.2528 ได้กำเนิดโครงการพีซนเรศวร (PEACE NARESUAN) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปฏิวัติขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างสมดุลทางทหารในภูมิภาคและรับมือกับการวางกำลังของเครื่องบินขับไล่ MiG-23 ในเวียดนามที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งในขณะนั้น
โครงการระยะที่ 1 เริ่มต้นด้วยการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าว 12 เครื่อง และเข้าประจำการในปีค.ศ.1988 ตามด้วยระยะที่ 2 อีก 6 เครื่องในปีค.ศ.1991 รวมทั้งสิ้น 18 ลำ โดยทั้งหมดเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชและได้รับสมญานามว่า "สายฟ้า" (Lightning)
ปีพ.ศ.2538 PEACE NARESUAN 3 ก็จบลงด้วยดีเมื่อกองทัพอากาศนำเครื่องบินขับไล่ F-16 เพิ่มอีก 18 เครื่องเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ใช้นามเรียกขานฝูงบินคือ "Cobra" พร้อมสัญญลักษณ์งูจงอางในท่าแผ่เเม่เบี้ยที่แพนหางดิ่ง โดยฝูงนี้เน้นภารกิจ โจมตีกลางคืน โดยเฉพาะมีการติดตั้งกระเปาะช่วยเดินอากาศและชี้เป้า
F-16 ฝูงบิน 103 พร้อมถังเชื้อเพลิงใต้ปีกทั้ง 2 ถัง
เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปีพ.ศ.2540 ทำให้ไทยต้องยกเลิกการซื้อ F/A-18 และเปลี่ยนมาจัดหา F-16ADF (Air Defense Fighter) มือสองจำนวน 16 เครื่อง เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช ตามโครงการ PEACE NARESUAN 4 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกของกองทัพอากาศไทยที่ยิงขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลเกินสายตา AIM-120 AMRAAM ได้
การจัดหาอย่างต่อเนื่องรวมถึงการรับมอบจากกองทัพอากาศสิงคโปร์ในปีค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) ทำให้เครื่องบินขับไล่ F-16 กลายเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพอากาศไทยที่ยืนยงมานานเกือบ 4 ทศวรรษ ทั้งนี้โคราชก็ได้กลายเป็นฐานบัญชาการหลักของฝูงบินขับไล่  F-16 ควบคู่กับตาคลี โดยถือว่าเป็นเครื่องบินขับไล่อีกแบบหนึ่งที่มีสมรรถนะสูงที่สุดของภูมิภาคนี้นับตั้งแต่นั้นมา
แม้ฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่โคราชจะมีความสามารถและมีสมรรถนะสูงขึ้นกว่า F-5 ที่เคยประจำการที่นี่มากอน แต่ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดเกิดขึ้นกับ ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี ผ่านโครงการ Mid-Life Upgrade (MLU) ซึ่งเริ่มต้นในปีพ.ศ.2553 นี่ไม่ใช่แค่การยกเครื่องให้ทันสมัยแต่เป็นพัฒนากองทัพอากาศไทยสู่ระดับสากล การนำ F-16A/B Block 15OCU รุ่นเก่ามาอัปเกรดระบบเอวิโอนิกส์และระบบอาวุธ ทำให้มีขีดความสามารถเทียบเท่า F-16C/D Block 50/52 หรือเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5
F-16A/B ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลอธิปไตยเหนือน่านฟ้าภาคอีสานและภาคตะวันออก
จึงมีระบบมากมายที่ทำให้มันเหนือชั้นไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ AN/APG-68(V)9 ซึ่งตรวจจับเป้าหมายได้ไกลกว่าเดิมถึง 2 เท่า และสร้างภาพสถานการณ์รบได้แม่นยำ มีการรองรับ Link 16 ระบบเชื่อมโยงข้อมูลยุทธวิธีแบบ Real-time ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่อย่าง Gripen และ F-35
ส่วนหมวกนักบิน JHMCS ที่ออกแบบมาให้เข้ากับ F-16MLU ช่วยให้นักบินล็อกเป้าได้เพียงแค่หันหน้ามองโดยที่ไม่ต้องนำเครื่องบินเข้าไปล็อกเป้าในระยะเผาขนแบบที่ผ่านมา อีกทั้งสามารถใช้ขีปนาวุธ IRIS-T ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ และระเบิดไม่นำวิถียุคสงครามเย็นได้เต็มประสิทธิภาพ
งูเห่าเหินเวหาหรือฝูงบิน 403 ตาคลี เป็นฝูงระดับท็อป Tier ที่ได้รับการอัปเกรด MLU แล้ว จึงถูกเก็บไว้สำหรับภารกิจที่ซับซ้อน หรือกรณีที่ต้องดวลทางอากาศกับเครื่องบินขับไล่ข้าศึกที่ทันสมัย
ในขณะที่ฝูงบินสายฟ้าสีแดงแรงฤทธิ์หรือฝูงบิน 103 โคราช แม้จะเป็นฝูงบินหลัก แต่เนื่องจากไม่ได้อัปเกรด MLU จึงมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถใช้ขีปนาวุธ AMRAAM ระยะไกลได้ เพราะฉะนั้นในภารกิจปัจจุบันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ฝูงนี้จึงรับหน้าที่แบกระเบิดใต้ปีกบินมาโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินโดยที่ไม่ต้องการเทคโนโลยีการรบทางอากาศที่ซับซ้อน
F-16 ถือว่าเป็นเครื่องบินขับไล่แห่งค่ายโลกเสรีที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก F-4 Phantom II
สำหรับการปฏิบัติการทางอากาศของ F-16 เกิดขึ้นครั้งแรกในสงครามไทย-พม่า ขอย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2544 สถานการณ์ชายแดนไทย-พม่ามีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง จากกรณีพิพาทหลายจุด ทั้งที่ฐานปฏิบัติการกูเต็งนาโย่ง จังหวัดเชียงราย เนินเขาหัวโล้น จังหวัดเชียงใหม่และพื้นอื่นๆตามแนวชายแดนไทย-พม่า ซึ่งส่งผลให้กองทัพอากาศไทยต้องนำเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16 จากทั้ง 2 ฝูงบินเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาอธิปไตยและสร้างอำนาจต่อรองทางทหาร
สงครามได้ยืดเยื้อจากเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2544 เมื่อกองกำลังทหารพม่าและทหารว้าแดงบุกเข้าปะทะทหารราบ ทหารพราน และตชด.ไทย กองทัพอากาศไทยได้รับคำสั่งให้จัดเตรียมเครื่องบินขับไล่ทั้ง F-16 และ F-5E เตรียมพร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง
จนกระทั่งในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 กองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ขึ้นบินกดดันทางอากาศ โดยใช้ยุทธวิธีทำโซนิคบูมหรือการบินเหนือความเร็วเสียงเพื่อสร้างคลื่นกระแทกที่ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายระเบิด ปฏิบัติการนี้ส่งผลให้ทหารว้าแดงที่ยึดครองพื้นที่อยู่เกิดความตื่นตระหนกและทิ้งฐานที่มั่นถอยร่นกลับเข้าฝั่งพม่าไปในที่สุด
การปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ F-16 นำมาซึ่งความขัดแย้งทางการทูต เมื่อรัฐบาลทหารพม่าออกมาแถลงการณ์โจมตีว่า เครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยไม่ได้เพียงแค่บินกดดัน แต่มีการยิงจรวดเข้าไปในเขตพม่าลึกถึง 3 กิโลเมตร และตกใส่หมู่บ้านจนมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ
อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยและรัฐบาลในขณะนั้น นำโดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่าเป็นการบินฝึกซ้อมตามปกติในเขตแดนไทย และเครื่องบินไม่ได้ติดอาวุธหรือจรวดแต่อย่างใด เสียงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงคลื่นเสียงความถี่สูงจากโซนิคบูมเท่านั้น
F-16BM กับลายพิเศษครบรอบ 30 ปี COPE TIGER บนแพนหางดิ่ง
แสนยานุภาพทางการอากาศของไทยในช่วงสงครามชายแดน พ.ศ. 2544 โดยเฉพาะบทบาทของ F-16 ในการทิ้งระเบิดทำลายปืนใหญ่ ยานพาหนะ และฐานที่มั่นทางทหารของกองทัพบกพม่าได้รับการยอมรับว่าสามารถชิงความได้เปรียบอย่างเด็ดขาด ปฏิบัติการดังกล่าวสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับกองกำลังฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก
ความได้เปรียบนี้ส่งผลให้กองทัพพม่าต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ขนานใหญ่ โดยในเวลาต่อมาพม่าได้ตัดสินใจจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ MiG-29 จากรัสเซีย เพื่อนำมาใช้ถ่วงดุลอำนาจทางอากาศกับเครื่องบิน F-16 ของกองทัพอากาศไทยโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปฏิบัติการของ F-16 ในปี 44 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อการสะสมอาวุธและการเตรียมความพร้อมทางทหารในภูมิภาคจนถึงปัจจุบัน
24 ปีต่อมาเหลังจากเหยี่ยวพิฆาตออกรบครั้งแรกหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาก็ได้เกิดขึ้น F-16 ได้ก้าวเข้ามาเป็น Game Changer ที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยปฏิบัติการทางอากาศที่เด็ดขาดและแม่นยำได้ส่งผลโดยตรงต่อการลดศักยภาพทางทหารของฝ่ายตรงข้ามจนสถานการณ์คลี่คลายลงในที่สุด
F-16 บินโชว์ที่กองบิน 2 ลพบุรี
เมื่อฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากระดมยิงปืนใหญ่และอาวุธวิถีโค้งเข้าใส่ฐานปฏิบัติการและพื้นที่พลเรือนของไทยในบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี จนทำให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บ กองทัพอากาศไทยจึงตัดสินใจส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อยับยั้งและลดศักยภาพทางทหารของฝ่ายตรงข้ามทันทีตามหลักการป้องกันตนเอง
"ฟ้าวววววววว! บู้มมมมมมมมม!" หมัดหนักหย่อนใส่บังเกอร์ กองบัญชาการ และอาวุธยุทโธปกรณ์เละเป็นโจ๊ก เกิดควันดำลอยจากฟ้าขึ้นสู่ท้องฟ้าจนมองเห็นได้ในเวลากลางวันจากไกลๆ นี่คือผลงานของ F-16 ที่ได้รับภารกิจสำคัญในการแบกไข่ทั้ง ซึ่งเป็นระเบิดขนาดหนัก 2,000 ปอนด์ Mk.84 และระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์เข้าโจมตี ไม่เพียงเท่านี้ความรุนแรงของระเบิดขนาดใหญ่นี้สามารถทำลายค่ายทหารและคลังกระสุนที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในฝั่งกัมพูชาได้อย่างเด็ดขาดในการโจมตีอันรวดเร็ว ฉับไว และรุนแรง
ต่อมาเมื่อมีปฏิบัติการยึดคืนเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ F-16 ได้พิสูจน์สมรรถนะจนก้าวข้ามคำสบประมาทที่ว่าต่อให้เป็น F-16 ก็เอาเนินนี้ไม่ลง โดยชัยชนะครั้งนี้เกิดจากการใช้ยุทธวิธีที่แม่นยำและการประสานงานร่วมกับเหล่าทัพอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลงานการบึ้มสะพานโอร์จีกโดย F-16
คำดูถูกที่เกิดขึ้นมาจากความเชื่อที่ว่าเนิน 350 เป็นแดนลี้ลับที่ตีแตกยาก เพราะสภาพพื้นที่เป็นเนินหินแข็งตามธรรมชาติ และทหารกัมพูชาได้ปักหลักขุดอุโมงค์ลึกกว่า 10 เมตร พร้อมสร้างบังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็กมานานนับตั้งแต่หลังการปะทะปี 54 หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าระเบิดจาก F-16 อาจเจาะไม่ถึงใต้ดิน หรือหากทิ้งระเบิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจโดนทหารไทยที่กำลังรุกคืบได้
อย่างไรก็ตาม F-16 ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของอุโมงค์ลึกด้วยการเปลี่ยนเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางส่งกำลังบำรุง ในการทำลายเส้นทางลำเลียงพลหน้าที่นี้ก็เป็นของ F-16 ไทยอีกแล้ว โดยสามารถทำลายกระเช้าไฟฟ้าที่ใช้ลำเลียงอาวุธและเสบียงขึ้นสู่เนิน 350 ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นจุดตายที่ทำให้ทหารกัมพูชาบนเนินเริ่มอ่อนกำลังลง
ในพื้นที่ใกล้เคียง F-16 ได้ทิ้งระเบิดใส่สะพานโอร์จีกเพื่อตัดการส่งกำลังจากแนวหลัง โดยเป็นการโจมตีแบบเฉพาะเจาะจงที่ทำให้สะพานแหว่งพอให้รถถังผ่านไม่ได้ แต่พลเรือนยังเดินเท้าข้ามได้ ซึ่งแสดงถึงความแม่นยำระดับหลักเมตร
F-16AM กับแพนหางดิ่งครบรอบ 30 ปีการเข้าประจำการที่กองบิน 4 ตาคลี
ผลจากการกดดันทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขีดความสามารถของกัมพูชาลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากการระดมยิงปืนใหญ่และ BM21 วันละเป็นร้อยลูก เหลือเพียงประปรายจนในที่สุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมปีเดียวกัน กองทัพไทยสามารถประกาศยึดคืนเนิน 350 ได้แบบ 100% และนำร่างของวีรบุรุษทหารกล้าทั้ง 2 ท่านกลับบ้านได้สำเร็จ
จากการปฏิบัติการนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า F-16 ไม่ได้เป็นเพียงเหยี่ยวพิฆาตจอมทิ้งระเบิด แต่เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่สามารถแปรเปลี่ยนสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลับมามีชัยได้ แม้จะต้องเผชิญกับป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดตามคำสบประมาทก็ตาม
นอกจาก F-16 มีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมในการรบแล้วยังมีการฝึกร่วมกับมิตรประเทศด้วย ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้ตั้งกฎเหล็กหรือข้อกำหนดที่เข้มงวดกับมิตรประเทศผู้ใช้งาน F-16 รวมถึงประเทศไทยว่าห้ามนำเครื่องบินขับไล่ F-16 ไปฝึกร่วมกับประเทศจีนอย่างเด็ดขาด ทำไมจึงเป็นไม่ได้ทั้งๆที่ไทยและจีนใช่อื่นไกล คือมิตรแท้ใกล้ชิดกัน
ประการที่ 1 เพื่อป้องกันความลับรั่วไหลเพราะ สหรัฐฯ มีความกังวลอย่างยิ่งว่าในการฝึกร่วมกัน ทางกองทัพจีนอาจจะล่วงรู้ข้อมูลความลับเชิงลึกเกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร และขีดความสามารถทางการรบของเครื่องบิน F-16
ประการที่ 2 ความระแวงด้านเทคโนโลยี เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่อยากให้จีนมีโอกาสศึกษายุทธวิธีด้านการบิน หรือเทคนิคเฉพาะที่ใช้ในเครื่องบินรบมาตรฐานอเมริกัน
ประการที่ 3 ผลกระทบต่อโครงการเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ในอนาคต ประเด็นความใกล้ชิดและการฝึกร่วมกับจีนยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ ในการพิจารณาขายเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ที่ล้ำสมัยกว่าอย่าง F-35 ให้กับไทย เนื่องจากเกรงว่าเทคโนโลยีระดับสูงจะรั่วไหลไปถึงฝั่งจีน
F-16ADF ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
ส่งผลให้ในการฝึกผสมระหว่างกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศจีน ภายใต้รหัส Falcon Strike หลังปีค.ศ.2018 (พ.ศ.2561) กองทัพอากาศไทยจึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนี้อย่างเคร่งครัด นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากิงทัพอากาศไทยจึงส่ง Gripen เข้าร่วมการฝึกแทน F-16 เพราะเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่จัดซื้อจากสวีเดนจึงเหมาะสมกับการฝึกร่วมกับเครื่องบินขับไล่จากกองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน
เดิมทีในปีค.ศ.2015 เคยมีการฝึกที่กองบิน 1 โคราช ซึ่งเป็นฐานของ F-16 แต่พบภาพทหารจีนเข้าไปยืนส่อง หรือตะล่อมเข้าหา F-16 อย่างใกล้ชิดจนเป็นประเด็นกับสหรัฐฯ ทำให้การฝึกครั้งต่อๆ มาต้องย้ายไปจัดที่ กองบิน 23 อุดรธานี เพื่อแยกออกจากพื้นที่ประจำการหลักของ F-16
F-16 เข้าประจำการในไทยครั้งแรกในปีค.ศ.1988
ซึ่งปัจจุบันมีอายุมากกว่า 35 ปี แม้จะมีการปรับปรุงครึ่งอายุหรือ MLU เพื่อยกระดับให้เทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 แต่ตัว Airframe ยังคงเป็นเทคโนโลยีจากยุคสงครามเย็น ซึ่งเริ่มถึงขีดจำกัดในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ
F-16 ฝูงบิน 102 นามเรียกขาน "STARS" ใช้สัญลักษณ์รูปดาวที่แพนหางดิ่ง
กองทัพอากาศไทยมีแผนจะทยอยปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 ในช่วงปี พ.ศ. 2571-2578 เนื่องจากค่าบำรุงรักษาที่สูงขึ้นและเทคโนโลยีที่เริ่มล้าสมัยเมื่อเทียบกับภัยคุกคามใหม่ๆ เดิมทีกองทัพอากาศไทยเคยแสดงความสนใจอย่างยิ่งในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อย่าง F-35 Lightning II แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธการขายโดยให้เหตุผลเรื่องความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบรักษาความปลอดภัย และความกังวลเรื่องความลับทางเทคโนโลยีที่อาจรั่วไหล
แม้ว่ากองทัพอากาศไทยจะยังไปไม่ถึงขั้นที่จะต้องซื้อ F-16 Block 70/72 Viper ซึ่งเป็นรุ่นที่ทันสมัยที่สุดหรือเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 รุ่นขายดีอย่าง F-35 แต่การใช้งาน F-16 รุ่นเก่าต่อไปจนกว่าจะปลดประจำการนั้นไม่ใช่เพียงการยอมจำนนต่อสถานการณ์ แต่เป็นผลมาจากกลยุทธ์การปรับปรุงขีดความสามารถที่คุ้มค่าและการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับภารกิจ
อย่างไรก็ตาม แทนที่กองทัพอากาศไทยจะจัดหา Block 70 มาเสริมทัพ จึงหันไปหา Gripen E/F ซึ่งอาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะสวีเดนอนุญาตให้ไทยเข้าถึงซอฟต์แวร์และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่อนุญาตสำหรับ F-16
F-16 กับถังน้ำมันสำรองใต้ปีกขนาด 370 Gal. ใต้ปีก
ที่กองบิน 4 ตาคลีเวลา 13:00น. เหล่านักบินรบที่เพิ่งบรีฟเสร็จ ได้เดินทางมาที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้ง 4 เครื่องที่จอดอยู่ในโรงเก็บเครื่องบิน 4 หลังอย่างเป็นระเบียบ นักกบินฝูงบิน 403 ได้เดินวนตรวจเช็คละเอียดทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลังของเครื่องราวกับช่างภาพตรวจความพร้อมอย่างละเอียดของกล้องก่อนใช้ถ่ายภาพ
หลังจากเช็คเครื่องเสร็จแล้วพวกเขาได้ก้าวขาเข้าไปนั่งในห้องนักบิน ทันใดนั้นเองกระจกฝาครอบนักบินก็ปิดสนิทพร้อมกับการทำสัญลักษณ์มือตอบโต้ระหว่างนักบินกับช่างเครื่องก่อนที่จะแท็กซี่อย่างช้าๆออกจากโรงเก็บ เมื่อแท็กซี่มาทางขับแล้วสถานีต่อไปคือรันเวย์ที่รอส่งพวกเขาขึ้นบิน
"ฟ้าววววววววววววว! บู้มมมมมมมมมม!" เสียงเครื่องบินขับไล่ F-16 ทะยานขึ้นสนั่นโสตไปทั่วกองบิน 4 ตาคลีทุ่งจงอาง บัดนี้บรรยากาศในห้องนักบินมองลงไปจนเห็นบ้านเรือน ทุ่งนา ป่าไม้และภูเขา อยู่ต่ำกว่าสายตาหลายหมื่นฟุตราวกับว่าเป็นเทวดามองดูลงมาจากสวรรค์
วัตถุขนาดใหญ่สองถังที่ติดอยู่ใต้ปีกของ F-16 ฝูงงูเห่าร่วมกับ ACMI POD ที่ปลายปีกขวา AIM-9 Sidewinder 1 นัดที่ปลายปีกซ้ายซึ่งหากท่านไม่ได้อยู่ในวงการทหารมักเข้าใจผิดว่าเป็นไข่สำหรับหย่อนใส่ข้าศึกนั้น แท้จริงแล้วคือ ถังน้ำมันสำรอง (External Fuel Tanks) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เหยี่ยวพิฆาตฝูงนี้ปฏิบัติภารกิจได้ยาวนานและไกลขึ้น
F-16MLU ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
ถังน้ำมันสำรองของ F-16 จะมีลักษณะเป็นก้อนทรงมนขนาดใหญ่ ผิวเรียบ ไม่มีครีบหรือหาง และมักจะมีสีสันกลมกลืนกับตัวเครื่องบิน ส่วนระเบิด มักจะมีสีเขียวหรือสีเหลืองพาดอยู่ มีครีบบังคับทิศทาง และที่ส่วนหัวอาจจะมีชุดอุปกรณ์นำวิถี
ถังน้ำมันสำรองมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มพิสัยการบินและเพิ่มระยะเวลาในการลาดตระเวนรบ ไม่เพียงเท่านี้ยังช่วยให้นักบินสามารถทำภารกิจได้โดยพึ่งพาการเติมน้ำมันกลางอากาศน้อยลง สำหรับ F-16 จะมีถังสำรอง 3 ขนาดหลัก คือ ขนาด 900 กิโลกรัม, 1.1 ตัน และ 1.9 ตัน ขึ้นอยู่กับว่าระยะทางของเป้าหมายไกลเพียงใด
เมื่อบรรทุกถังน้ำมันและอาวุธเต็มพิกัด อัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนัก (Thrust-to-Weight Ratio) ของ F-16 จะลดลงจากประมาณ 1.1 เหลือเพียง 0.8-0.9 ทำให้ความคล่องตัวลดลงในช่วงแรก แต่เมื่อใช้น้ำมันจนหมดหรือสลัดถังทิ้ง ความคล่องตัวจะกลับมาสูงดังเดิม
ระหว่างทำการบินระบบ Fly-by-Wire ของ F-16 จะทำหน้าที่คำนวณและปรับพื้นผิวบังคับการบินโดยอัตโนมัติ เพื่อชดเชยน้ำหนักหรือแรงต้านอากาศที่เกิดขึ้นจากถังน้ำมันหรือระเบิดที่ติดอยู่ใต้ปีก ทำให้เครื่องบินยังคงบินได้นิ่งและตรงแม้จะมีการบรรทุกอาวุธที่ไม่สมดุลกันทั้งสองข้างก็ตาม ในภารกิจจริงและการฝึกบิน F-16 จะมีการติดถังน้ำมันสำรองขนาด 370 Gallon เท่ากันทั้งใต้ปีกสองข้าง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ไม่ต้องทำงานหนักเกินไปในการรักษาสมดุลและช่วยประหยัดเชื้อเพลิง
บนท้องฟ้าเหนือภูมิประเทศอันเต็มไปด้วยป่าไม้และภูเขา F-16 ทั้ง 4 เครื่องจากฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีกำลังบินเกาะหมู่อย่างเป็นระเบียบ สัญลักษณ์รูปงูเห่าไม่ได้เป็นแค่ภาพวาดประดับไว้เฉยบนแพนหางดิ่ง มันสื่อถึง ความหมายที่ว่า F-16 ฝูงนี้พร้อมเข้าโจมตีเป้าหมายได้ทุกเมื่อราวกับงูเห่าที่พร้อมพุ่งเข้าฉกคนหรือสัตว์ที่จะมาทำอันตรายกับมัน นี่คือ F-16MLU แห่งกองทัพอากาศไทย ผู้พิทักษ์สันติภาพแห่งน่านฟ้าไทย
เคเครื่องบินขับไล่ F-16 ไม่ใช่แค่เครื่องบินรบยุคสงครามเย็น แต่เป็นวีรบุรุษผู้พิทักษ์น่านฟ้าไทยในสงครามไทย-กัมพูชาในปีพ.ศ.2568 อีกด้วย
ข้อมูลจำเพาะ F-16MLU กองทัพอากาศไทย
ประเภท : เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่นั่งเดี่ยว (Multirole fighter)
ภารกิจ : ปฏิบัติภารกิจขับไล่สกัดกั้นทุกกาลอากาศ โจมตี และลาดตระเวนทางอากาศ
มิติ
ปีกกาง : 9.8 เมตร
ความยาว : 4.8 เมตร
สูง : 4.8 เมตร
น้ำหนัก
น้ำหนักตัวเปล่า : 7,070 กิโลกรัม (15,586 ปอนด์)
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด : 16,057 กิโลกรัม (35,400 ปอนด์)
บรรทุกอาวุธ : 5,443 กิโลกรัม (12,000 ปอนด์) ตำบลติดอาวุธภายนอกลำตัว 9 แห่ง
ระบบเรดาร์ : AN/APG-68
อุปกรณ์เดินอากาศ/โจมตี
กระเปาะสไนเปอร์ รูบิส และ แอตลิส II (ทอ.ไทย)
เครื่องยนต์ :
เทอร์โบแฟน เอฟ100พีดับเบิลยู220 ขนาดแรงขับ 29,000 ปอนด์ พร้อมสันดาปท้าย จำนวน 1 เครื่อง
สมรรถนะทางการบิน
ความเร็วสูงสุด : 2 มัค
เพดานบิน : 15,000 เมตร (50,000ft.)
บินไกลสุด
ไม่เติมเชื้อเพลิงในอากาศ : 1,500 กิโลเมตร (810 ไมล์ทะเล)
รัศมีรบ : 630 กิโลเมตร (340 ไมล์)
เมื่อบรรทุกอาวุธสูงสุด
ระบบอาวุธ
ปืนใหญ่อากาศ : เอ็ม 61 เอ 1 ขนาด 20 มิลลิเมตร 6 ลำกล้อง 1 กระบอก กระสุน 500 นัด
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-อากาศ :
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยใกล้
เอไอเอ็ม 9 ไซด์ไวน์เดอร์
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศพิสัยปานกลาง
เอไอเอ็ม-120 แอมแรม
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-พื้นระเบิดและจรวดขนาดต่าง ๆ
ระเบิดซีบียู, อาวุธปล่อยนำวิถีเอจีเอ็ม-65
มาเวอริค ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ขนาดต่าง ๆ และระเบิดไม่นำวิถี
ถังเชื้อใต้ปีกและลำตัว 3 ถัง
สถานะ : กองทัพอากาศไทยมีเอฟ-16 ประจำการ 2 ฝูงบินในปัจจุบันคือฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชและฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
F-16 พร้อมถังเชื้อเพลิงสำรอง 3 ถัง
เครื่องบินขับไล่ F-16 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานที่สร้างวีรกรรมให้กองทัพอากาศไทย จากโครงการ PEACE NARESUAN I ที่มีแค่ 12 เครื่อง สู่ฝูงบิน F-16 ที่มีจำนวน 46 เครื่องในปัจจุบัน แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปกี่ปีแต่ชื่นี้ก็ยังไม่มีทางห่างหายไป ส่วนแผนการทดแทน F-16 เป็นอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่ากองทัพอากาศไทยได้จัดหา Gripen E/F มาทดแทน F-16 ฝูงบิน 102 ส่วนฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 จะมีแผนทดแทนหรือไม่ ขอให้ทุกท่านชวนคิดตามนะครับ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Eric Page Lu
Daren Rose
Wim Calleart
BSTCNX
Chittapol Kaewkiriya
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
NuerNava
Krit Surisukh
คุณวัชย์ชนัน ภัชร์จรินท์ญา
Stephan de Bruijn
Rob Schleiffer
kaoaviation
Gemini AI
H.C.HO
คุณกิติเดช สงวนทองคำ
Real Engineering
พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์
WassnaNanuam
Thairath TV
History World
Thai Weapon Channel
Legendary Channel : เลเจ้นดารี่ แชนแนล
พี่โต สรศักดิ์ สุบงกช
ปิยะฉัตร แกหลง
เรียบเรียงโดย : ROOSTER
โฆษณา