8 พ.ค. เวลา 00:10 • ความคิดเห็น

The devil wears Asava

“สิ่งที่แพงที่สุดของ Asava คือ reputation ความไว้วางใจและชื่อเสียงสำคัญที่สุด ถ้าจะต้องขาดทุน ต้องเผาเสื้อทิ้งก็ต้องทำ เสียอะไรก็ได้ห้ามเสียชื่ออย่างเด็ดขาด“ หมู Asava
จังหวะที่ได้พูดคุยกับหมู พลพัฒน์ อัศวประภา หรือหมู Asava ตำนานหรือที่ผู้ร่วมสัมภาษณ์กับผม น้องชวนแห่ง Urbandude บอกว่าคือ the iconic ของวงการแฟชั่นเมืองไทยนั้น เหมือนกับได้ดูหนังเรื่อง the devil wears Prada สองรอบติดกัน
รอบแรกดูในโรง รอบหลังดูไปสัมภาษณ์ไปเหมือนเวอร์ชั่นไทย เรื่องราวเข้มข้นและสวยงามไม่แพ้กันเลย…
หมู Asava มีความคล้ายมิแรนด้าอยู่มาก ในด้านของการไม่ประนีประนอมกับแฟชั่น ลายเซ็นของตัวเอง รสนิยม ความชัดเจนและรักในแบรนด์ ความกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ มีออร่าในตัวเองสูงมาก
แต่เรื่องราวของหมูมีอะไรมากกว่านั้นอยู่ไม่น้อยเลย
- Follow your fire
เด็กยุคเก้าศูนย์ ลูกเจ้าของดีลเลอร์โตโยต้า รู้ว่าตัวเองชอบด้านเแฟชั่น ความสวยงามตั้งแต่วัยรุ่นแต่บรรยากาศไม่เอื้ออำนวยใดๆทั้งสิ้น ทั้งที่บ้านที่ทำรถยนต์ อยากให้มาสานกิจการต่อ ทั้งสังคมสมัยนั้นที่ไม่มีอาชีพด้านนี้เท่าไหร่เลย เรียนจบก็ไปต่อปริญญาโทด้านธุรกิจ แต่ใจร่ำร้อง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
ตัดสินใจไม่บอกที่บ้าน จบโทปั๊บบินหนีไปอยู่นิวยอร์คเพราะเคยเห็นในหนัง ไปเรียนโรงเรียนแฟชั่น บ้าแฟชั่น จนได้เข้าที่ Parsons school อันโด่งดัง
เรียนจบก็ได้ฝึกงาน Marc Jacobs ทำตั้งแต่ตำแหน่งล่างสุด เหมือน devil wears prada อย่างไรอย่างนั้น ซื้อกาแฟ วิ่งไปโรงงานเก็บผ้า ซึ้อกระดุมซื้อซิป ไม่ใช้เงินที่บ้าน อินกับความฝัน
ความชอบแฟชั่นระดับตอนมีตังค์น้อยแล้วต้องเลือกระหว่างค่าไฟกับสเวตเตอร์พราด้า ยอมไฟดับแล้วเลือกสเวตเตอร์เพราะหมดแล้วหมดเลย บางวันก็ไม่มีข้าวกิน ประมาณนั้น
หมูเคยเล่าในรายการหนึ่งว่า รู้ตัวเองว่าน่าจะใช่อาชีพที่จะประกอบไปจนตายเพราะลำบากขนาดนั้นก็ยังชอบทำ หลังจากนั้นได้ฝึกฝีมือ ได้ไปทำงานที่ Maxmara ถูกส่งไปอิตาลี ไปมิลาน จัด display เข้าห้องตัด เข้าโรงงาน ได้เรียนรู้ระบบของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก
อยู่เมืองนอก 11 ปี จนถึงระดับเจ้านายจากเมืองนอกบินมาไทยเพื่อขอตัว
แต่เพราะพี่ชายบอกว่าพ่อป่วยหนัก ต้องทำหน้าที่ลูก ก็เลยต้องกลับไทย
- ดีลเลอร์รถสายแฟชั่น
หมูกลับเมืองไทยก็พบว่าพ่อก็ไม่ได้ป่วยหนักแล้ว แต่พ่อก็มอบหมายก็ให้มาทำธุรกิจดีลเลอร์รถโตโยต้าของที่บ้าน หมูเล่าว่าทำจนดีลเลอร์แทบเจ๊งเพราะสนใจแต่การออกแบบร้าน พรม พื้น ความสวยงามของโชว์รูม มีแต่ต้นทุน
จนต้องไปคุยกับพี่ชายว่าปล่อยตัวเขาออกจากดีลเลอร์น่าจะดีกว่า ก่อนที่จะทำธุรกิจที่บ้านเจ๊งคามือ
หมูก็ได้เงินก้อนนึงมาทำทุน ธุรกิจแฟชั่นเล็กๆตามความฝันที่มี..
- The humble Beginning of Asava
เริ่มวันแรกกับพาร์ตเนอร์ มีช่างเย็บอยู่สามคน แต่เริ่มมีลูกค้าช่วงแรกเพราะเคยไปช่วยงานเป็น fashion stylist เลือกการแต่งตัวให้ลูกค้าของพารากอนก็เริ่มพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง
หมูใช้วิชาที่เรียนจาก Max mara ที่ซึมซับความเป็น Quiet luxury ก็ค่อยๆสร้างแบรนด์ตัวเอง ทุ่มเทกับงานทุกชิ้น ดูแลลูกค้าอย่างละเอียดจนค่อยๆมีแฟน บอกต่อกันมา ธุรกิจก็ขยายขึ้นเพราะฝีมือ และความไว้ใจ
- ผู้หญิงของ Asava
หมูเล่าว่า ตอนที่จะทำ Asava หมูคิดถึงภาพของลูกค้าในหัวอย่างละเอียดมากว่า ผู้หญิงของอาซาว่าต้องเป็นคนยังไงนะ หน้าตาเป็นอย่างไร บ้านอยู่แถวไหน ถือกระเป๋าอะไร อ่านหนังสืออะไร ถ้าไปเที่ยวปีละสองครั้ง ครั้งนึงแบบ exotic จะแต่งตัวอย่างไร อีกครั้งไปเมืองใหญ่จะแต่งตัวอย่างไร
จินตนาการจนเห็นภาพชัดเจน
รวมถึงคำถามที่ทำให้แบรนด์ Asava ชัดมาก ก็คือ ผู้หญิงที่ใส่ชุด Asava แล้วรู้สึกได้ถึงความ “Powerful” และ “Intelligence” นั้นต้องเป็นอย่างไร
พอแบรนด์ชัด ลูกค้าก็ชัด ใส่แล้วก็ชอบ แนะนำบอกต่อจนกลายเป็น Friends of Asava ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
- อกหักครั้งแรกเพราะไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง
หมูบอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยอกหัก อกหักครั้งแรกระดับล้มทั้งยืนแถมโดนสิบล้อทับก็คือการปิดสาขา flagship ที่ลงทุนใหญ่โตและสวยงามทัดเทียมกับแบรนด์ระดับโลกที่พารากอน
เพราะช่วงที่ขยายเร็ว หมูเริ่มหลงทาง เขวไปกับการลงทุนที่เกินตัว พอลงทุนร้าน ลงทุนแบรนด์ใหม่ก็ต้องพยายามหารายได้มาเพิ่ม ทำให้สต๊อกบวม ไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดเช่นพยายามทำเสื้อผ้าให้ตามเทรนด์วัยรุ่นช่วงนั้น ลูกค้าใหม่ก็ทำไม่ถึง ลูกค้าเก่าก็เริ่มรู้สึกว่าใส่ Asava แล้วไม่รู้สึกเหมือนเดิม
จำตัวตนเดิมไม่ได้อีก
และพอเกิดเหตุการณ์ปิดเมือง ทุกอย่างก็พังทลาย…
ต้องขายสต๊อกออกถูกๆ ต้องปิดร้านที่ตัวเองรักที่สุด อกหักครั้งรุนแรง แต่ก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า ต้องกลับมาที่รากเดิม และความชอบเดิมของตัวเอง ตัวตนเดิมของตัวเอง ซื่อสัตย์กับตัวเอง กลับมาเป็น Asava อีกครั้ง
หมูค่อยๆกอบกู้อาซาว่าขึ้นมาใหม่ ชัดเจนกับแบรนด์ในระดับที่ไม่มี compromise อีก และก็กลับมายืนหยัดได้อีกครั้งแถมขยายอาณาจักรไปไกลกว่าเดิมอีกมาก
- Likability is his superpower
มีผู้ฟังถามหมูว่า ทำอย่างไรหมูถึงมีผู้ใหญ่ให้โอกาส และลูกค้าชื่นชอบอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ ตอนแทบจะล้มก็มีคนช่วย ผู้ใหญ่ให้โอกาสทำชุดนางงามและโอกาสอื่นๆอีกมากมาย
หมูเป็นคนที่ผู้ใหญ่เอ็นดูนอกจากบุคลิกภายนอกที่สนุกสนานแล้ว ก็น่าจะเกิดจากความมีน้ำใจ ทำอะไรก็ใส่สุดเสมอ เป็น Dna ตั้งแต่ทำงานไต่เต้าจากระดับล่างสุดที่เมืองนอกจนมาไทย
หมูแค่บอกว่า ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นใช้เวลา เราต้องจริงใจและปรารถนาดีต่อกันก่อน คนใหญ่ๆเขารู้ว่าใครเข้ามาประจบ มาเอาประโยชน์ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
ส่วนลูกค้านั้น ถ้าเป็นลูกค้าที่ตัดกันมานาน หมูดูแลเองมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า ต่อคุณแม่ จนเดี๋ยวนี้รุ่นลูกก็มาตัดชุดพรอมกันเยอะมาก
หมูดูแลวัดตัวเอง จนถึงเป็นสะพานเจรจาให้ลูกสาวกับแม่ว่ากระโปรงสั้นหน่อยได้มั้ย ทำมากกว่าแค่ตัดเสื้อไปมาก ทำด้วยความรู้สึกโชคดีว่าลูกค้าไว้ใจ
..ลูกค้าถึงผูกพันกันระดับสามเจเนอเรชั่นแบบนี้
ซึ่งเป็นความน่ารัก (likability) ที่ผมว่าจำเป็นมากๆในยุคสมัยนี้ที่เราอยู่ตัวคนเดียวโดยไม่มีกัลยาณมิตรไม่ได้ และทำธุรกิจก็มีแค่ follower ไม่ได้อีกต่อไป การมี fan เท่านั้นถึงเกิดการบอกต่อ และการสร้าง fan ได้ถึงทำให้ Asava ยืนยงคงกระพันมาจนวันนี้..
- The devils wears Asava
หมูในวัยห้าสิบกว่า กลายเป็น iconic ของวงการแฟชั่นไทย ผ่านความล้มเหลวจนเข้าใจตัวเอง ทำให้ตอนนี้ Asava group ขยายไปทำชุดยูนิฟอร์มบริษัทใหญ่ๆ ทำร้านอาหาร Sava กับ Co limited ที่กำลังขยายไปต่างประเทศ เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรงและยั่งยืน
วงการแฟชั่นเป็นวงการที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เกิดมาแล้วดับไปในเวลาไม่กี่ปี แบรนด์ไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่อยู่ยงคงกระพันได้ ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา Asava ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ไทยที่ทำได้ เท่าที่ได้สัมภาษณ์หมู นอกจากตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนมากๆ ความแม่นยำของ segment การใส่ใจทุ่มเทและไม่ประนีประนอมใดๆ แล้ว
หมูคุยถึงการใช้ช่องทางใหม่ๆ การทำคอนเท้นท์ การสร้าง key visual ในรูปแบบต่างๆได้อย่างทันสมัยและครบถ้วนมากๆ แม้กระทั่งการสร้างระบบสั่งสินค้ายูนิฟอร์ม การใช้งาน IT อย่างเท่าทัน
รู้ได้ถึง mindset ที่พร้อมปรับตัวไปตามกาลสมัยในเรื่องที่ต้องปรับ และแข็งขืนกับคุณค่าของแบรนด์ที่ต้องมาก่อนการสร้างมูลค่าอย่างชัดเจน
หมูทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า เราห้ามเบื่อกับแบรนด์ของเรา เพราะลูกค้าที่กลับมาก็อยากได้จิตวิญญาณเดิมของแบรนด์ แต่ดีไซน์เนอร์มักจะขี้เบื่อ อยากทำอะไรใหม่ๆ หมูเลยต้องเป็นคนที่ต้องอยู่ระหว่างการให้อิสระดีไซนเนอร์ให้ได้ทำงานสร้างสรรค์บางส่วน แต่ต้องไม่ทิ้งความคุ้นเคยที่ลูกค้าชอบเป็นหลักไปด้วย
แต่ที่ไม่มีทางประนีประนอมเลยคือชื่อเสียง…
“สิ่งที่แพงที่สุดของ Asava คือ reputation ความไว้วางใจและชื่อเสียงสำคัญที่สุด ถ้าจะต้องขาดทุน ต้องเผาเสื้อทิ้งก็ต้องทำ เสียอะไรก็ได้ห้ามเสียชื่ออย่างเด็ดขาด“ หมู Asava
โฆษณา