9 พ.ค. เวลา 04:38 • ความคิดเห็น
เรื่องราวภพ ชาติ ..ชาตินี้ภพนี้มีพ่อแม่เป็นมนุษย์ .หากว่า จะศึกษา เรียนรู้ จริงๆ ก็ไม่ได้มีความยุ่งยาก เพียงอาศัย สติสัมปชัญญะ ความหมั่นเพียร ฝึกหัด ที่ว่าจิตที่ฝึกได้ กับ ฝึกไม่ได้ เพราะเมืองไทย เป็นเมื่องพุทธ ยังมีวัดวาอารามที่เค้าสร้าง ถวายพระพุทธเจ้า .มีผู้ที่ไปขอบวช ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ที่เป็นเครื่องหมายของธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามองเห็นผู้ที่ ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เครื่องหมายธรรม เราก็น้อมจิต ระลึกไปถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
คราวนี้มันก็มีเรื่องราวที่ว่า ศีลสมาธิปัญญา นั่นก็เป็นเรื่องราวที่เรา สามารถตรวจตัวเองได้ ในคำว่า ศีล .เราทำอะไรบ้าง . ที่ว่า จิตนั่นมีศีล .สำรวจตัวเอง ไม่ต้องไปสำรวจที่ผู้อื่น .
เรื่องราวของจิต ที่ว่ามีสมาธิ นั้นเป็นอย่างไร คงไม่ใช่ว่า เดิน ยืน นั่ง นอน มีอารมณ์นึกคิด อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วอารมณ์นึกคิด ก็อุปโลกน์ว่า มีสมาธิ
สมาธิแบบไหนกัน ที่เค้าไปเรียนรู้ เรื่องการเกิดแก่เจ็บตายได้ นั่นก็มีการเรียนรู้ ฝึกหัด ทำไป ให้จิต นั้น ไม่มีอารมณ์ นึกคิด ไม่มีที่จิตนั้น หลงใหล ยึดถือ อารมณ์นึกคิดในตัวตน ที่นำพาจิต สั่งกายให้เเคลื่อนที่ เคลื่อนไหวไปสร้าง กิริยาท่าทาง กายวาจาในต่างๆ ตามอารมณ์ แล้วสิ่งนั้น ก็มีการบันทึกลงไปที่ธาตุทั้งสี่ ที่ประกอบกายที่จิตอาศัย ที่ได้มอาศัยกายพ่อแม่เป็นมนุษย์
คราวนี้ กลับมาที่ว่า เมืองไทนเป็นเมืองพุทธ คนสมัยก่อน ว่างจากการทำไร่ทำนา เค้าก็เข้าวัด ทำบุญ ไปถือศีล รักษาศีล รักษา กายวาจาใจ ให้อยู่ในคำว่าศีล แล้วก็มีการฟังธรรมขึ้น เมื่อเค้ามีการสร้างบุญกุศล ขึ้นมา กายเข้าก็มีบุญมาหนุนนำกาย กายกรรมก็ค่อยแปรสภาพเป็นกายบุญ จิตที่อาศัยในกายบุญ ก็มีความสุขอยู่ในกายบุญ คำว่า กายบุญ นั้น เป็นเรื่องที่ว่าสร้างกายในวันข้างหน้า กายบุญนั้นเป็นกายของเทพยดาอินทร์พรหม
คราวนี้ เมื่อมีกายเป็นบุญ กายบุญ ก็หนุนนำ ให้มาฝึกหัดปฏิบัติธรรม เรื่องราวรอยทั้งสี่ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รอยนี้ .ทำกายนิ่ง จิตไม่มีอารมณ์นึกคิด ยืน เดิน นั่ง นอน จิตไม่นึกคิดอะไร มีคำให้ยึด เพื่อดึงจิต ให้อยู่กับพระ ภาวนาพุทโธ ขึ้นมา เมื่อทำได้ กายนิ่ง จิตนิ่ง ไม่มีอารมณ์นึกคิดอะไร มาปกปิดขวางกั้นจืตที่อาศัยในกาย ที่ว่ากายบิดามารดาที่จิตอาศัย กายนี้เป็นของอาศัยชั่วขณะหนึ่ง จิตไม่ยึด แต่ก็ใช้กายนี้มา อยู่นิ่งชๆ ไม่สร้างเวรกรรมอะไร .เมื่อกายนิ่ง จิตนิ่งได้ ไม่มีอารมณ์ แสงธรรมก็ส่องมาที่จิต
เมื่อทำกายนิ่ง จิตนิ่งได้ ไม่อารมณ์นึกคิด คราวนี้ ก็จะค่อยได้เรียนรู้ เรื่องราวที่เป็นนามธรรม เรื่องราว สิ่งที่ว่า เป็นนามธรรมรอบกายเราก่อน เปรตอสุรกาย โอปะแาติกะ
เรื่องราวของจิตที่ไม่มีกาย ที่เค้า จากโลกไป สู่คำว่า ว่าโลกวิญญาณ เราก็จะได้เรียนรู้ .ที่สำคัญเวลาเค้าส่งให้เรียนรู้ จิตนั้น วิตกกังวล ยึดถือ หวาดกลัว อารมณ์เข้ามาปรุงแต่ง ก็เสียหาย คือ เห็นแล้วก็ต้องไม่ยึดถือ .วางเฉย พิจารณา เรื่องราวเหตุผล เรื่องกรรม เรื่องราวบุญกุศลบารมีได้ หากพิจารณาไม่ได้ มันก็เป็นอารมณ์ไปเสียทั้งหมด นั่น เค้าให่จิตพิจารณา ไม่ใช้อารมณ์นึกคิด
เรื่องเค้าสอนให้รู้จัก .เอ้า จิตที่ออกจากกาย เร่ไปงานศพเพื่อน ฟังพระสวด ตอนเย็นแถวบางนา กำลัวฟังพระสวด ก็มีผู้หญิงสวด เสื้อสีม่วง ก้มตัวมา ยกมือไหว้ กระฃิบๆๆ บอกว่า กำลังเผา พร้อมชี้มือไปข้างหลัง อย่างนี้ ก็ต้องตรวจสอบ ว่า ทีกำลังเผานั้น เป็นใคร พอเราไปยืนหน้าเมรุ ก็มีคนหันรูปมาให้ดู รูปคนตายที่ กำลังเผาอยู่ เอ้า. เห็นแล้ว ก็ใช่เลย คนเดียวกันนี่ กับที่มายอกว่า กำลังเผา .นั้นก็เรื่องราวการเรียนรู้เหมือนกัน
เอ้า..กำลังนั่งทำงาน ข้างหน้า ปรากฏเป็นภาพ แต่งตัว ทรงเครื่อง เครื่องทรง ลอยอยู่ตรงหน้า สูงใหญ่ .เห็นอย่างนี้ ทำอย่างไร ..เราก็บอกตัวเอง จิตหลอนๆ เราไม่ยึด เราไม่เอา . ภาพนั้นก็ละลายหายไป
เรื่องราวที่ยาก เรื่อวภพชาติ เมื่อเราปฏิบัติธรรมขึ้นมา เค้าก็สอนให้ เรารับไหวมั้ย เวลาที่เค้าสอนว่า จิตเราตกนรกมา เคยตกนรก เอ้า..ครูจะสอนให้ .ทำกายนี่งๆ จิตเฉยๆ แสงก็ส่องลงมาที่หน้าอก ธาตุทั้งสี่ในกาย ก็แสดงทุกข์ ที่เคยตกนรกมา ทั้งเรือนกาย ก็แประสภาพ เป็นนามธรรม กายที่จิตอาศัยในเมืองนรก กายนี้ ก็ดิ้นทุรนทุราย เจ็บแสบร้อน ทนไม่ไหว พูดโหยหวน ทุกข์ทรมานเหลือเกิน กลัวแล้วๆ ไม่ทำอีกแล้ว
.นี่ก็เพิ่งได้เรียนรู้มา นอนรับทุกข์ ไปสามชั่วโมง ดิ้นหมุน อยู่ในห้องพระ ..ตั้งแต่ตีสาม จนหกโมงเช้า พอรู้ว่า สว่าง ก็ค่อยๆ ถอนจิต แต่กายก็ทุกข์ทรมาน เหมือนถูกตีไปทั้งตัว แสบร้อนทั้งตั้ง ก็ค่อยลุกขึ้นมา กราบพระ ขอบคุณครู่ ที่มาสอนจิตให้รู้จักกรรม ที่เคยไปตกนรก เรื่องราวทำนองนี้ เค้าเรียกว่า เป็นปัจจัตตัง ในการเรียนรู้ ต้องทำให้ประจักษ์ด้วย กายที่มาอาศัยชั่วขณะหนึ่ง . นั่นก็เป็นเรื่องราวเรียนไปตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มาพระท่านบอกว่า มาเรียนๆ แล้วจะสนุก ในการเรียน . กายอารมณ์จิต
คราวนี้ เมื่อเรามีกาย บุญกุศลบารมี ไหว้พระ สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม เราก็ไม่ทำ แล้วเราจิตเรา จะรู้จักเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร หรือว่า ฟังคนนั้นคนคนนี้เล่า เหมือนที่เราเล่า ฟังแล้วอย่าเชื่อ ไปไปสำรวจตัวเอง ในคำว่า สร้างบุญกุศลบารมี นั้นเราทำมั้ย เมื่อไม่มีก็ฟังเค้าเล่าไปก่อน เหมือนนิทาน
.เพราะยังมีกรรม ต้องใช้ อารมณ์กรรมมาก ราคะตัณหา โลภโกรธหลง อารมณ์นึกคิดอุปโลกน์มากมาย ก็ใช้เค้่าไปก่อน ยังเปลีกเวลา เดินไปตามรอยกรรม ที่สะสมมาไม่ได้ เมื่อจิตมีแต่กรรม จิตออกจากกายไป ก็เดินทางไปตามกรรม ไปรับกรรมที่ตน หลงใหลสร้างขึ้นมาเอง ไม่มีใครทำให้ เราเป็นผู้ที่ทำเอง ที่ว่า กายวาจาใจ
โฆษณา