เมื่อวาน เวลา 05:56 • ข่าว

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี รัฐบาลสิงคโปร์อนุญาตให้เฆี่ยนนักเรียนเลว

คำสุภาษิต "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ในยังใช้ได้อยู่ไหม??
เป็นคำถามที่ถกเถียงกันเยอะมาก เหมือนเส้นบางๆของกระบวนการอบรมสั่งสอนให้เด็กหลาบจำ และไม่ทำผิดซ้ำ กับการร้ายร่างกายที่สร้างบาดแผลทั้งทางกาย และใจ ที่หลายคนฝังใจตนถึงวัยโต ยังไม่นับเรื่องมาตฐานการลงโทษ จำนวนครั้ง และความแรงที่ก็ต้องขึ้นอยู่กับน้ำหนักมือ กับอารมณ์ของผู้กุมไม้เรียวอีก
แต่เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้ตัดสินใจแล้วว่า การใช้ไม้เรียวยังคงจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยในโรงเรียน และลดพฤติกรรมก้าวร้าวในสังคมเด็ก
เดสมอนด์ ลี รัฐมนตรีศึกษาธิการสิงคโปร์ ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า อนุญาตให้ครูใช้ไม้เรียวเฆี่ยนตีเด็กเพื่อเป็นการลงโทษได้ ในกรณีที่พบว่ามีพฤติกรรมกลั่นแกล้งเพื่อนในโรงเรียน
นโยบายใช้ไม้เรียวนี้ ได้มีการหารือผ่านทางสภาด้วยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญลดพฤติกรรมกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศมาแล้วก่อนหน้านี้
และได้ข้อสรุปว่า โรงเรียนสามารถพิจารณาลงโทษ ด้วยการเฆี่ยนตีเด็กได้ หากพบพฤติกรรมกลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย และจิตใจกันโดยตรง หรือ ผ่านทางไซเบอร์ โดยระบุว่าการลงโทษนี้ ใช้กับเด็กนักเรียนชายที่อายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปเท่านั้น เฆี่ยนสูงสุดไม่เกิน 3 ที และต้องใช้เป็นบทลงโทษมาตรการสุดท้ายแล้วเท่านั้น
รัฐมนตรีศึกษาฯ อธิบายว่า การใช้มาตรการลงโทษด้วยไม้เรียวนี้ เกิดจากตัวเลขสถิติการแกล้งกันในโรงเรียนสิงคโปร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และมาตรการอื่นๆของทางโรงเรียนไม่เพียงพอแล้วที่จะลดปัญหานี้ รัฐบาลสิงคโปร์ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาพฤติกรรมเด็กในโรงเรียน จึงตัดสินใจอนุมัติให้ใช้โทษไม้เรียวได้
แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ครูทุกคนที่จะมีสิทธิ์จับไม้เรียวมาตีเด็ก แต่ต้องเป็นครูที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบที่เข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน
แน่นอนว่า ทางสิงคโปร์เชื่อว่า "ไม้เรียว" จะช่วยลดเหตุรังแกกันในโรงเรียนได้ และการต้องโทษโบยตี ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในสังคมสิงคโปร์ แต่มีในกฎหมายของสิงคโปร์มานานแล้วตั้งแต่ยังอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ
มาจนถึงวันนี้ ก็ยังมีโทษโบยตีผู้กระทำผิดในคดีตั้งแต่ลักเล็ก ขโมยน้อย ไปจนถึงคดีคุกคามทางเพศ หรือที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ที่มีโทษโบยตั้งแต่ 3 ที จนถึงสูงสุด 24 ที แล้วแต่ความหนักเบาของคดี
ซึ่งครั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้จำลองโทษโบยของผู้ใหญ่มาใช้ในสังคมเด็กเล็กในโรงเรียน ผ่านการไต่สวน และมาตรฐานการลงไม้ที่ชัดเจน โดยหวังใจว่าจะให้เด็กได้เรียนรู้ถึงกฎระเบียบ และตระหนักถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของสังคม
แต่จะลดความก้าวร้าว หรือ แก้ไขต้นเหตุที่ทำให้พฤติกรรมของเด็กบิดเบี้ยวได้หรือไม่นั้นมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แน่นอนว่า มีองค์กรพิทักษ์เด็กจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้
อันเนื่องจากสังคมในโรงเรียนมีขนาดเล็ก และเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่สังคมย่อส่วนของผู้ใหญ่ การ simplify กฎหมายของผู้ใหญ่มาใช้ในเด็กเล็กไม่ได้รับประกันว่าจะได้ผลลัพธ์ในแบบที่ทำกับผู้ใหญ่เสมอไป
และหากมองในแง่ที่ว่ากฎการเฆี่ยนตีจะใช้เป็นมาตรการสุดท้าย นั่นก็หมายความว่าเด็กที่ต้องโทษไม้เรียว จะกลายเป็นจุดเด่นของโรงเรียนไม่ต่างจากการประจานหน้าเสาธง ที่อาจเป็นดาบหลายคม ว่าเด็กอาจสูญเสียความมั่นใจจากการถูกลดคุณค่า หรือไม่ก็ยิ่งเสริมแรงพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อต่อต้านก็ได้เช่นกัน
ซึ่งนั้นก็คืออีกมุมมองหนึ่ง ที่ควรได้รับการพิจารณา เพราะการลงโทษเด็กที่ทำผิดยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความละเอียดอ่อนของเด็กก็มีความแตกต่างกัน ที่จะฝากความหวังไว้ที่ไม้เรียวของครูอย่างเดียว คงจะไม่ได้ แต่สถาบันครอบครัวต้องมีส่วนรับรู้ และแก้ไขปัญหาร่วมกันด้วย
เพราะเชื่อว่าไม่มีครูคนไหนอยากใช้ไม้เรียว และพ่อแม่คนไหนอยากสปอยลูก จนต้องถูกสังคมลงโทษอย่างโหดร้ายเมื่อโตขึ้นอย่างแน่นอน
****************
ติดตามบทความของ "หรรสาระ" เพิ่มเติมได้ที่
Facebook - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
Twitter - @HunsaraByJeans
Blockdit - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
แพลทฟอร์มคุณภาพ ไม่ปิดกั้นการมองเห็นเนื้อหา
****************
แหล่งข้อมูล
โฆษณา