9 พ.ค. เวลา 06:30 • การเมือง

[คนดีครองเมือง กับประชาธิปไตยที่ถดถอย]

บทความชิ้นนี้ ผมเอามาจากใน X ท่านหนึ่ง ผมขอคัดลอกบทสนทนาที่เขาตอบโต้กันนะครับ
นาย A : “เพราะคอรัปชั่นถูกมองเป็นเรื่องเล็กน้อยมาตลอดจนตอนนี้แม่งเป็นปัญหาใหญ่มากที่เราไม่เคยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีจริงๆสักที ไม่มีใครทำงานเพอร์เฟคใช่ แต่ในส่วนที่ดีเค้าก็ชื่นชมไหมนะ การเมืองที่เราตินักการเมืองไม่ได้มันดีจริงๆเหรอ ไหนว่ารัฐสภา101 เริ่ดกว่าชาวบ้าน”
นางสาว B : “คอรัปชั่นถูกมองเป็นเรื่องใหญ่มาตลอดค่ะ
เรามีรัฐประหาร เพราะกลัวการคอรัปชั่นมาแล้ว
ที่ไม่เคยเป็นเรื่องใหญ่ คือ การพัฒนา ค่ะ
หลักคิดที่ประเทศนี้มีมาตลอด
คือยอมหยุดทุกอย่าง
ยอมเสียทรัพย์ล้านๆๆๆบาท
เพื่อกระบวนการตรวจสอบการคอรัปชั่นค่ะ
เรามี สตง ปปช ปปง เต็มไปหมดแล้วค่ะ ประเทศนี้ยอมเสียเวลา และยอมเสียเงินหลักพันหมื่นบาท เพื่อกระบวนการตรวจสอบเงินสิบบาทค่ะ และยอมแม้กระทั่งให้ทุกคนหยุดทำงาน เพื่อมาติดตามเรื่องเงินสิบบาทนั่นค่ะ แล้วเพื่อผลที่ออกมาว่า อ้าว ไม่ใช่เจตนาอันจงใจ แต่เป็นการทำงานที่ผิดพลาดเฉยๆ ด้วย
นี่ค่ะ สิ่งที่ประเทศไทยเป็นมาตลอด ทุกวันนี้คำว่า คอรัปชั่ร ก็ยังหลอกหลอนคนอยากจะเป็นคนดีกว่าคนอื่นได้แบบตลอดเวลาเลย และอีกเรื่อง แนวคิดเรื่องนักการเมืองวิจารณ์ได้ นั่นไม่ใช่เรื่อง รัฐสภา101 ค่ะ รัฐสภา101 เป็นเรื่องเทคนิเคิลกลไกทางรัฐสภา / นักการเมืองวิจารณ์ได้ จะอยู่ในหมวด หลักคิดทางปรัชญาการเมือง ซึ่งจะถกเถียงกันได้จ้าและพรรคส้ม
ก็ถึงทำเป็นเสนอเรื่องระบบไงคะ ว่าถ้าเรามีระบบที่ดี วางระบบ เราไม่ต้องไปเล่นเป็นโปลิศไล่จับผู้ร้ายเลย ระบบมันทำงานของมันเอง แต่ติ่งส้มเข้าใจอันนี้มั้ย ก็ไม่ วันๆ ท่องคอรัปชันๆ สสพรรคส้มเอง เข้าใจอันนี้มั้ย ก็ไม่ด้วย วิโรจน์ โรม ไอซ์ สวมบทเป็นตำรวจไล่จับผู้ร้ายทุกวัน นั่นหน้าที่หรอ 55555 เขามีคนทำอยู่แล้วนะ ถึงได้ดูสะเหล่อสุดๆ สิ่งที่พรรคส้มเป็นตอนนี้คือ มีหน่วยงานตรวจสอบ ตั้งหน่วยงานมาตรวจสอบหน่วยงานตรวจสอบ
ตั้งหน่วยงานมาตรวจสอบหน่วยงานตรวจสอบหน่วยงานตรวจสอบ 8> เพราะกลัวคอรัปชั่นสุดๆ ค่ะ ดึงทรัพยากรมนุษย์ ทรัพกำลังไปทุ่มตรงนี้หมด จนไม่มีคนทำงานพัฒนา อินโนเวชั่นแล้วค่ะ เงินก็หมดไปกะตรงนี้ เก่งมากับการพ้อยปัญหาค่ะ สุดๆ อำนาจแผ่ขยายมิมีที่สิ้นสุด”
และนาย A ก็ตอบโต้นางสาว B ว่า : “มันควรจะกลับกันนะเรายอมเสียเงินเป็นล้านๆเพื่อได้พัฒนาแค่ล้านเดียวเพราะปล่อยให้มีการคอรัปชั่น ถ้าเรื่องใหญ่จริงก็ไม่ควรจะปล่อยผ่านครับ แล้วเราสามารถทั้งพัฒนาและตรวจสอบไปพร้อมๆกันด้วย ไม่ใช่อย่างใดอย่างนึงอย่างที่พยายามประโคมกัน”
แล้วผมด่างคอร์กี้เลยโควท X ไปว่า “คุณรู้ไหมครับ คือ ผมไม่อยากรับบทนางประวัติศาสตร์อะไรเลย เพราะถ้าผมเขียน ผมจะเขียนยาวม๊าก และผมรู้สึกว่าต้นโพสเขาเขียนเคลียร์มากนะครับ
เรื่องการแก้คอรัปชั่น มันถกเถียงกันได้ และผมคิดว่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มันมีการถกเถียงมาโดยตลอด และยิ่งเฉพาะ หลังการรัฐประหารปี 2534 หลังพฤษภาทมิฬ อ้างบุฟเฟ่คาบิเนต จึงมีการสร้างระบบที่ป้องกันการคอรัปชั่นมาโดยตลอด และ ทำไมนะ ยิ่งสร้างระบบที่บอกว่า นักการเมืองแม่งก็โกง จึงต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แล้วสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ พอเจอรัฐประหารอีกรอบ ฉีกอีก ทีนี้ เป็นรัฐธรรมนูญ 60 ที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง
สิ่งนี้ชี้ให้เห็นครับว่า ประเทศนี้มองเรื่องคอรัปชั่น และ ขอเสริมเรื่องของ การเมืองเชิงศีลธรรมนำหน้า และ ใหญ่กว่า การพัฒนาประเทศ และ วัฒนธรรมประชาธิปไตยเสมอ
การที่คุณบอกว่า เห้ย สิ่งนี้มันทำพร้อมกันได้ไม่ใช่หรอ สิ่งนี้ มันคือการเมืองในอุดมคติที่คุณมีครับสิ่งนี้ไม่ใช่อาชญากรรม แต่ในความเป็นจริง คุณคิดว่ามันได้จริง ๆ หรือครับ ?
ทำไมกันนะ ทำพร้อมกันได้ แต่ทำไมวัฒนธรรม สังคมประชาธิปไตยถึงได้ถดถอยลงขึ้นทุกวัน ๆๆๆๆๆๆๆๆ ถ้าคุณคิดว่าทำพร้อมกันได้จริง
ปล. การพูดคุย หรือ การถกเถียงเรื่องการแก้ปัญหาคอรัปชั่น ไม่ควรถูกสร้างเป็นปีศาจทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม เช่น เป็นพวกแบกการทุจริตหรอ อันนี้ไม่เอาครับ เป็นการพูดคุยที่ไม่สร้างสรรค์
เอาเป็นว่า คอมเม้นนี้ของคุณ และ ความเห็นของคุณ ผมขออนุญาตไปเป็น Content เขียนลงเพจ และ blockdit ห้องสมุดการเมือง by ด่างคอร์กี้นะครับ ขอบคุณครับ 🙏”
แล้วหลังจากนั้นก็มีนางแบกก็พูดถึงโครงสร้างการเมืองไทย บ้าคอรัปชั่นมาโดยตลอดอยู่แล้ว
1
เอาล่ะ เราได้เห็นบทสนทนาข้างต้นแล้ว เรามาเริ่มต้นพูดคุยซักนิดนึงดีกว่าว่า จริงหรือไม่ ? ที่ประเทศไทยนั้น มองเรื่องคอรัปชั่นเป็นเรื่องเล็กมาโดยตลอดจริงหรือครับ ? ไม่ใช่ หลอนเรื่องคอรัปชั่น จนทำให้เกิด ประชาธิปไตยถดถอยทุกครั้ง ไม่ใช่หรือครับ
ฉันเอาจากบทความของคำผกาในมติชนสุดสัปดาห์ ที่ตีพิมพ์วันที่ 28 สิงหาคม 2561 ที่ชื่อว่า กลัวโกงจนสมองฝ่อ
(https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_129095) ซึ่งผมจะขอสรุปสั้น ๆ 3 บรรทัดคือ
“โพลที่เน้น “เลือกคนดีไม่โกง” ทำให้คนไทยคิดแคบ มองการเมืองแบบพึ่งผู้นำ แทนที่จะมองบทบาทของประชาชนเอง
ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้อยู่ที่ความดีของนักการเมือง แต่อยู่ที่ระบบ - ยิ่งประชาชนมีอำนาจตรวจสอบน้อย คอร์รัปชั่นยิ่งสูง
ทางออกคือเสริมอำนาจประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีสภา สื่อ และเสรีภาพ ไม่ใช่รอ “คนดี” มาแก้ปัญหา”
จากบทความนี้จะพบว่า การแก้ปัญหาคอรัปชั่น มันไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ระบบหรือไม่ ?
เอาเข้าจริง ประเทศไทยเนี้ยในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี้ หลอนคอรัปชั่น จนไปลดทอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ในทุก ๆ ครั้งที่มีการรัฐประหารอยู่นะ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด นักการเมืองเลว จึงต้องเอาคนดีมาคุม เอาองค์กรพิเศษมาคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอีกที ที่เป็นองค์กรที่ไม่ไว้ใจประชาชนที่เลือกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น พวก องค์กรอิสระ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น กกต. สตง. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ เต็มไปหมดเลย สุดท้าย องค์กรพวกนี้ ปราบใคร ? ถ้าไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
โพสนี้เรามาย้อนความถึงการรัฐประหาร ชาติชาย ชุณหวัณ ในปี 2534 ดีกว่า
รากปัญหา: รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยยึดโยงประชาชนจริง
ก่อนเหตุการณ์ พฤษภา 2535 คนไทยแทบไม่เคยคิดเรื่อง “รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม”
หลังยุคคณะราษฎร ระบบรัฐธรรมนูญไทยกลายเป็น:
เครื่องมือของผู้มีอำนาจ
- ถูก “ฉีกแล้วเขียนใหม่” ซ้ำๆ ช่วงเผด็จการทหาร (สฤษดิ์–ถนอม):
- ถึงขั้น “ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญก็ได้” รัฐธรรมนูญที่จริงจังเริ่มหลัง 14 ตุลา 2516 แต่ก็ยังถูกออกแบบโดย “ชนชั้นนำ” และมีอายุสั้นมาก
ตัวอย่างสำคัญ
• รัฐธรรมนูญ 2517 → เสรีภาพมาก → ถูกมองว่าวุ่นวาย → จบด้วย 6 ตุลา 2519 + รัฐประหาร
• รัฐธรรมนูญ 2521 → มาจากรัฐประหาร → เป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”
แนวคิดหลักของสังคมไทยยุคนั้น
• ไม่ได้ยึดว่าต้องมาจากประชาชน
• ขอแค่ “คนดีปกครอง” ก็พอ
โดยสรุปเรื่องนี้คือ ระบบรัฐธรรมนูญไทยอ่อนแอ เพราะไม่เคยตั้งอยู่บนหลัก “อำนาจของประชาชน” อย่างแท้จริง
จุดระเบิดของเรื่อง รัฐธรรมนูญ 2534 และพฤษภาทมิฬ
มีการรัฐประหารปี 2534 ล้มรัฐบาล ชาติชาย อ้างเหตุ
1. คอร์รัปชัน
2. เผด็จการรัฐสภา แต่รัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านี้เลย
สิ่งที่รัฐธรรมนูญ 2534 ทำ:เปิดทาง “นายกคนนอก” ส.ว. มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ออกแบบให้ “อำนาจทหารอยู่ต่อ”
ปัญหาใหญ่: ดันสภาเลือก พลเอกสุจินดา คราประยูร (ผู้นำรัฐประหาร) เป็นนายกรัฐมนตรี
ทีนี้เกิดพฤษภาทมิฬ ขึ้นมาเลย!
ข้อสรุปสำคัญของเรื่องนี้คือ
1. ปัญหา ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล
2. แต่คือ “โครงสร้างรัฐธรรมนูญ”
นั้นหมายความว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยเนี้ย ไม่เคยมองคอรัปชั่นเป็นเรื่องเล็กใด ๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่ปี 2534 ที่มีการรัฐประหาร พลเอกชาติชาย แล้วจ้า
ข้อเรียกร้อง คือ ต้องรื้อรัฐธรรมนูญจากเผด็จการ ไม่งั้นประเทศไปต่อไม่ได้
ต่อมา หลัง 2535 เมื่อทหารถอย แต่การเมืองยังล้มเหลว
หลังเหตุการณ์พฤษภา ทหาร ก็“ถอยออกจากการเมือง”
ระบบกลายเป็น “นักการเมืองล้วน”
ปัญหาใหม่ก็มาอีก
นักการเมืองถูกมองว่า
- แบ่งพรรค แบ่งมุ้ง
- มีการต่อรองผลประโยชน์
- มีคอร์รัปชัน (เช่น ส.ป.ก. 4-01)
แต่แปลกตรง ๆ นะ
แม้การเมืองแย่แต่ก็ยังแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ
เหตุผล คือ
พรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้น มีความเห็นหลากหลาย ไม่กล้ารื้อทั้งระบบ แต่ก็เลือก “แก้ทีละมาตรา”
สรุปเรื่องนี้คือ แม้ไม่มีทหารแล้ว แต่ระบบการเมืองก็ยังไม่สามารถปฏิรูปตัวเองได้
จุดสูงสุด: รัฐธรรมนูญ 2540 (ฉบับประชาชน)
จุดเด่น:
มี ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ)
มีส่วนร่วมจาก:
1. ประชาชน
2. นักวิชาการ
3. NGO
ตัวแปรสำคัญ:
คือ ได้ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน
เนื่องจาก มี “ทุนทางสังคมสูง”
ทั้งจาก ภาคธุรกิจ , ภาคประชาสังคม , ต่างประเทศ
จึงเกิด “ฉันทามติใหญ่” ในสังคม มีNGO หนุน (ครป.)
แล้วทำให้เกิด กระแส “ธงเขียว” สนับสนุนรัฐธรรมนูญ
แม้มีคนคัดค้าน
1. กลัวศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก
2. ไม่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจท้องถิ่น
แต่สุดท้าย
- ฝ่ายสนับสนุน “ชนะ”
- รัฐธรรมนูญ 2540 ผ่าน
ความสำคัญ:
เป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ครั้งแรก
ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุด แต่สุดท้ายเมื่อฐานคิดในการสร้างรัฐธรรมนูญ 40 เนี้ยมันมาจาก ชุดวิธีคิดแบบกลัวนักการเมืองโกงมาตั้งแต่แรก และเป็นเรื่องใหญ่มาโดยตลอด
ถ้าเราอ่านบทความฉบับนี้ของคำผกาที่ลงในประชาไท (https://prachatai.com/journal/2026/01/116210) จะพบว่า คำผกาได้วิพากย์ว่า “ประชาธิปไตย” ต้องยึดหลักเสียงข้างมาก ไม่ใช่ตัดสินว่าใครเป็น “คนดี” หรือ “ผู้เชี่ยวชาญ” แล้วให้มาบริหารประเทศแทนเจตจำนงประชาชน พร้อมวิจารณ์แนวคิด “รัฐบาลมืออาชีพ” ว่าเป็นการกลับไปสู่แนวคิดเทคโนแครตแบบยุคปฏิรูปการเมืองก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ขึ้นชื่อว่า “กลัวนักการเมืองโกงหนักมาก กลัวจะเป็นแบบนักการเมืองคนก่อนคือ ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ถูกรัฐประหารด้วยข้อหา บุฟเฟ่คาบิเนต”
คำผกาย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชี้ว่าความเชื่อเรื่อง “คนดีปกครองบ้านเมือง” และองค์กรอิสระ ถูกใช้ลดทอนพลังของนักการเมืองจากการเลือกตั้ง จนนำไปสู่รัฐประหารและการทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ
ซึ่งบทความนี้ วิเคราะห์ว่าการกลับมาร่วมเวทีของ สนธิ ลิ้มทองกุล กับ จตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่สะท้อนการหลอมรวมใหม่ของกลุ่มปัญญาชน สื่อ และขบวนการต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร ในหลายยุคการเมืองไทย
บทความนี้ชวนย้อนประวัติการเมืองตั้งแต่ยุคพันธมิตรฯ รัฐประหาร 2549 เสื้อแดง นกหวีด จนถึงกำเนิดพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล เพื่อชี้ว่าปัญญาชนและชนชั้นกลางไทยจำนวนมากเคยเชื่อว่าการต่อต้านทักษิณคือภารกิจประชาธิปไตย ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนจุดยืนหลังเหตุการณ์ปี 2553 และยุครัฐบาลประยุทธ์
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เราย้อนกลับไปตอนถือกำเนิดอนาคตใหม่ เป็นจุดกำเนิด และเป็นที่ทางของพวกสองไม่เอา ทั้งไม่เอาเพื่อไทย และ ไม่เอารัฐประหาร ในมุมมองของผม ผมเห็นพรรคอนาคตใหม่แรก ๆ ผมคิดว่า เห้ย ดีจังเลย เรามีพรรคพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตย อย่างพรรคอนาคตใหม่มาแล้ว เราขออิงตามบทความที่เคยแปะ
ข้างต้นคือ “เอะใจ” ตั้งแต่ตอนที่อนาคตใหม่พูดเรื่อง “การเมืองสะอาด” และ “ไม่ซื้อเสียง” เพราะมองว่าคล้ายแนวคิดสลิ่มยุคเก่า เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบใหม่ ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรจากอดีตเลย
ต้องเขียนย้อนไหมครับ บทความของคุณวิลเลี่ยม คัลเลอฮาน (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=122152474748666547&set=pb.61569996417123.-2207520000&type=3) จากโพสนี้ที่ผมเคยเขียน ขอสรุปอย่างกระชับว่า “บทความของ William A. Callahan ชี้ว่า กระแสต่อต้าน “ซื้อเสียง” หลังพฤษภา 2535 ถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในการผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่แฝงแนวคิดต่อต้านประชาธิปไตยไว้ภายใน
ชนชั้นนำเชื่อว่า “นักการเมืองเลว–ประชาชนถูกหลอก” จึงออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 แบบเทคนิคocratic เน้นองค์กรอิสระ ความเป็นกลาง และธรรมาภิบาล มากกว่าพลังของประชาชน
Callahan มองว่าแนวคิดนี้สอดคล้องกับกระแส neoliberalism หลังวิกฤต IMF ที่ลดประชาธิปไตยให้เหลือเพียง “การเลือกตั้งที่สะอาด” แต่ไม่แตะปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือเศรษฐกิจ
เขาเสนอว่าประชาธิปไตยที่แท้ต้องสร้างจากภาคประชาชน ศักดิ์ศรีมนุษย์ และความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบาย 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน และ OTOP ที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจต่อรอง
บทสรุปสำคัญคือ ต่อให้รัฐธรรมนูญดีแค่ไหนก็ถูกฉีกได้ หากไม่มีฐานประชาชนรองรับ และ “ความเป็นกลาง” อาจถูกใช้เป็นอาวุธทำลายประชาธิปไตยเสียเอง”
ซึ่งบทความชิ้นนี้อยู่ในนิตยสารฟ้าเดียวกัน ที่เราเอามารีรันอีกล้านรอบ มันก็ใช่ มันคือ Mentality ที่เคยอยู่กับพรรคอนาคตใหม่ใช่หรือไม่ ?
หลังจากนั้นเมื่อยุบพรรคอนาคตใหม่ จนเกิดม็อบสามนิ้วขึ้นมา ช่วง 63 – 64 Mentality ในลักษณะแบบ Moral superiority จึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา ผ่านการถกเถียง และแชร์ภาพจากเพจ ๆ นึงที่ขออนุญาตไม่ให้ค่า เรื่องของ รัฐมนตรีแคนนาดา ที่แชร์มาบ่อย ๆ พร้อมที่จะบอกว่า นี้ไงเราอยากได้ put the right man on the right job เลยน้า ตลอดเวลา จากจุดกำเนิดการถกเถียงของปิยบุตร และ ธนาธรที่ว่า “นายกต้องเป็น สส. ” เท่านั้น จึงทำให้นายกของเพื่อไทย
ไม่สามารถเป็นได้เลยแม้แต่คนเดียว เนื่องจาก ไม่มี สส ปาตี้ลิสต์เลยแม้แต่คนเดียว ( ณ วันนั้น ติดหล่อด้วย ถูก Gaslight ด้วย) จนมารู้ความจริงมากกว่านั้น อยากดูไหม (https://x.com/dangcorgi/status/1651851444088344577?s=20) สิ่งนี้มันแปลว่าอะไร ? มันแปลว่า ไอ้หลักการนายกต้องเป็น สส. เป็นแค่เรื่องเบลมทางศีลธรรม ถ้าไม่ทำตาม แปลว่า เพื่อไทยเนี้ยมันเข้าข้างฝ่ายอำนาจนิยมไปแล้ว (ทั้ง ๆ ที่ในรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ได้ห้ามเรื่องนี้เอาไว้ เพราะไม่มีใครเป็น สส.ปาติ้ลิสต์เลยแม้แต่คนเดียว)
อย่าให้รีรันเลยครับ ว่าด้วยเรื่องการเบลมการเมืองเชิงศีลธรรม สิ่งนี้มันระรอกแรก และทำมาโดยตลอด จนล่าสุดคือ พรบ.สร้างเสริมสังคมสันสุข ที่ถูกชี้หน้าว่าไม่ช่วยเด็ก ใจร้าย และ พรบ.อากาศสะอาด ที่ถูกชี้หน้าว่า เข้าน้อย ไม่สนใจ พรบ.อากาศสะอาด
เรื่องการเบลมการศีลธรรมนี้ เก่งมากเลยพรรคนี้ และคนพวกนี้ คือ การเบลมทางศีลธรรมเฉพาะกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ถ้าย้อนกลับไปในอดีต พรรคที่เล่นเกมการเมืองเชิงศีลธรรมเก่งที่สุด ชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นะครับ
การที่เราไล่เรียง ฐานคิดดั้งเดิม หลังมีการรัฐประหาร 2534 จนถึง รัฐประหาร ปี 2557 นั้น ฐานคิดดั้งเดิมในทุกการรัฐประหาร คือ การกลัวนักการเมืองโกงจนขึ้นสมอง จนนำพาไปสู่การลดทอนความเป็นประชาธิปไตยโดยไม่รู้
แม้แต่ยุคตาสว่าง ฐานคิดดั่งเดิม ก็ยังมีอยู่เช่นเดิม เพียงแค่ตาสว่างจากการรัฐประหาร เข้าร่วม ม็อบสามนิ้ว เปิดสเปซ สลิ่ม VS สามกีบ ที่สลิ่มขวาขึ้นไปพูดบนแพแนล ผมจำได้เลยว่า “สลิ่มตาสว่าง นั้นเป็นพวกสลิ่มปลอม” และมีนางแบกคนนึงโพสว่า “สลิ่มตาสว่างไม่มีจริง” จนทัวร์ลงว่าใจแคบและก็ปลิวต่อไป การเวลาผ่านไป เมื่อคนตาสว่างอีกครั้ง (คายส้ม) และผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ตาสว่าง
พวกเขาก็พูดประโยคเดียวกัน บนแพแนลในสเปซว่า “พวกสามนิ้วตาสว่างไม่มีจริง พวกสามนิ้วที่บอกว่าตาสว่างเนี้ยเป็นพวกไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีกระดูกสันหลัง”
แต่ในมุมมองของผมนะครับ พลวัตทางการเมืองมันขับเคลื่อนได้ตลอดเวลา จะมีคนตาสว่าง 1 เรื่องแต่บางทีก็ตาสว่างไม่หมด เช่น ตาสว่างแค่ไม่เอารัฐประหาร แต่ Moral superiority ยังสูงอยู่ สิ่งนี้เรียกว่าตาสว่างอย่างไร ?
แต่คนคายส้ม เช่น ผมเนี้ย เคยหลงพรรคอนาคตใหม่หนักมาก แต่ตัวเองกาเพื่อไทยนะ ตอนนั้นอ่ะ เพราะตอนนั้นมีบัตรใบเดียว แบบ MMA เพียงเพราะผมได้เถียงกับชาวเน็ตท่านหนึ่งใน X แล้วเขาก็ตอกกลับผมด้วยคำว่า “สมกับเป็นพวกควายแดง” ที่ผมตามดีเฟนอาจารย์ชัชชาติเป็นฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่ ? คนที่แต่งเพลงที่ทำให้พี่ สมบัติ ทองย้อย แชร์แล้วถูกดำเนินคดีอ่ะครับ เป็นคนตั้งคำถามเรื่องนี้
จนสุดท้าย ผมค่อย ๆ ถอดวิธีคิด จนผมเองก็พบว่า “เห้ยนี้มันวิธีการคิดแบบที่สลิ่มฝ่ายขวาเขาเคยคิด เคยเขียนเลยนี้หว่าแต่เป็นอีกเฉดนึง” ของพวกเขาจนผมเอ๊ะแล้วกลายเป็นนางแบกโดยไม่ต้องประกาศให้ใครรู้ว่าเป็นนางแบก แต่นางแบกที่เคยตีกับผม เคยบล็อกผม ทยอยปลดบล็อก เพราะ
ผมตีกับนางแบกหนักจริง แซะหนักจริง แต่ไม่ได้มีคำหยาบคายอะไรนะครับ แค่แซะ แคปกันไปกันมานี้แหละ
พอผมเอ๊ะ ผมกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า “ทำไมผมไม่เอ๊ะช่วงงบกลาง ปี 2564 นะ ยิ่งช่วงงบกลาง ยิ่งเห็นชัดเจน ที่สร้างปีศาจใส่พรรคเพื่อไทยอย่างไม่เป็นธรรมที่ว่า ตีเช็คเปล่าให้พลเอกประยุทธ์”
จนงบกลางที่เอาไปใช้จริง ๆ (https://x.com/todayth/status/1526491176547024896?s=20) แล้วยอดรีโพสน้อยมาก ๆ ผ่าน X
โพสนี้ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด เรื่องการจับมือลุงไหม ? การข้ามขั้วอะไรไหม ? ซึ่งผมเคยเขียนไปแล้วที่โพสนี้อย่างละเอียดยิบ หากใครสนใจ อ่านได้เลยนะครับ (https://www.facebook.com/dangcorgi/posts/pfbid0QuK5AsD2b7ARaGkJW3PBVEwjfR5WcajpFPZVbB8vemep8sCfY62HC5Yuyv6GcWZNl)
ซึ่งผมขอสรุปรวม ๆ ว่า
“โพสนี้ผมมองว่า พรรคเพื่อไทยถูกโจมตีและกดดันอย่างหนักช่วงเลือกตั้งปี 2566 โดยเฉพาะประเด็น “จะจับมือกับลุงหรือไม่” จนถูกกล่าวหาว่ามีดีลลับและถูก gaslighting จากฝ่ายแอคติวิสต์และปัญญาชนบางกลุ่ม
ผมอธิบายว่า แคมเปญ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์” มีเป้าหมายเพื่อชนะกติกา ส.ว. 250 เสียง และตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ไม่ใช่การประกาศจับมือกับฝ่ายใดล่วงหน้า
ผมเห็นว่า เมื่อผลเลือกตั้งออกมาไม่มีพรรคไหนแลนด์สไลด์ การจัดตั้งรัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนตามคณิตศาสตร์การเมือง และสุดท้ายเพื่อไทยเลือกจับมือกับพรรคอื่นเพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้ หรือ ข้ามขั้วนี้แหละครับ แล้วถูกสร้างวาทกรรม ตระบัตย์สัตย์ ใส่พรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด
ผมยืนยันว่า ไม่รู้สึกว่าเพื่อไทย “ทรยศประชาชน” เพราะบริบทตอนนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดัน การโจมตี และเงื่อนไขทางการเมืองที่ซับซ้อน” ที่เหลือไปอ่านเองนะครับ
อาการแบบนี้ ผมขอเรียกว่า “พวก Active citizen จนล้นเกิน” สร้างคนอื่นเป็นผีเป็นปีศาจอย่างไม่เป็นธรรม จำได้เลยรัฐบาลเศรษฐา พี่ยิ้มเนี้ย ต้องออกมาสอน 101 ในเรื่องงบกลาง กลางสภา (https://x.com/dangcorgi/status/1803396679481303150?s=20)
จนทุกวันนี้ การอภิปรายงบประมาณ ไม่มีผีงบกลางกลับมาแบบนี้อีกเลยไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายรอบไหนก็ตาม และช่วงนั้นพลวัตสังคมไทยยังมีความหลากหลาย และผลักดันกฎหมาย ก้าวหน้าได้หลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น สมรสเท่าเทียม,สุราชุมชน และ พลวัตมีการถ่วงดุลทางความคิดหลายเรื่อง ถ้ารัฐบาลขวามากเกินไปก็มีการออกมาโต้รัฐบาลทันทีว่าขวามากไป แต่โดยภาพรวม พวก Active citizen จนล้นเกินไม่สามารถยอมรับได้ว่า
รัฐบาลเศรษฐาในตอนนั้นพลวัตทางการเมืองไม่เคย ซ้ายกว่าใคร และ ขวาจัดกว่าใคร แถมยังสามารถด่วงดุลทางความคิดกันได้ด้วย
จนมาสู่ยุครัฐบาลแพทองธาร ก็เช่นกัน พลวัตทางความคิด ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลเศรษฐา มีการถ่วงดุลทางความคิด ไม่ซ้ายเกิน และไม่ขวาเกินไป จัดงานสงกรานต์ ยิ่งใหญ่มาก ๆ ให้ความสำคัญกับงานสร้างสรรค์ งานผลิต ไม่พอนะครับ ละคร ซีรี่ที่ออกจาก THACCA ที่มีบางเรื่องบ้งบ้าง บางเรื่องไม่ได้บ้งบ้าง
และสามารถเล่าประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองได้อย่างตรงไปตรงมา โดยที่ไม่ใช่เรื่องนี้ นักการเมืองก็ชั่ว ๆ โกง ๆ ใช่ไหม เราก็เอาคนดีมาจัดการ วนอยู่ตลอดชีวิตของผมที่ผมเคยดูละครเรื่องนี้มา
วาระที่ก้าวหน้าอีกเรืองขึ้น สิทธิ์ขั้นพื้นฐานอย่าง 30 บาทรักษาทุกที่ รวมไปถึง เกือบจะได้ 20 บาท ตลอดสายแล้ว แต่พอดีว่า พรรคที่เรียกหารัฐสวัสดิการ แต่! ค้านรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต้องให้ผมเขียนไหม ? ต้องให้เขียนอย่างละเอียดไหม ? เพราะ พรรคประชาชนตอนนี้คือตกต่ำ ขั้นสุดขีด พูด Fact. แล้วกลัวว่าจะเป็น Fake News กระผมจำเป้นต้องเอาโพสที่เขียนลงใน X มาแปะให้ผู้อ่านได้อ่านนะครับ (https://x.com/dangcorgi/status/2052029124311699688?s=20)
สิ่งนี้ไม่ Fake news แน่นอน แบบนี้ไม่เรียกต้านรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ให้เรียกว่าอะไรหรอ ?
จนกระทั่งมีกระแสปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา และ มีคลิปเสียงหลุดออกมา เพื่อต้องการเปิดด่าน และไม่ต้องการรบให้เสียเลือดเสียเนื้อ เสียชีวิต ต้องการสันติภาพชายแดน ณ เวลานั้น ถ้าจะให้ทวนเหตุการณ์ในตอนนั้น ก็คงต้องหยิบบทความนี้ขึ้นมา (https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_849416)
โดยสรุปสั้น ๆ ว่า “คำผกามองว่าคลิปเสียงแพทองธาร ฮุน เซน
ไม่ได้ทำลายรัฐบาล แต่กลับสะท้อนว่าแพทองธารมีภาวะผู้นำ และไทยยังยืนยันแนวทางเจรจาชายแดนตามกรอบเดิมโดยไม่เสียผลประโยชน์ประเทศ
บทความวิจารณ์ฝ่ายค้านที่เรียกร้องให้ยุบสภา โดยชี้ว่าสภายังทำงานได้ ยังมีหวยเกษียณ ยังมีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และไม่มีเหตุผลทางประชาธิปไตยที่ต้องลาออกหรือยุบสภา
คำผกายังย้ำว่าในระบอบประชาธิปไตย คะแนนนิยมรัฐบาลขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญกว่าชัยชนะของพรรคการเมือง คือการรักษาระบบเลือกตั้งและประชาธิปไตยให้เดินต่อเนื่องได้ยาวนาน” และตัวแม่ตัวมัม นางแบกสีส้มเบอร์ 1 ไปออกรายการ ช่วยขยายความชอบธรรมให้ฝ่ายขวา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พรบ.ไฟแนลเชียลฮับที่ชีพูดประมาณว่า “เป็นเครื่องจักรกลในการฟอกเงิน ”
เดี๋ยวจะหาว่าเป็นข่าวปลอม (https://x.com/dangcorgi/status/1985285903338942792?s=20) ผมได้ดูดคลิปจากสามนิ้วแอคะนึงมาบันทึกเอาไว้ว่า วันนึงชีเคยพูดแบบนี้ พูดตรง ๆ นะครับว่า ชีนั้นขวาหันไม่ไหวแล้วด้วย
และเอาที่พีคที่สุด และอยู่ในใจที่สุดคือ “การที่แพทองธารมีอำนาจเต็ม ได้นำพาให้ชาวบ้านมีการบาดเจ็บล้มตายในวันนี้” (https://x.com/dangcorgi/status/1955590888329208147?s=20) นี้คือจุดเริ่มต้นของการให้ความชอบธรรมของฝ่ายขวา ลามมาจนถึงฐานเสียงของพรรคประชาชนที่เอาบทที่ฝ่ายขวาเอามาเล่นว่า
“อังเติ้ลคะ อยากได้อะไรก็บอก” แปะภาพนี้(https://shorturl.asia/BVrTo) ให้นางแบกใหญ่เลย จนเราไม่รู้แล้วว่าพวกคุณก้าวหน้าจริงอ๋อว้า
จนกระทั้งแพทองธารถูกสอยจากศาลรัฐธรรมนูญ และผมก็ได้เขียนถึงความผิดปกติของสี TOA ไว้ที่โพสนี้ (https://www.facebook.com/photo/?fbid=122150247608666547&set=a.122109633428666547)
ซึ่งผมเองก็ตั้งคำถามตลอดเลยว่า MOA (สี TOA) ฉบับที่คุณเซ็นกันนี้มีอะไรในกอไผ่หรือไม่ ?
หลังจากที่หักสี TOA กันแล้วมาจัดงานขอโทษแบบปาหี่ที่สนามหญ้า มศว.ประสานมิตรไหมครับ (https://www.facebook.com/photo/?fbid=122150184218666547&set=a.122109633428666547)
และอีกอย่าง ก่อนคุณจะโหวตให้อนุทินเนี้ย พวกนางแบก และพวกนักกิจกรรม อินฟลูเวนเซอร์ บางส่วนบอกให้โหวตเพื่อไทย แถมมาวอแวให้นางแบกอย่างพวกผมเนี้ย ไปบอกให้เพื่อไทยไปอาคารอนาคตใหม่เดี๋ยวนี้ ซึ่งนางแบกไม่ทำ จ้า พวกคุณระแวงหนักมาก แต่สุดท้ายคุณก็โหวตคุณอนุทินอย่างไม่ขาดสาย
โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนพวกคุณจะโหวตให้อนุทินนั้นมีเสียงระแวงเนาะ ฟังบทสัมภาษณ์พี่ก่อแก้วทีช่องวันมั่ง แล้วไปตีความกันเองว่า “พลเอกประยุทธ์” ที่เป็นองคมนตรี จะมาเป็นนายกชั่วคราวให้เพื่อไทยอะไรซักอย่าง ซึ่งเราอยากถามตรง ๆ ว่า เราดูรายการเดียวกันไหม ? มันลามมาถึงนักวิชาการฝ่ายซ้ายอย่าง
ธงชัย วินิจจะกูล และ Endorse โดย ประทีป คงสิป ซึ่งผมได้ทำการบริภาษทั้งคู่ (https://www.facebook.com/dangcorgi/posts/pfbid025GFUV44c6nHrikpiRb8rjT1UVf9c5U7ZsZGx1YQsnNJjRXn2N9gJg5Piu2Cy8tFAl) ที่มีลักษณะ “คนแก่ หลง เด็ก พึ่งหัดซ้ายตามอุดมคติของคนทั้งคู่” โดยสิ่งที่ผมบริภาษนั้น ขอสรุปว่า
“ผมมองว่าบทความของประทีป คงสิป และ ธงชัย วินิจจะกูล ยังติดกรอบการเมืองแบบ “Moral superiority” ที่มองฝ่ายตนมีศีลธรรมเหนือกว่า จนซ้ำรอยแนวคิด “สองไม่เอา” ในอดีต
ผมวิจารณ์ว่าทั้งคู่โยนความล่มสลายของขบวนการสามนิ้วไปที่ทักษิณและเพื่อไทย มากกว่าจะมองปัญหาภายในของขบวนการเอง
ผมตั้งคำถามว่าการโจมตีเพื่อไทยด้วยตรรกะเรื่อง “คนดี–คนเลว” หรือการใช้กลไกรัฐเล่นงานฝ่ายตรงข้าม กำลังทำให้ฝ่ายก้าวหน้ากลายเป็นแขนขาของรัฐพันลึกเสียเองหรือไม่ ?
ผมมองว่าช่วงกระแสไทย–กัมพูชา ยิ่งสะท้อนว่าการเมืองเชิงศีลธรรมและชาตินิยมสุดโต่ง ทำให้คนเห็นต่างถูกตีตราเป็น “ชังชาติ” ได้ง่าย
ท้ายที่สุด ผมเห็นว่าสิ่งที่ทั้งสองบทความเสนอ ไม่ใช่การเมืองมิติใหม่ แต่คือฐานคิดเดิมหลังรัฐประหาร 2549 ที่ยังวนอยู่กับการตัดสินการเมืองด้วยความดีเชิงศีลธรรมมากกว่าโครงสร้างประชาธิปไตย”
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจากที่ได้ทำสี TOA เราได้อะไรกลับมาบ้างครับ ? นอกจากปล่อยให้นางหามทั้งหลายใช้ข้อกล่าวหาในการโหวตอนุทิน อย่างน้อยก็ได้ประชามติ คำถามคือ แล้วได้อะไรต่อมาครับ ?
นอกจาก ม.256 เริ่มใหม่ทั้งหมด สสร. แบบไม่มีอำนาจอะไรจะยกร่างก็ว่าว
อย่าให้ได้ร่ายยาวเลย เพราะเห็นนักวิเคราะห์การเมืองคนนึง ซึ่งผมพูดตรง ๆ ว่า ผมไม่อยากให้ค่าอะไรเขาเลย ทุกอย่างลงมาที่เพื่อไทยคือตัวถ่วง และ จู่ ๆ ก็มองเห็นเพื่อไทยเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เฉพาะในช่วงที่ตัวเองได้ประโยชน์ (https://www.facebook.com/photo/?fbid=1420022826832875&set=a.479371834231317) สิ่งนี้ โคตรน่าขยะแขยง คนคิดไม่ใช่แค่นางคนเดียว
เห็นคนอื่นเป็นประชาธิปไตย เฉพาะที่ตัวเองได้ประโยชน์ พอเจอเรื่องอเปหิทางการเมือง จู่ ๆ ก็มารักประชาธิปไตย แบบชนิดที่เคยลืมว่า เคยขยี้อะไรชั้น 14 อะไรเอาไว้ตลอด 2 ชม สิ่งนี้มันทำให้เรารู้สึกขยะแขยง และจอมปลอม ทั้งองค์คาพยพที่สุด
ถ้าจะให้ย้อนถึงความผิดปกติของการแก้รัฐธรรมนูญ
และการสร้างปีศาจอย่างไม่เป็นธรรม ผมจำได้ว่าผมบันทึกเรื่องนี้ไว้ ผมจะขุดขึ้นมาให้ดู
แบบไม่เรียงวันที่ ผู้อ่านไปเรียงวันที่เอาเอง เจออันไหน ผมแปะเลย
จะเห็นว่า ผมนี้เชียร์ให้เพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทิน เพื่อล้มรัฐบาลไปซะ แต่วันนั้นนี้คือภาพนี้
ช่วงนั้นเพื่อไทยแทบจะเป็นปีศาจทางการเมือง ในภาวะที่เขาไม่ได้ร่วมทำพิธีกรรมประหลาด ๆ ด้วยการทำสี TOA ด้วยเลย และยิ่งมีการพิจารณาในวาระ 2 พรรคเพื่อไทยจะขอสงวนคำแปรญัตติร่างของตัวเองสิ่งนี้ไม่แปลกอะไรเลย แต่ที่แปลกไปกว่านั้นคือ พรรคประชาชน ก็ขอสงวนคำแปรญัตติ ร่างหลักของตัวเองด้วย!! ซึ่งลูกหาบนางหามไม่รู้ตัวอะไรทั้งนั้น เคยบอกอะไรโหวตเตอร์ซักเรื่องไหม ?
ก่อนที่จะมีการพิจารณา ยังป้ายร่างของเพื่อไทย บอกว่าไม่ต่างจากของภูมิใจไทย ซึ่งคนที่เสียงดังที่สุด ฟาดเก่งที่สุด คือ พรี่แบงค์ ศุภณัฐ นี้เองที่ยังมั่นไม่หยุด (https://x.com/dangcorgi/status/1988970028679791040?s=20)
บอก สสร.เพื่อไทยเป็น สสร.ปลอม แถมลบโพสตัวเองทิ้งด้วยนะ ? ก็ยังคาราเรกเตอร์ฟาดไม่ลืมลืมตา เอาผังของไอติมมา แบบว่า ไอติมก็ไม่ได้เข้าใจร่างของพรรคเพื่อไทยเลย วันนั้นจำแม่น แล้วตัวเองโพสเองนี้แหละ
สุดท้ายโดนหักจ้า นางแบกนั่งขำ แล้วอุทานพร้อมกันว่า “บอกแล้ว กูเคยเตือนแล้ว”
หลังจากนั้นก็มานั่งจัดงานขอโทษแบบปาหี่ที่ มศว. ประสานมิตร ดั่งที่ผมแปะลิ้งค์ไว้ไงครับ
ตัดภาพมาที่ปัจจุบันนะครับขอมากกว่านี้ ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สก. จู่ ๆ Mentality เรื่องสังคมไทยนั้นสนใจเรื่องการทุจริต คอรัปชั่นน้อยเกินไป ภายใต้อำนาจของผู้ว่าราชการ กทม. นะครับ
แต่จากที่ร่ายยาวมาทั้งหมด คุณจะสังเกตว่า สังคมไทย หลอนการโกงจนขึ้นสมอง แถมลดทอนความเป็นประชาธิปไตยในทุก ๆ
การรัฐประหาร ทั้งปี 2534 – 2549 – 2557 โดยเฉพาะ 2557 เนี้ยแล้วเราได้รัฐธรรมนูญ 60 ที่มีคนไปรับมันมาเนี้ย พอจะแก้ก็โคตรยาก หลอนการโกงจนมีพิพิธภัณฑ์ ต้านโกง ยืนเป็นมัมมี่ ไม่เคยเห็นหรอ ตั้งมานานแล้วด้วยนะ เพราะมีพิพิธภัณฑ์อะไรแบบนี้ไหมครับ ? มันถึงได้มี รัฐธรรมนูญ 60 ที่บอกว่าต้านโกง (แต่ฝ่ายตรงข้ามไง) หรือ บางเรื่อง เรายังตั้งข้อสงสัยเลยว่า
สิ่งนี้เรียกว่าโกงหรอครับ ยกตัวอย่าง ม.144 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่เคยถกเถียงกันในปี 2564 อ่ะครับ
จากที่ร่ายยาวมาทั้งหมด ขอสรุปสั้น ๆ แบบนี้ว่า “คนหัวก้าวหน้าในทุกยุค ทุกสมัย ไม่เคยพาสังคมไทยไปข้างหน้าแต่อย่างใดเลยแม้แต่ยุคเดียว และอยู่ตรงข้ามกับพรรคไทยรักไทยทุกคน” แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจอย่างนึงคือ บางคนอยู่ใน Voice TV ด้วย! อยู่มาได้อย่างไรมาเป็น 10 กว่าปีงี้ Voice TV นี้ผลิตพวกสองไม่เอาคืนสู่สังคมหรอหรือยังไง ? พี่โอ๊ค พานทองแท้คิดอะไรอยู่ ?
ผมขอปิดท้ายบทความนี้ ผมเห็นพลวัตที่อิลุงตุงนัง และดูประหลาดมาก ๆ
1. การอภิปราย เรื่องเรือนจำ ทั้งของ เนเน่ รัดเกล้า จาก พรรคประชาธิปัตย์ (https://www.facebook.com/reel/971570602455437) และ (https://www.facebook.com/photo/?fbid=1548293093321206&set=pb.100044215910231.-2207520000) กับ ทนายแจม (https://www.facebook.com/photo/?fbid=122195511746480817&set=a.122093105408480817) แต่คอมเม้นที่เราเห็นนั้นต่างกันลิปลับม๊าก
และค่อนข้างไปทางขวาจัดมาก ๆ มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างไร สิ่งนี้เป็นาสิ่งที่อยากตั้งคำถามกับพลวัตร สุดอิลุงตุงนังนี้
2. เรื่องชุมชนคลองเตยที่พรี่ต้า ฉายาไอ้ต้าเพื่อนโผม (สส.อีสานส้มเรียกไว้) จากที่ผมเขียนเรื่องนี้ลงในเพจ (https://www.facebook.com/dangcorgi/posts/pfbid02u9gUY4qpZLUZCdp1sqGLWJUWnvxCbSsbVDearWmpC7qT34858dxmqAddLasrmhfzl)อภิปรายแบบเหมารวม ทั้งผู้ใหญ่บ้านและ ชุมชนคลองเตย จนต้องออกมาขอโทษ แต่ลูกหาบบอกว่าขอโทษทำไม
เรื่องนี้ เบลม มันแม่งเลยว่า ที่นี้มียาเสพติด ที่นี้ขายยา เมื่อเราพูดว่าและเราก็อิงจากนางแบกหลาย ๆ คนว่า "เห้ย เราควรพูดแบบ Empower ชุมชน" ก็โดนด่าว่าโลกสวย บางทีก็โดนด่าไม่ฉลาด แม้กระทั่งในเพจของผม ก็ยังเบลม ชุมชนตลองเตย ให้กลายเป็นสลัมคลองเตยเหมือนเดิม เรามีคำถามทุกวันเลยว่า “ก้าวหน้ากี่โมง ?”
3. ผมเห็นฝ่ายขวาจารีตนิยมชื่อดังออกมาเขียนต้านแลนบริดจ์ แล้วนะ เห้ย เหมือนที่พวกคุณออกมาต้านแลนบริดจ์
และบางคนก็แขวนนางแบกที่ออกมาสนับสนุนแลนบริดจ์ แล้วมีคนเม้นว่า นับวันนางแบกเริ่มเหมือนสลิ่มกันแน่นะ ? และผมคิดว่าฝ่ายขวามีความสับสนในตัวเองอยู่พอสมควร
และทั้งหมดคือ บทความที่ผมขอตั้งชื่อว่า คนดีครองเมือง กับประชาธิปไตยที่ถดถอย ที่ขอบันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนี้เพื่อป้องกันการบิดเบือนในอนาคต ขอบคุณที่อ่านจนจบ ถ้าชื่นชอบก็แชร์กันได้น้า ขอบคุณจ้า
โฆษณา