9 พ.ค. เวลา 16:28 • ปรัชญา
มี 2 ตื่น คือ ตื่นนอน กับ ตื่นรู้
ร่างกายคนเราควรจะตื่นตามนาฬิกาแสงแดด ตื่นพร้อมพระอาทิตย์ เข้านอนพร้อมพระจันทร์ แต่มีแค่คนทำงานออฟฟิตเท่านั้นแหละ ที่ตื่นและนอนตามหลักการได้
ร่างกายของเด็ก จะมีช่วงเวลาวงจรชีวิตที่สั้นมาก ไม่มีกลางวัน กลางคืน ตื่นได้ 4-5 ชม. ก็ต้องนอนแล้ว กลางวันก็นอนได้ กลางคืนก็นอนได้ ระยะเวลาการกินก็สั้น กินทุก2-4 ชม. ชีวิตมีแค่กินกับนอน
ร่างกายวัยรุ่น เหมือนพวกขี้เกียจเลย นอนดึกตื่นสาย พลังงานเหลือเฟือ ทำให้กลางคืนไม่หลับไม่นอน กว่าพลังงานจะหมด เช้าพอดี ทำให้นอนเช้า แล้วก็ตื่นบ่าย กลางคืนตาสว่าง วงจรชีวิตยาว ไม่หลับไม่นอนข้ามวันข้ามคืนก็ได้ นอนกินบ้านกินเมืองก็ได้ วงจรชีวิตขาดๆเกินๆ
ร่างกายวัยทำงาน ค่อนข้างถูกสังคมและหน้าที่การงานบังคับ ทำให้ต้องตื่นเป็นเวลา เข้านอนเป็นเวลา เพราะทำงานเป็นเวลา ต้องคอยบาลาสเวลาทำงานกับเวลานอน นอนน้อยเกินไป สุขภาพก็พังไว แก่เร็ว นอนมากเป็นแค่ความใฝ่ฝัน คือได้แค่อยากนอน แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็นอนได้ไม่กี่ชั่วโมงเหมือนเดิม แถมเริ่มเป็นโรคนอนไม่หลับอีกต่างหาก เพราะเครียดเกินไป
ร่างกายคนแก่ นาฬิกาชีวิตเริ่มสั้นลง ยิ่งแก่ยิ่งอยากนอนกลางวัน ต้องแบ่งเวลานอนเป็น 2 ช่วง คล้ายกับเด็ก ตอนได้ครั้งละ 4-5 ชม.ก็ นอนไม่หลับแล้ว แต่จะง่วงกลางวัน ต้องงีบสัก 1-2 ชม. เพื่อชดเชยกลางคืนที่นอนน้อย
จะเห็นว่าร่างกายคนเราแต่ละช่วงวัยมีผลกับการนอน ไม่รวมอาชีพที่ทำงานเป็นกะ นะ เพราะเขาอาจจะนอนไม่ตรงกับชาวบ้าน
ส่วนตื่นรู้ อันนี้แล้วแต่จะคิดได้ แล้วคนเราก็ตื่นรู้ไม่เท่ากัน ตื่นรู้แล้วแต่ด้านด้วย
การตื่นรู้ หรือคิดได้ จะมีทั้งตื่นรู้ ด้านจิตวิญญาณ ด้านความคิด และ ด้านสังคม
บางคนตื่นรู้จากการเรียนรู้ การฟัง การอ่าน บางคนตื่นรูุ้จากประสบการณ์ ได้เห็นกับตา ได้สัมผัสกับตัว การเปิดโลกภายนอกสู่ภายใน ซึ่งแต่ละคนอาจจะต้องใช้วิธีต่างกัน แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน คนเราก็คิดได้ไม่เท่ากัน
2
โฆษณา