10 พ.ค. เวลา 12:34 • ประวัติศาสตร์

เกาหลีใต้รุ่งเรืองเพราะญี่ปุ่น? คำสบประมาทที่ปลุกความแค้นใต้รอยแผลประวัติศาสตร์

*ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในเนื้อหา
ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวปีค.ศ.2018 (พ.ศ.2561) ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากต่างแสดงความโกรธแค้นและเรียกร้องคำขอโทษจากสถานีโทรทัศน์ NBC แห่งสหรัฐอเมริกา หลังจากผู้บรรยายรายหนึ่งกล่าวอ้างว่า การที่เกาหลีใต้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกได้นั้น เป็นผลมาจาก "แบบอย่างทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ" ของประเทศญี่ปุ่น
คำกล่าวของนักวิเคราะห์รายดังกล่าว เปรียบเสมือนการสะกิดแผลเป็นทางประวัติศาสตร์ที่ชาวเกาหลีใต้ไม่อาจลืมเลือน ซึ่งเป็นบาดแผลที่ถูกจารึกไว้ในช่วงเวลาที่ประเทศถูกญี่ปุ่นเข้ายึดครองและปกครองอยู่นานหลายทศวรรษ
ในคำร้องเรียนเพื่อเรียกร้องคำขอโทษซึ่งมีชาวเกาหลีใต้ร่วมลงชื่อหลายหมื่นคนระบุว่า “บุคคลใดก็ตามที่ตระหนักถึงประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น รวมถึงความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่อมรู้สึกว่าคำกล่าวเช่นนี้เป็นการดูหมิ่นและสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนเกินกว่าจะยอมรับได้”
แล้วชาวเกาหลีทำไมจึงฝังใจและเจ็บปวดขนาดนี้
ผมจะเล่าให้ฟังครับ
ในปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) ประเทศเกาหลีถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่นหลังจากผ่านพ้นปีแห่งสงคราม การข่มขู่คุกคาม และกลอุบายทางการเมืองมาอย่างยาวนาน โดยเกาหลีถือเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นเรื่อยมาจนถึงปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488)
และเพื่อเป็นการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการปกครองดินแดนในอารักขาแห่งใหม่นี้ จักรวรรดิญี่ปุ่นจึงได้เปิดฉากสงครามอย่างเต็มรูปแบบเพื่อกวาดล้างวัฒนธรรมเกาหลี
ในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยมีการสั่งห้ามใช้ภาษาเกาหลี โดยปรับเปลี่ยนหลักสูตรไปเน้นการใช้แรงงานและการปลูกฝังความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ พื้นที่สาธารณะต่างๆ ก็ถูกบังคับให้ใช้ภาษาญี่ปุ่น รวมถึงมีการออกกฤษฎีกาให้ผลิตภาพยนตร์เป็นภาษาญี่ปุ่นตามมาในภายหลัง
นอกจากนี้ การสอนประวัติศาสตร์จากตำราที่ไม่ได้รับการอนุมัติถือเป็นความผิดทางอาญา โดยทางการญี่ปุ่นได้เผาทำลายเอกสารทางประวัติศาสตร์ของเกาหลีไปมากกว่า 200,000 ฉบับ ซึ่งถือเป็นการลบล้างความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของชาติเกาหลีให้สิ้นซาก
ในช่วงเวลาแห่งการยึดครอง ญี่ปุ่นได้เข้าควบคุมทั้งแรงงานและผืนดินของเกาหลี มีครอบครัวชาวญี่ปุ่นเกือบ 100,000 ครอบครัวเข้ามาตั้งรกรากในเกาหลีบนที่ดินที่ได้รับจัดสรรมา มีการโค่นต้นไม้พื้นเมืองทิ้งนับล้านต้นและปลูกพันธุ์ไม้ต่างถิ่นทดแทน เปลี่ยนแปลงทัศนียภาพที่คุ้นเคยจนชาวเกาหลีจำแทบไม่ได
แรงงานชาวเกาหลีเกือบ 725,000 คน ถูกบังคับให้ไปทำงานในญี่ปุ่นและประเทศอาณานิคมอื่นๆ และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII) ทวีความรุนแรงขึ้น ญี่ปุ่นก็ได้บังคับผู้หญิงเกาหลีนับแสนคนให้เข้าสู่ชีวิตการเป็น "หญิงบำเรอ (Comfort Women)“ หรือผู้หญิงที่ถูกส่งไปประจำอยู่ตามสถานบริการทางเพศของกองทัพญี่ปุ่น
ในช่วงเวลาแห่งการล่าอาณานิคม สิ่งที่ถูกปล้นชิงไปไม่ได้มีเพียงชีวิตและแรงงานของชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ "สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม" ก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน โดยหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของอธิปไตยและเอกราชของเกาหลี นั่นคือ “พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung)” ซึ่งสร้างขึ้นในกรุงโซลเมื่อปีค.ศ.1395 (พ.ศ.1938) โดยราชวงศ์โชซอนอันเกรียงไกร
พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung)
ทันทีที่เข้ากุมอำนาจ รัฐบาลอาณานิคมญี่ปุ่นได้รื้อถอนอาคารประวัติศาสตร์ในเขตพระราชวังไปกว่า 1 ใน 3 ส่วน ส่วนอาคารที่เหลือถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับชาวญี่ปุ่น
นักประวัติศาสตร์ได้ระบุว่า รัฐบาลจักรวรรดิญี่ปุ่นพยายามอนุรักษ์สมบัติทางศิลปะและวัฒนธรรมของเกาหลีไว้ แต่กลับใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อเชิดชูภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นในฐานะ "ผู้เจริญและทันสมัย" ซึ่งการตอกย้ำภาพจำว่าเกาหลีนั้นล้าหลังและป่าเถื่อนเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ได้ถูกบรรจุลงในตำราเรียน พิพิธภัณฑ์ และแม้กระทั่งการปลูกฝังให้ชาวเกาหลีเองเกิดทัศนคติที่ด้อยค่าในรากเหง้าของตนเอง
รัฐบาลอาณานิคมยังพยายามกลืนชาติชาวเกาหลีผ่านทางภาษา ศาสนา และการศึกษา ศาลเจ้าชินโตซึ่งเดิมสร้างขึ้นสำหรับครอบครัวชาวญี่ปุ่น ได้กลายเป็นสถานที่บังคับให้ชาวเกาหลีเข้ามาสักการะ และรัฐบาลอาณานิคมได้บังคับให้ชาวเกาหลีบูชาเทพเจ้าของจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงจักรพรรดิผู้ล่วงลับและดวงวิญญาณของวีรบุรุษสงครามผู้ที่มีส่วนช่วยในการตียึดเกาหลีเมื่อช่วงต้นศตวรรษ
ชาวเกาหลีจำนวนมากถือว่าการบังคับบูชานี้คือการกวาดล้างวัฒนธรรมของตน แต่สำหรับผู้ยึดครอง พวกเขากลับมองว่านี่คือหลักฐานที่แสดงว่าชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่นได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว แม้บางครอบครัวจะพยายามเลี่ยงกฎนี้ด้วยการไปเยือนศาลเจ้าแต่ไม่ยอมสวดมนต์อธิษฐาน ทว่าอีกหลายคนก็จำใจต้องยอมรับวัตรปฏิบัติทางศาสนาใหม่นี้ด้วยความหวาดกลัว
ในช่วงท้ายของการยึดครอง ญี่ปุ่นถึงขั้นประกาศสงครามกับ "นามสกุล" ของผู้คน โดยในตอนแรก รัฐบาลอาณานิคมออกกฎหมายห้ามไม่ให้ชาวเกาหลีใช้ชื่อแบบญี่ปุ่น โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันความสับสนในการจดทะเบียนราษฎร แต่ในปีค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) นโยบายเปลี่ยนไปเป็นการบังคับเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ
ภายใต้กฎหมายนี้ ครอบครัวชาวเกาหลีได้รับอนุญาต "ด้วยความกรุณา" ให้เลือกใช้นามสกุลแบบญี่ปุ่นได้ ทำให้ชาวเกาหลีอย่างน้อย 84% ต้องเปลี่ยนชื่อ เนื่องจากผู้ที่ไม่มีชื่อแบบญี่ปุ่นจะไม่ได้รับการยอมรับจากระบบราชการอาอาณานิคม และจะถูกตัดสิทธิ์จากสวัสดิการทุกประการ ตั้งแต่การรับไปรษณีย์ไปจนถึงบัตรปันส่วนอาหาร ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า "เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการสร้างเรื่องหลอกลวงว่า ประชาชนต่างพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อโดยสมัครใจนั่นเอง"
4
แม้ญี่ปุ่นจะเข้าปกครองเกาหลีมานานนับชั่วอายุคน แต่ชาวเกาหลีก็ไม่ได้ยอมสยบต่ออำนาจนั้นอย่างแท้จริง ตลอดช่วงเวลาแห่งการถูกยึดครอง ขบวนการประท้วงต่างๆ ได้ก่อตัวขึ้นเพื่อผลักดันการประกาศเอกราชอย่างต่อเนื่อง
ในปีค.ศ.1919 (พ.ศ.2462) “ขบวนการ 1 มีนาคม (March First Movement)” ได้ประกาศอิสรภาพในเกาหลี นำไปสู่การชุมนุมประท้วงที่ปะทุขึ้นมากกว่า 1,500 ครั้ง
ขบวนการ 1 มีนาคม (March First Movement)
แม้การประท้วงดังกล่าวจะถูกญี่ปุ่นปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม แต่กระแสความต้องการเป็นไทก็ได้แผ่ซ่านไปทั่วทุกระแหงของคาบสมุทรเกาหลีเสียแล้ว
ในเวลาต่อมา ได้มีการจัดตั้งกลุ่มใต้ดินต่างๆ เช่น “กลุ่มพรรคสามพัน (Party of Three Thousand)” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเหล่านักศึกษาที่พยายามบ่อนทำลายกองทัพญี่ปุ่นหลังจากพวกเขาถูกเกณฑ์ไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ชาวเกาหลียังแสดงออกถึงการต่อต้านด้วยวิธีที่สงบนิ่งแต่ทรงพลัง บางส่วนปฏิเสธที่จะพูดภาษาญี่ปุ่นหรือเปลี่ยนนามสกุล ขณะที่บางส่วนเลือกใช้นามสกุลใหม่ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์วงศ์ตระกูลเดิม หรือแฝงนัยยะแห่งการต่อต้านนโยบายของญี่ปุ่นเอาไว้อย่างแยบยล
สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เพียงแต่สร้างความพินาศให้กับญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคาบสมุทรเกาหลีด้วย จนกระทั่งในปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้เข้าควบคุมคาบสมุทรและยุติการปกครองของญี่ปุ่นลง
เกาหลีถูกแบ่งออกเป็นสองเขตยึดครองโดยตั้งใจให้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ทว่า ท้ายที่สุดแล้วชาวเกาหลีที่เพิ่งได้รับเอกราชกลับไม่เคยได้รับมอบอำนาจคืนเพื่อปกครองประเทศที่เป็นปึกแผ่น แต่กลับเกิด “สงครามเกาหลี (Korean War)” ปะทุขึ้นระหว่างฝ่ายเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและจีน กับฝ่ายใต้ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติ
หลังสิ้นสุดสงครามเกาหลี เกาหลีใต้ได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบเสรี และพยายามกำจัดเศษซากของการปกครองโดยญี่ปุ่นให้หมดสิ้นไป มีการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ให้ความร่วมมือกับเจ้าอาณานิคมจำนวนหนึ่งทันทีหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการยึดทรัพย์สินที่ดินคืนบางส่วน ทว่าจนถึงปัจจุบัน ข้อพิพาทเรื่องวิธีการและเกณฑ์การดำเนินคดีกับผู้ที่เคยทำงานให้รัฐบาลญี่ปุ่นในช่วงยึดครองนั้นก็ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ
แม้เกาหลีใต้จะยังคงต้องเผชิญกับผลพวงอันขมขื่นจากการยึดครองที่โหดร้ายของญี่ปุ่น แต่พวกเขาก็ไม่เคยลืมเลือนการต่อสู้ของตนเอง ปัจจุบัน วันที่ 1 มีนาคม (วันรำลึกการประท้วงเรียกร้องเอกราชในปี 1919) ได้กลายเป็นวันหยุดประจำชาติของเกาหลีใต้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ไม่เพียงแต่ถึงความเข้มแข็งของจิตวิญญาณชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความอดทนต่อความยากลำบากตลอดหลายปีภายใต้การยึดครองที่พวกเขาพ้นผ่านตัวมาได้
หากความรุ่งโรจน์ของเกาหลีใต้ในวันนี้ คือดอกผลที่งอกงามบนซากศพและคราบน้ำตาของบรรพชนผู้ถูกเหยียบย่ำ เรายังกล้าเรียกความสำเร็จนี้ว่า “มรดกจากญี่ปุ่น” ได้เต็มปากจริงหรือ? หรือแท้จริงแล้ว มันคือปาฏิหาริย์ที่เกิดจากความแค้นที่ไม่มีวันให้อภัย?
โฆษณา