Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
อิจฉาอิตาลี
•
ติดตาม
11 พ.ค. เวลา 06:28 • ศิลปะ & ออกแบบ
จัตุรัสนาโวนา ลานสังสรรค์ของสวรรค์และโลกา
ที่กรุงโรมเราจะพบว่าเวลาจะไปพบเจออะไรก็ต้องเดินเข้าไปซอกซอยตามตึกนั้นตรอกนี้ แล้วจู่ ๆ ก็จะไปเจออะไรที่เป็นโบราณสถาน ซึ่งอยู่คู่เมืองกันได้ไม่แปลกปลอม ด้วยความที่โรมเป็นเมืองหลวงเก่านับพันปี และมันก็ยังคงเป็นเมืองหลวงอยู่จนถึงวันนี้ เราจะได้เห็นโลกเก่าปะปนกับโลกใหม่อยู่เผชิญหน้ากัน แถมยังปะทะสังสรรค์กันได้อีก ที่จัตุรัสโวนานี้ก็เช่นกัน เป็นตัวอย่างของสองโลกที่ปนเป ซึ่งส่วนตัวนั้นไม้ได้ชอบนะ แต่กรุงโรมมันก็เป็นแบบนี้แหละ
1
งานศิลปะของศิลปินเอกระดับโลกอย่างแบรินี่อวดโฉมโชว์ฝีมือให้เห็นที่สาธารณะที่ใครก็เข้าไปถึงง่าย ๆ แต่มันรายล้อมไปด้วยร้านค้าขายของ ผู้คนชาวโรมเดินกันไปมา ใช้ลานนี้เป็นที่พักผ่อนร่าเริง นั่งเล่นนั่งเมาส์กัน แถมวันที่ไปยังมีม้าหมุนมาตั้ง เด็ก ๆ โหนไต่ขี่เล่นกันส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ท่ามกลางกลุ่มเทพเจ้าล่ำ โชว์หุ่นเปลือยโพสท์ท่าผาดโผนท่ามกลางฝูงชนแบบไม่สนใจโลกวุ่น ๆ รอบตัว มันทำให้ทวยเทพกับเราแลดูเหมือนอยู่คนละฟากของจักรวาล ทั้งที่มันก็อยู่ใกล้กัน
แม้ว่าจะนอย ๆ กับโลกรอบตัว เพราะเราเป็นพวก Introvert ไม่ชอบมนุษย์ ยิ่งเวลาชมงานศิลปะแล้วละก้ออยากได้โลกส่วนตัวไปเลย แต่พอมาตรงนี้ก็ต้องปล่อยตัวตามโลกไป
ม้าหมุนนี่คนชอบกันมาก
เกมในแบบงานวัดของเรา
จตุรัสนาโวนามีน้ำพุอยู่ด้วยกัน 3 จุด มีประติมากรรมในตำนานเป็นจุดขาย โดยน้ำพุที่เด่นดังที่สุด ก็คือ Fountain of four rivers ซึ่งกูเกิ้ลแปลเป็นไทยซะเริ่ดหรูว่า “น้ำพุแห่งมหานทีทั้งสี่”
น้ำพุแห่งนี้มีประติมากรรมตั้งอยู่บนฐานของเสาสูง ซึ่งจะเป็นจุดสังเกตแรกที่เราเห็น เสาสูงปลายแหลมเรียกว่า เสาโอเบลิสก์ (obelisk) เป็นอนุสาวรีย์รูปแบบหนึ่งของชาวอียิปต์ซึ่งถูกตั้งไว้หน้าวิหาร บนเสาก็จะมีจารึกแสดงข้อความประกาศ วีรกรรมของกษัตริย์อยู่
กล่าวกันว่าเสาสูงที่ตั้งพุ่งไปบนฟ้าแสดงการส่งสารไปยังเบื้องบนไปยังพระเจ้า และบางคนก็บอกว่า แสดงถึงความเป็นอมตะ (คือความยืนยงเหนือผืนปฐพีละมั้ง) ซึ่งแต่เดิมอาจปิดทองอร่ามสะท้อนแสงสีทองชวนอัศจรรย์ตรงยอดบน ว่าไปแล้วเสานี้อาจเทียบเท่ากับเจดีย์ของคนไทย ที่หลายองค์ถูกสร้างไว้อุทิศให้กับวีรกรรมหรืออนุสรณ์รำลึกถึงเคารพยกย่องกษัตริย์หรือใครบางคนเช่นกัน
สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ โอเบลิสก์หลายต้นถูกพรากไปจากที่ตั้งเดิมมายังทวีปยุโรป แล้วเอามาตั้งเด่อยู่กลางเมืองในหลาย ๆ หลายประเทศ พวกท่านทั้งหลายที่ชมบทความนี้อยู่อาจจะพอได้เห็นแล้ว ว่ามันไปอยู่ตรงส่วนไหนในโลกกันบ้าง
อย่างไรก็ตาม สำหรับโอเบลิสก์ที่น้ำพุแห่งนี้ มิได้เป็นของขโมยมาจากที่ไหนแต่อย่างใด นี่เป็นโอเบลิสก์ของจักรพรรดิโดมีเทียน (Domitian) ซึ่งเป็นชาวโรมัน แต่สร้างเสานี้ตามแบบอียิปต์ เพราะความหลงไกลในอารยธรรมของอียิปต์ซึ่งเก่าแก่ยาวนานกว่า และหลังจากนั้น พระสันตปาปา Pope Innocent ที่ 10 ได้ทำการประดับประดาโคนเสา ให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำพุสุดอัศจรรย์แห่งนี้
ตรงฐานเสามีประติมากรรมงดงามของ แบรินี่ (Bernini) ซึ่งชื่อเสียงโด่งดัง สร้างงานไว้หลายชิ้นดังที่เคยเล่ามาแล้ว เขาก็ได้มาสร้างงานตรงนี้อีกด้วยละ ในแต่ละด้านจะมีประติมากรรมชายเปลือยล่ำซึ่งแต่ละคนเป็นสัญลักษณ์แทนแม่น้ำสายสำคัญของ 4 ทวีป ได้แก่ แม่น้ำคงคา ดานูป แม่น้ำไนล์ และริโอเดอลาพลาตา (ที่อเมริกาใต้) ซึ่งเทพแต่ละตนก็แสดงองค์ไปคนละแบบ
ลองมาดูกันทีละตนกันนะจ๊ะ
คงคา พระองค์แสดงตนเป็นโยคีผมเผ้าหนวดเครายาวรุงรัง (แต่ดูเป็นฝรั่งนะ ไม่เห็นจะอินเดียซะเลย) ล่ำบึกบึนมาก เอนกายทาบเรือ (สังเกตได้จากมือซ้ายถือใบพายอยู่ แต่เราดูเหมือนกระบองมากกว่า) ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการเดินเรือของชาวเอเชีย
ส่วนดานูป หันหลังให้เรา เอื้อมมือขวาแตะไปที่ตราสัญลักษณ์พระสันตปาปาด้านบน แสดงถึงทวีปยุโรป
ไนล์ แห่งอียิปต์ เป็นหนุ่มล่ำเช่นกัน แต่จะหล่อรึเปล่าเราไม่รู้ เพราะโดนเอาผ้าคลุมพันศีรษะไว้ นี่เป็นมุมมองของคนยุโรปในยุคนั้น ซึ่งมองดินแดนบริเวณแม่น้ำไนล์ว่ามีความลึกลับ ปิดบัง ซ่อนเร้น เนื่องด้วยในเวลาของการสร้างไม่มีใครรู้ว่าต้นกำเนิดแม่น้ำมาจากไหน เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครล่วงล้ำสำรวจถึงใจกลางทวีปอัฟริกา
ส่วน ริโอ แห่งทวีปอเมริกา แสดงตนเป็นชายแก่หัวล้าน ทำท่าเหมือนจะหกคะเมนลงจากก้อนหิน ยกมือค้างกลางอากาศเหมือนกับจะพยายามคว้าหาที่ยึดเหนี่ยว แต่ขอบอกว่าคุณลุงนี้แหละเป็นเทพที่น่าคบหาที่สุดเพราะนั่งอยู่บนกองเงินเหรียญ เนื่องด้วยยุคนั้นยุโรปเข้าไปกอบโกยทองคำจากทวีปนี้มาได้จนร่ำรวยกันไป และที่แปลกคือท่านเทพริโอกำลังทำท่าสะดุ้งเหมือนกำลังตกจากที่นั่ง มีใครบางคนให้เหตุผลว่า คนรวยมักจะกลัวว่าเงินของตนจะถูกขโมยจึงมักมีอาการดังนี้ เหมือนสุภาษิตไทยที่บอกว่ามีทองเท่าหนวดกุ้ง นอนสะดุ้งจนเรือนไหว
ประติมากรรมเทพทั้ง 4 นี้ถูกสรรค์สร้างโดยประติมากรเอกของโลกคือ แบรินี่ (Berrini) ซึ่งถ้าใครเคยรู้จักก็จะรู้ว่าเขาเป็นสไตล์บารอก ชอบทำรูปมนุษย์อยู่ในอาการเคลื่อนไหวแบบรุนแรงและโพสท์ท่าแบบละคร (พูดง่าย ๆ คือ ดัดจริตกว่ามนุษย์ปกตินั่นเอง) ด้วยสไตล์นี้ทำให้เราทึ่งมากเมื่อมาถึงน้ำพุ จดจ้องโมเมนต์ของเทพองค์ใหญ่ทำท่ามหัศจรรย์อยู่ตรงหน้า
แต่ยังไม่หมดจ้า นอกจากเทพเจ้าแห่งแม่น้ำแล้วยังมีอะไรให้ดูอีก
หลังจากเรามองสูงขึ้นมาแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลามองต่ำ โดยเฉพาะตามซอกหินภายใต้องค์เทพเหล่านั้นยังมีสัตว์ต่างๆแฝงตัวอยู่ อย่างเช่น ม้าตัวหนึ่งยกขาหน้าพร้อมที่จะกระโจนออกมา (แต่ถ้าออกมาจริงก็คงจะติดแหงกในหินแหล่ะ) สิงโตออกจากโพรงหิน ซุ่มกระโจนอยู่
จระเข้ (บางคนก็บอกว่าเป็นตัวนิ่ม งานนี้ไม่มีใครเคยไปถามศิลปินหรือไงก็ไม่รู้) แต่ดูน่าเกลียดจัง หลุดออกมาจากมุมหนึ่ง
นอกจากนั้นก็ยังมีอีก เหนือขึ้นไปตรงฐานเสาโอเบลิสก์คือมังกรขดรอบพายของเทพคงคา มีงูเลื้อยขึ้นไปด้านบนตัวเล็ก ๆ และปูทะเลว่ายในอ่างน้ำ
ว่ากันว่า ชาวบ้านชาวเมืองโรมในช่วงนั้นก็ไม่ค่อยจะปลื้มน้ำพุสุดสวยนี่มากนัก แถมยังต่อต้านด้วยซ้ำไป เพราะใช้เงินจำนวนมากในการสร้าง ขณะที่ช่วงนั้นกรุงโรมกำลังอยู่ในช่วงทุพภิกขภัย มีคนต่อต้านอยู่ ถึงกับเขียนคำด่าประท้วงไว้บนฐาน แถมก่อนนี้พ่อค้าแม่ขายหายเร่แผงลอยแถวจัตุรัสก็เดือดร้อนอยู่เหมือนกัน เพราะโดนสั่งให้ย้ายออกไป ไม่ให้เสียภูมิทัศน์ของงานศิลปะของสันตปาปา
1
แต่ตอนนี้สภาพของจตุรัสแหล่งนี้ก็ยุ่งเหยิงไม่ได้สงบชวนให้ฝันถึงสวรรค์วิมานแห่งทวีปทั้งสี่แต่ประการใด ตอนที่ไปนี่มีงานออกร้านขายของ แถมมีคนเอาของเล่นเด็กมาตั้งให้ลูกเล็กๆของใครต่อใครมากระจี๊ดกระจ๊าดกันวุ่นวาย ใครที่มานี่แล้วหลุดโลกไปเฝ้าเทพเจ้าได้ก็นับว่ามีสมาธิและอารมณ์ฝันล้ำเลิศ ซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นคนกลุ่มนี้เหมือนกัน
ถ้าท่านไปที่โรม ลองมาที่นี่ดู แล้วสังเกตอารมณ์ของท่านว่าเป็นเช่นใด
เที่ยวยุโรป
ท่องเที่ยว
พิพิธภัณฑ์ศิลปะ
บันทึก
5
3
5
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย