11 พ.ค. เวลา 12:24 • ประวัติศาสตร์

ความจริงที่โลกไม่ยอมฟัง “ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson)” ราชาผู้ถูกพิพากษาด้วยข่าวลือจนวันตาย

*ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในเนื้อหา
ในชั่วพริบตาหนึ่งของวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุนเมื่อข่าวการเสียชีวิตของ “ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson)” แพร่สะพัดออกไป
"ราชาเพลงป๊อป (King of Pop)" ผู้สร้างตำนานท่าเต้นมูนวอล์กจนมีชื่อเสียงก้องโลกได้จากไปในวัยเพียง 50 ปี ทิ้งให้ผู้คนเกิดคำถามตามมาว่า อะไรคือสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของเขากันแน่?
ความตายของไมเคิล แจ็กสันในวันนั้น ถือเป็นบทอวสานของชีวิตที่ดำเนินไปอย่างมหัศจรรย์และแปลกในคราวเดียวกัน โดยหลังจากโด่งดังสุดขีดในฐานะศิลปินกลุ่มร่วมกับพี่น้องในนาม “The Jackson 5” เขาก็ได้ก้าวสู่การเป็นศิลปินเดี่ยวผู้ทรงอิทธิพล โดยเพลงฮิตอย่าง “Billie Jean” “Thriller” และ “Beat It” รวมถึงท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ ส่งให้เขากลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson)
ท่ามกลางความสำเร็จอันเจิดจรัส กลับมีกระแสใต้ดินที่มืดมนปกคลุมชีวิตของเขาอยู่เสมอ ทั่วโลกต่างจับจ้องความเปลี่ยนแปลงของเขา ตั้งแต่ผิวสีน้ำตาลตามธรรมชาติที่ค่อยๆ ขาวซีดราวกับกระดาษ ไปจนถึงพฤติกรรมหลุดโลกที่กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งไม่เว้นแต่ละวัน แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคือ ข้อกล่าวหาเรื่องเกี่ยวกับเด็ก
เรื่องเหล่านี้ทำให้เขาต้องเผชิญกับมรสุมทางกฎหมายมาตลอดช่วงทศวรรษ 1990 (พ.ศ.2533-2542) ถึง 2000 (พ.ศ.2543-2552) จนกระทั่งเขาตัดสินใจก้าวออกจากแสงสีและหายหน้าไปจากวงการในปีค.ศ.2005 (พ.ศ.2548)
ในปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) ซึ่งเป็นปีที่เขาเสียชีวิต ไมเคิล แจ็กสันกำลังเตรียมตัวหวนคืนสู่เวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง แต่แล้วข่าวเศร้าก็มาถึงก่อน
ท่ามกลางข่าวลือมากมายที่แพร่กระจายไปทั่ว กว่าความจริงจะกระจ่างก็ต้องใช้เวลาสืบสวนนานหลายเดือน และผลปรากฏว่าเขาเสียชีวิต ณ บ้านพักในลอสแอนเจลิสจากการได้รับยาหลายชนิดผสมกันในปริมาณที่เกินขนาด ซึ่งจ่ายโดยแพทย์ประจำตัวของเขาเอง
นับตั้งแต่การจากไปของเขา โลกยังคงพยายามนิยาม "มรดก" ที่เขาทิ้งไว้ให้
ในแง่หนึ่ง เขาคือหนึ่งในเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นไอคอนิกที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา แต่อีกด้านหนึ่ง สารคดีที่ออกฉายในปีค.ศ.2019 (พ.ศ.2562) ก็ได้ตอกย้ำข้อกล่าวหาเดิมๆ เรื่องคดีความที่เกี่ยวพันกับเด็ก
ไมเคิล แจ็กสัน จึงยังคงเป็นตำนานที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งในฐานะอัจฉริยะทางดนตรีและชายผู้มีชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผลและคำถามที่หาคำตอบไม่ได้จนถึงปัจจุบัน
วันนี้เราลองมาดูเรื่องราวของเขากันครับ
ไมเคิล แจ็กสัน ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1958 (พ.ศ.2501) ณ เมืองแกรี รัฐอินดีแอนา สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวขนาดใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งดนตรี
เมื่ออายุได้เพียงห้าขวบ เขาได้เข้าร่วมวง The Jackson 5 ร่วมกับพี่ชายอีกสี่คน และด้วยพรสวรรค์ที่โดดเด่นเกินวัย ในที่สุด เขาก็กลายเป็นนักร้องนำของวง
ภายใต้การเคี่ยวเข็ญอย่างเข้มงวดและบ่อยครั้งก็เต็มไปด้วยความรุนแรงจาก “โจเซฟ แจ็กสัน (Joseph Jackson)” ผู้เป็นบิดา วง The Jackson 5 ก็ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 1970 (พ.ศ.2513-2522) ด้วยเพลงฮิตติดหูอย่าง “I Want You Back” และ “I’ll Be There”
โจเซฟ แจ็กสัน (Joseph Jackson)
อย่างไรก็ตาม ไมเคิล แจ็กสันได้เริ่มฉายแววความเป็นศิลปินเดี่ยวและสร้างชื่อเสียงด้วยตัวเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปีค.ศ.1972 (พ.ศ.2515) เขาได้ปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกภายใต้สังกัด Motown ในชื่อ “Got to Be There“และยังได้โชว์ทักษะด้านการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง “The Wiz”ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภาพยนตร์คลาสสิกและออกฉายในปีค.ศ.1978 (พ.ศ.2521)
ต่อมาในปีค.ศ.1979 (พ.ศ.2522) ไมเคิลได้ออกอัลบั้มแรกกับค่าย Epic Records ในชื่อ ”Off the Wall“ ซึ่งกลายเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดของปีนั้น
Off the Wall
จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในทศวรรษ 1980 (พ.ศ.2523-2532) เมื่อไมเคิลปล่อยอัลบั้มระดับตำนานอย่าง “Thriller“ ออกมาในปีค.ศ.1982 (พ.ศ.2525) ตามมาด้วยมิวสิกวิดีโอเพลง “Thriller” ที่กลายเป็นภาพจำระดับไอคอนิกในปีถัดมา ซึ่งอัลบั้มนี้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก โดยทำยอดขายได้ถึง 70 ล้านก๊อปปี้ (บางแหล่งข้อมูลก็บอกว่าทะลุ 100 ล้านก๊อปปี้) ในขณะที่มิวสิกวิดีโอของเขาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เปิดศักราชใหม่ให้กับยุคสมัยของ MTV อย่างแท้จริง
ด้วยลีลาการเต้นอันน่าทึ่ง รวมถึงท่าเต้น “มูนวอล์ก (Moonwalk)“ ที่สะกดสายตาคนทั้งโลก ทำให้เหล่านักวิจารณ์ขนานนามเขาว่าเป็น “ราชาเพลงป๊อป (King of Pop)”
แต่ในขณะที่ไมเคิลก้าวขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ข่าวลือด้านลบเกี่ยวกับตัวเขาก็เริ่มก่อตัวขึ้นเช่นกัน
Thriller
เรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจคือรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสีผิวที่ค่อยๆ ขาวขึ้น แต่สิ่งที่รุนแรงและซีเรียสกว่านั้น คือในช่วงทศวรรษ 1990 (พ.ศ.2533-2542) ไมเคิลถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีความเกี่ยวกับเด็ก ซึ่งเป็นมรสุมที่ตามหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1990 (พ.ศ.2533-2542) รูปลักษณ์ของไมเคิลได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดดจากช่วงแรกที่เขาเริ่มโด่งดัง
ผิวพรรณของเขาขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนเกือบจะโปร่งแสง โดยไมเคิลได้ชี้แจงข่าวลือเรื่องสีผิวในการให้สัมภาษณ์กับ “โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey)” เมื่อปีค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) โดยชี้แจงว่าเขาป่วยเป็นโรคด่างขาว (Vitiligo) โดยไมเคิลได้ยืนยันว่าเขาใช้เพียงเครื่องสำอางเพื่อปกปิดรอยด่างดำที่เกิดจากโรคเท่านั้น และไม่เคยฟอกสีผิวเลย และกล่าวว่า
ไมเคิลขณะให้สัมภาษณ์กับวินฟรีย์
“เวลาที่มีคนกุเรื่องว่าผมไม่อยากเป็นในสิ่งที่ผมเป็น มันทำให้ผมเจ็บปวด มันเป็นปัญหาสำหรับผมที่ผมควบคุมไม่ได้ แต่ทำไมทีคนอีกหลายล้านคนที่นั่งตากแดดเพื่อให้ผิวเข้มขึ้น เพื่อให้เป็นอย่างอื่นที่พวกเขาไม่ได้เป็น กลับไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้นเลยล่ะ?”
และในปีเดียวกันนั้นเอง ไมเคิลกลับต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ทำลายชื่อเสียงยิ่งกว่าการฟอกสีผิว เมื่อมีกระแสข่าวว่ากรมตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) กำลังสืบสวนคดีที่เขาถูกกล่าวหาเรื่องเกี่ยวกับเด็ก
เป็นที่รู้กันดีว่าไมเคิลมักใช้เวลาว่างส่วนใหญ่กับเด็กๆ ตามประสาคนรักเด็กและมีเมตตา ซึ่งบางครั้งรวมถึงการค้างคืนที่บ้านของไมเคิล แต่ไม่ได้มีอะไรเกินเลยอย่างที่หลายคนคิด
1
แต่ถึงอย่างนั้น บหลายคนก็ยังปักใจเชื่อว่าไมเคิลมีจุดประสงค์ที่เลวร้ายซ่อนอยู่ และเมื่อครอบครัวของเด็กชายยื่นฟ้องแพ่งต่อเขา ไมเคิลจึงเลือกที่จะยอมความนอกศาล โดยมีรายงานว่าเขาจ่ายเงินชดเชยไปสูงถึงกว่า 20 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 650 ล้านบาท)
ข้อหาเหล่านี้ทำลายทั้งภาพลักษณ์และสภาพจิตใจของไมเคิลอย่างรุนแรง นิตยสาร Rolling Stone รายงานว่า อาการเสพติดยาที่คร่าชีวิตเขาในเวลาต่อมาได้เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงนี้เอง โดยไมเคิลหันไปพึ่งพายาเพื่อหลบหนีจากความจริงและเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดและอาการบาดเจ็บในอดีต รวมถึงแผลไฟไหม้ระดับรุนแรงที่เขาได้รับในปีค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) ระหว่างการถ่ายทำโฆษณาเป๊ปซี่
ยิ่งเวลาผ่านไป ไมเคิลก็ปรากฏในข่าวด้วยเรื่องอื้อฉาวมากกว่าเรื่องดนตรี โดยเขาแต่งงานกับ “ลิซ่า มารี เพรสลีย์ (Lisa Marie Presley)” ลูกสาวของ “เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley)” ในปีค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) แต่ก็หย่าร้างกันในอีก 18 เดือนต่อมา
ในปีค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) ไมเคิลได้แต่งงานใหม่กับ “เด็บบี้ โรว์ (Debbie Rowe)” พยาบาลจากคลินิกโรคผิวหนังของเขา โดยทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสองคนจากการผสมเทียม ก่อนจะหย่าร้างกันในปีค.ศ.1999 (พ.ศ.2542) ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาประเด็นเกี่ยวกับเด็ก ก็หวนกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง
ไมเคิลกับเพรสลีย์
ในปีค.ศ.2003 (พ.ศ.2546) ไมเคิลถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับเด็กอีกคนหนึ่ง ซึ่งคดีนี้เข้าสู่กระบวนการชั้นศาลในปีค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) และแม้ในที่สุดเขาจะถูกตัดสินให้พ้นผิดในทุกข้อหา แต่ชื่อเสียงของเขาก็แย่ลงอย่างมาก
หลังจากปีค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) ไมเคิลได้เก็บตัวเงียบและถอยห่างจากสายตาของสาธารณชน อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่น่ากังวลเกี่ยวกับเขายังคงถูกเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ เช่น ข่าวที่ว่าเขาติดค้างชำระค่ายาตามใบสั่งแพทย์ในเบเวอร์ลีฮิลส์เป็นเงินกว่า 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 ล้านบาท)
ไมเคิลหลีกเลี่ยงการออกสื่อมาโดยตลอดจนกระทั่งปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) เมื่อเขาประกาศจัดคอนเสิร์ตใหญ่จำนวน 50 รอบในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงปลายปีนั้น โดยไมเคิลเรียกทัวร์ครั้งนี้ว่าเป็น “การปิดม่านครั้งสุดท้าย (Final Curtain Call)
ไมเคิลกับโรว์
แต่ทว่า "ม่าน" ในชีวิตจริงของเขากลับปิดลงก่อนที่ทัวร์จะเริ่มขึ้น เมื่อไมเคิล แจ็กสัน ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552)
แล้วไมเคิล แจ็กสันเสียชีวิตได้อย่างไร? ลองมาเจาะลึกช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตไมเคิลกันครับ
ในช่วงที่ไมเคิลกำลังเตรียมตัวสำหรับทัวร์คอนเสิร์ตครั้งสำคัญ คนใกล้ชิดก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล โดย “คาเรน เฟย์ (Karen Faye)” ช่างแต่งหน้าคู่ใจของไมเคิล ได้เล่าในภายหลังว่า ไมเคิลไม่ใช่ผู้ชายที่เธอเคยรู้จัก และเขาแสดงออกเหมือนคนแปลกหน้าที่เธอไม่คุ้นเคย
เช่นเดียวกับ “เคนนี ออร์เทกา (Kenny Ortega)” ผู้กำกับโชว์ซึ่งคลุกคลีกับไมเคิลมานาน ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกันว่า ไมเคิลดู "หลงทาง หนาวสั่น และหวาดกลัว" ทั้งยังมีพฤติกรรมระแวงและวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะมีการแจ้งอาการเหล่านี้ไปยัง “คอนราด เมอร์เรย์ (Conrad Murray)” แพทย์ประจำตัวของไมเคิลแล้ว แต่เมอร์เรย์กลับยืนกรานว่า ไมเคิลนั้น "มีสภาพร่างกายและจิตใจที่พร้อมจะรับผิดชอบหน้าที่ในฐานะศิลปินได้อย่างเต็มที่"
คอนราด เมอร์เรย์ (Conrad Murray)
ในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) ไมเคิลได้เดินทางไปซ้อมคอนเสิร์ตตามปกติ ซึ่งคอนเสิร์ตนี้มีกำหนดเปิดการแสดงในเดือนถัดไปที่ O2 Arena ในลอนดอน
ไมเคิลซ้อมจนถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน หลังจากเสร็จสิ้นการซ้อม เขาได้สวมกอดเหล่านักเต้น กล่าวขอบคุณทีมงาน และเดินทางกลับบ้านพักในลอสแอนเจลิส
เมื่อถึงบ้าน ไมเคิลซึ่งประสบปัญหาโรคนอนไม่หลับเรื้อรังมานาน และมีอาการหนักขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้บอกกับเมอร์เรย์ว่าเขาต้องการพักผ่อน โดยในช่วงเช้ามืดของวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) เมอร์เรย์ได้ให้ยาหลายชนิดเพื่อช่วยให้เขานอนหลับ รวมถึงยาคลายกังวลหลายประเภท
ไมเคิล หนึ่งวันก่อนเสียชีวิต
ภายหลัง เมอร์เรย์ได้ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ในตอนแรกเขาพยายามปฏิเสธคำขอของไมเคิล แต่เมื่อทนการรบเร้าไม่ไหว จึงยอมฉีดยาให้ในที่สุด
เพียงชั่วครู่หลังจากนั้น เมอร์เรย์ก็สังเกตเห็นว่าไมเคิลหยุดหายใจ เขาจึงพยายามปั๊มหัวใจเพื่อกู้ชีพหลายครั้ง เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่รุดมายังบ้านพัก
แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป ไมเคิล แจ็กสันได้เสียชีวิตจากอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะได้รับยาเกินขนาด
เช้าวันนั้น โลกตื่นขึ้นมาพบกับข่าวช็อกที่ว่า "ราชาเพลงป๊อป" ได้จากไปตลอดกาลแล้ว โดยหนังสือพิมพ์ Los Angeles Times ได้สรุปไว้อย่างเศร้าสลดว่า “แจ็กสันใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตในฐานะหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก สำหรับหลายๆ คน การจากไปก่อนวัยอันควรของเขาเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็น่าเศร้าที่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ข่าวการเสียชีวิตของไมเคิล
แปดเดือนหลังจากการเสียชีวิตของไมเคิล พนักงานสอบสวนได้สั่งฟ้องเมอร์เรย์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา ซึ่งต่อมาในปีค.ศ.2011 (พ.ศ.2554) ศาลได้ตัดสินว่าเมอร์เรย์มีความผิดจริงและสั่งจำคุก ซึ่งเขาได้รับโทษอยู่ในเรือนจำนานสองปีจากโทษทั้งหมดสี่ปี
นับตั้งแต่นั้นมา ชื่อของไมเคิล แจ็กสันก็อยู่ในความสนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมา
ในแง่หนึ่งเขาคือ "ราชาเพลงป๊อป" ศิลปินระดับไอคอนผู้ปฏิวัติวงการท่าเต้นและมิวสิกวิดีโอไปตลอดกาล แต่ในอีกแง่หนึ่ง ข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายกลับยิ่งทวีความรุนแรงและมีเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ แม้เจ้าตัวจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ซึ่งผู้คนบางส่วน (ย้ำว่าบางส่วน) ก็ยังคงปักใจเชื่อเช่นนั้นไปแล้ว
ระหว่างปีค.ศ.2013-2014 (พ.ศ.2556-2557) ชายสองคนคือ “เวด ร็อบสัน (Wade Robson)” และ “เจมส์ เซฟชัค (James Safechuck)” ได้ยื่นฟ้องต่อกองมรดกและบริษัทของไมเคิล โดยอ้างว่าขณะยังเด็ก พวกเขาคือเหยื่อของไมเคิล
เวด ร็อบสัน (Wade Robson) และ เจมส์ เซฟชัค (James Safechuck)
แม้ในตอนแรกศาลจะยกฟ้อง แต่สารคดีเรื่อง ”Leaving Neverland“ ในปีค.ศ.2019 (พ.ศ.2562) ทางช่อง HBO ก็ได้นำเรื่องราวของพวกเขาออกมาตีแผ่สู่สายตาชาวโลกในวงกว้าง โดยทั้งคู่ได้ให้รายละเอียดอย่างถิ่ถ้วนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พวกเขาอ้างถึง ซึ่งเกิดขึ้นในหลายสถานที่ รวมถึงที่ "เนเวอร์แลนด์ (Neverland Ranch)“ คฤหาสน์อันเลื่องชื่อของไมเคิล
ในปีค.ศ.2023 (พ.ศ.2566) ศาลอุทธรณ์แห่งแคลิฟอร์เนียได้มีคำสั่งให้ร็อบสันและเซฟชัคสามารถรื้อฟื้นคดีและดำเนินการฟ้องร้องต่อไปได้ เพื่อนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาโดยคณะลูกขุน
ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้การตัดสินตัวตนของไมเคิล กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
ในฐานะศิลปินผู้มีพรสวรรค์แบบ "หนึ่งในล้าน" ไมเคิลจะยังคงถูกจดจำผ่านบทเพลงอมตะอย่าง “Billie Jean” และ “Thriller” มิวสิกวิดีโอที่ล้ำสมัย และท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์เหนือใคร
แต่ข้อกล่าวหาอันน่าตกใจที่ตามหลอกหลอนเขา แม้เขาจะไม่เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในชั้นศาล ก็ได้กลายเป็นเงามืดที่ทอดทับชื่อเสียงและมรดกทางดนตรีของเขาไปตลอดกาล ถึงแม้ว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นอาจจะไม่มีความจริงอยู่เลยก็ตาม
ต่อให้พยายามฉายภาพเงามืดทับลงไปกี่ครั้ง แต่แสงสว่างจากผลงานและตัวตนที่แท้จริงของเขาก็ไม่เคยดับลง เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวและมันถูกพิสูจน์แล้วในชั้นศาล
แล้วคุณล่ะ ยังเชื่อมั่นในตัว “ราชาเพลงป๊อป” คนเดิมคนนี้อยู่ไหม หรือคิดว่าโลกยุคนี้ชอบตัดสินคนด้วยข่าวลือมากกว่าความจริง?
โฆษณา