เมื่อวาน เวลา 12:13 • ประวัติศาสตร์

ขายทิ้ง! “จักรวรรดิโรมัน” ราคาประมูลที่แลกด้วยชีวิต

*ภาพประกอบเพื่ออรรถรสในเนื้อหา
ในปีค.ศ.193 (พ.ศ.736) จักรวรรดิโรมันต้องเผชิญกับความระส่ำระสายครั้งใหญ่
เดิมทีหลังจากการลอบปลงพรพชนม์ “จักรพรรดิคอมโมดัส (Commodus)” พระประมุขแห่งโรมัน ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าของปีค.ศ.192 (พ.ศ.735) หลายฝ่ายต่างหวังว่าการผลัดแผ่นดินสู่รัชสมัยใหม่จะเป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องจากอาณาจักรเพิ่งผ่านพ้นยุค "สันติภาพโรมัน (Pax Romana)“ อันรุ่งโรจน์และสงบสุขมายาวนานถึง 200 ปี ราษฎรส่วนใหญ่จึงปรารถนาเพียงให้บ้านเมืองดำเนินต่อไปด้วยความสงบดังเช่นที่เคยเป็นมา
ทว่าความหวังนั้นกลับพังทลายลง เพราะปีถัดมาได้กลายเป็นปีที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ในนาม “ปีแห่งห้าจักรพรรดิ (The Year of the Five Emperors)“ และที่น่าตะลึงยิ่งกว่าคือ เพียงไม่กี่เดือนหลังการสวรรคตของจักรพรรดิคอมโมดัส ตำแหน่งพระประมุขผู้ครองอำนาจเหนืออาณาจักรโรมันอันเกรียงไกรกลับถูกนำมาประมูลขายราวกับสินค้าทั่วไป
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
จักรพรรดิคอมโมดัส (Commodus)
เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาของการ "ประมูลเก้าอี้จักรพรรดิ" เราจำเป็นต้องย้อนดูภูมิหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสียก่อน
ดังที่ปรากฏในภาพยนตร์และหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ จักรพรรดิคอมโมดัสทรงเป็นผู้ที่หมกมุ่นในอำนาจ หลงตัวเอง และมีความหวาดระแวงจนเข้าขั้นวิปลาส หลังจากรอดพ้นจากการพยายามรัฐประหารและลอบปลงพระชนม์มาได้หลายครั้ง พระองค์ก็เริ่มกำจัดทุกคนที่ทรงระแวงว่าเป็นคู่แข่งหรือเป็นภัยอย่างโหดเหี้ยม
ในช่วงสองปีสุดท้ายแห่งการครองอำนาจ อาการทางพระสติของจักรพรรดิคอมโมดัสยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยพระองค์ประกาศองค์เป็นเทพเจ้า และมีแผนจะเปลี่ยนชื่อกรุงโรมเสียใหม่เป็น "โคโลเนีย ลูเซีย แอนเนีย คอมโมเดียนา (Colonia Lucia Annia Commodiana)“ นอกจากนี้ยังทรงตั้งศาสตนามให้พระองค์เองถึง 12 นามเพื่อนำไปใช้เป็นชื่อเดือนทั้ง 12 เดือน และที่สำคัญคือ พระองค์ทรงลงสังเวียนต่อสู้ในฐานะแกลดิเอเตอร์จริงๆ
จุดจบของพระองค์มาถึงเมื่อพระองค์ทรงเริ่มพุ่งเป้าสังหารเหล่าขุนนางและชนชั้นสูง โดยจักรพรรดิคอมโมดัสทรงวางแผนจะสังหารเหล่าอภิชนในกรุงโรมในคืนวันส่งท้ายปีเก่าค.ศ.192 (พ.ศ.735) เพื่อสถาปนาพระองค์เป็นกงสุลเพียงผู้เดียว
ทว่าขุนนางสามคน ได้แก่ “เอเคลคตัส (Eclectus)” “มาร์เซีย (Marcia)” และ “เลตุส (Laetus)” สุดจะทนกับพฤติกรรมขององค์จักรพรรดิ จึงได้พยายามวางยาพิษจักรพรรดิคอมโมดัส แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจจ้าง "นาร์ซิสซัส (Narcissus)“ ครูฝึกของจักรพรรดิคอมโมดัส ให้เข้าไปรัดพระศอจักรพรรดิคอมโมดัสจนสวรรคตในอ่างน้ำ
การสวรรคตของจักรพรรดิคอมโมดัสถือเป็นการปิดฉากราชวงศ์เนอร์วา-แอนโตไนต์ (Nerva-Antonine) ซึ่งปกครองจักรวรรดิมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปีค.ศ.96 (พ.ศ.639)
การสวรรคตของจักรพรรดิคอมโมดัส
ก่อนเล่าต่อ ขอแนะนำตัวละครสำคัญกลุ่มหนึ่ง นั่นคือ “หน่วยองครักษ์เพรทอเรียน (Praetorian Guard)“
หน่วยองครักษ์เพรทอเรียน คือกองกำลังทหารระดับหัวกะทิที่มีหน้าที่ถวายอารักขาองค์จักรพรรดิ แต่ในขณะนั้น หลายฝ่ายต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าหน่วยงานนี้เริ่มทุจริตและไร้ประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งข้อครหาเหล่านี้ก็ดูจะมีมูลความจริง เพราะนอกจากพวกเขาจะปล่อยให้องค์จักรพรรดิถูกลอบปลงพระชนม์แล้ว พวกเขายังเสนอชื่อนายทหารนามว่า “เพอร์ทิแนกซ์ (Pertinax)” ให้ขึ้นเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนใหม่ หลังจากที่เพอร์ทิแนกซ์ยอมจ่ายเงินสินบนให้แก่องครักษ์แต่ละนายสูงถึง 12,000 เซสเทอร์ที (Sestertii) เพื่อแลกกับตำแหน่งจักรพรรดิ
1
เพอร์ทิแนกซ์ คือทหารอาชีพผู้ไต่เต้าขึ้นมาจากชั้นผู้น้อย และสาเหตุที่หน่วยองครักษ์เพรทอเรียนเลือกเขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงินสินบน แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะจักรพรรดิคอมโมดัสได้กวาดล้างเหล่าขุนนางไปมากจนแทบไม่เหลือตัวเลือกอื่น
หน่วยองครักษ์เพรทอเรียน (Praetorian Guard)
เพอร์ทิแนกซ์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ และด้วยความที่เป็นคนยึดมั่นในเกียรติ มีวินัย และฉ้อราษฎร์บังหลวงน้อยกว่าจักรพรรดิคอมโมดัสมาก จักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์จึงเริ่มเดินหน้าปฏิรูปบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งขจัดความทุจริตภายในหน่วยองครักษ์เพรทอเรียน โดยตัดสินพระทัยระงับการจ่ายเงินรางวัลพิเศษ และเริ่มยกเลิกสิทธิพิเศษหลายประการของเหล่าองครักษ์
เป็นไปตามคาด สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรง จนกระทั่งในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ.193 (พ.ศ.736) กลุ่มองครักษ์ที่โกรธแค้นได้บุกเข้าเผชิญหน้ากับองค์จักรพรรดิ ซึ่งแม้จะมีผู้แนะนำให้พระองค์รีบหนีไป แต่จักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์กลับเลือกที่จะเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญและพยายามใช้เหตุผลหว่านล้อมทหารเหล่านั้น ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่หวัง
เหล่าทหารที่บ้าคลั่งได้รุมทำร้าย ทำให้จักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์สวรรคต และทำให้จักรวรรดิโรมันต้องว่างเว้นพระประมุขอีกครั้ง หลังจากที่จักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์รั้งตำแหน่งได้ไม่ถึงสามเดือนดีด้วยซ้ำ
เพอร์ทิแนกซ์ (Pertinax)
หน่วยองครักษ์เพรทอเรียนไม่เพียงแต่จะมีชื่อเสียด้านการทุจริตเท่านั้น แต่เหตุการณ์ของจักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาสามารถรับเงินเพื่อ "แต่งตั้ง" ใครก็ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ และนี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ที่กระหายในอำนาจ
คนแรกที่รุดไปยังค่ายทหารเพรทอเรียนคือ “ฟลาวิอุส ซัลพิเชียนัส (Flavius Sulpicianus)” เจ้าเมืองโรม (City Prefect) ซึ่งมีศักดิ์เป็นพ่อตาของจักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์
ทว่าเหล่าทหารกลับไม่ค่อยต้อนรับเขานัก เพราะหวั่นเกรงว่าญาติสนิทของจักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์อาจจะหาทางแก้แค้นให้แก่จักรพรรดิที่พวกเขาเพิ่งปลงพระชนม์ไป ทำให้เหล่าทหารมองหาตัวเลือกอื่นต่อไป
แม้ขุนนางที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดต่างพากันกบดานเงียบเพื่อความปลอดภัยในขณะนั้น แต่แล้วพวกเขาก็พบชายที่ทั้งร่ำรวยและเหมาะสมอย่างยิ่งคนหนึ่ง นั่นคือ “มาร์คุส ดิดิอุส เซเวรุส ยูลิอานุส (Marcus Didius Severus Julianus)” สมาชิกวุฒิสภาผู้มั่งคั่งและกระตือรือร้นที่จะควักกระเป๋าซื้อตำแหน่งจักรพรรดิ
มาร์คุส ดิดิอุส เซเวรุส ยูลิอานุส (Marcus Didius Severus Julianus)
เหตุการณ์ที่ตามมาถูกนักประวัติศาสตร์นิยามไว้ในเวลาต่อมาว่าเป็น “การประมูลจักรวรรดิ (Auction of the Empire)“
ในที่สุด ดิดิอุส ยูลิอานุส ก็ได้ก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน ได้รับการรับรองสถานะอย่างเป็นทางการจากวุฒิสภา
ทว่าในเวลาต่อมาไม่นานนัก เขาก็เริ่มตระหนักว่าอำนาจที่ได้มาจากการทุ่มเงินซื้อนั้น เป็นสิ่งที่เขาต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
แม้จะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิได้สำเร็จ แต่จักรพรรดิดิดิอุส ยูลิอานุส กลับขาดฐานอำนาจและแรงสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มอภิชน ชาวโรมันทั่วไป หรือแม้แต่กองทัพ
ประชาชนชาวโรมันส่วนใหญ่ต่างขวัญเสียกับการลอบปลงพระชนม์ทั้งจักรพรรดิคอมโมดัสและจักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์ และยิ่งทวีความโกรธแค้นเมื่อเห็นตำแหน่งประมุขสูงสุดของอาณาจักรถูกนำมาเร่ขายอย่างน่าอดสู
ในขณะเดียวกัน กองทหารเลเจียน (Legions) ซึ่งยังคงมีความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิคอมโมดัสก็เริ่มก่อความวุ่นวาย กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่พระประมุของค์ใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว
คลื่นใต้น้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นการลุกฮือ เมื่อ “เพสเซนนิอุส ไนเจอร์ (Pescennius Niger)” ข้าหลวงโรมันประจำซีเรีย ขานรับเสียงเรียกร้องของประชาชนและก่อกบฏต่อจักรพรรดิองค์ใหม่ โดยมีกองทัพและพลเมืองในแถบตะวันออกประกาศรับรองให้เขาเป็นผู้ปกครองที่ชอบธรรม ตามมาด้วยการแข็งข้อของ “โคลดิอุส อัลบีนุส (Clodius Albinus)” ในบริเตน และ “เซปติมิอุส เซเวรุส (Septimius Severus)” ในแพนโนเนีย (Pannonia)
เพียง 12 วันหลังจากจักรพรรดิดิดิอุส ยูลิอานุสขึ้นครองอำนาจ เซปติมิอุส เซเวรุส ก็ประกาศตนเป็นจักรพรรดิที่แท้จริงแห่งโรม และเนื่องจากเขาประจำการอยู่ที่แพนโนเนียซึ่งอยู่ใกล้กรุงโรมที่สุดในบรรดาคู่แข่งทั้งสาม เขาจึงรีบรวบรวมกองทัพและเริ่มยาตราทัพมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทันที
เซปติมิอุส เซเวรุส (Septimius Severus)
เมื่อกองทัพของเซเวรุสใกล้จะถึงโรม จักรพรรดิดิดิอุส ยูลิอานุสก็ได้พยายามส่งตัวแทนไปยับยั้ง แต่ส่วนใหญ่กลับแปรพักตร์หรือถูกตีพ่ายไป และเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง จักรพรรดิดิดิอุส ยูลิอานุสได้พยายามยื่นข้อเสนอขอเจรจา ทว่าก็ไร้ผล
แม้แต่หน่วยองครักษ์เพรทอเรียนเองเมื่อเห็นว่าลมเปลี่ยนทิศ ก็หันไปเจรจากับเซเวรุส โดยเซเวรุสให้คำมั่นว่าจะไม่ทำอันตรายเหล่าองครักษ์ แลกกับการที่พวกเขาต้องจับกุมตัวผู้ปลงพระชนม์จักรพรรดิเพอร์ทิแนกซ์และรักษาความสงบในเมืองไว้ให้ได้
ทันทีที่เซเวรุสเดินทางมาถึงกรุงโรม วุฒิสภาก็ประกาศแต่งตั้งให้เขาเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมกับมีคำสั่งประหารชีวิตจักรพรรดิดิดิอุส ยูลิอานุส ในทันที
ในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.193 (พ.ศ.736) เพียงสองเดือนหลังจากที่ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อบัลลังก์มาครอบครอง จักรพรรดิดิดิอุส ยูลิอานุส ก็ต้องสิ้นชีพ ปิดฉากอำนาจที่ได้มาด้วยการประมูลลง
หลังจากนั้นไม่นาน จักรวรรดิโรมันก็ถลันเข้าสู่สงครามกลางเมืองอย่างเต็มตัว โดยเป็นการห้ำหั่นกันระหว่างสามขั้วอำนาจโรมันอย่าง จักรพรรดิเซเวรุส ไนเจอร์ และอัลบีนุส ซึ่งท้ายที่สุด ผู้ที่คว้าชัยชนะมาได้คือ จักรพรรดิเซปติมิอุส เซเวรุส และการเถลิงอำนาจของพระองค์ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ราชวงศ์เซเวรัน (Severan Dynasty)”
แม้ว่าจักรพรรดิดิดิอุส ยูลิอานุสจะครองราชย์เพียงช่วงเวลาสั้นๆ และเป็นเสมือนผู้อยู่ในตำแหน่งเพื่อขัดตาทัพในขณะที่เหล่าผู้มีอำนาจตัวจริงกำลังชิงไหวชิงพริบกันอยู่ แต่นามของพระองค์ก็ยังคงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างโดดเด่น ในฐานะ "บุรุษผู้ซื้อจักรวรรดิโรมัน"
บทเรียนจากจักรพรรดิดิดิอุส ยูลิอานุส สอนให้รู้ว่า “เงิน“ อาจซื้อตำแหน่งที่สูงที่สุดในโลกได้ แต่ไม่เคยซื้อ ”การยอมรับ“ และ ”บารมี“ได้เลย
คุณคิดว่าในโลกปัจจุบัน อำนาจที่ได้มาด้วยการจ่ายเงินซื้อแบบนี้ยังคงมีอยู่จริงหรือไม่? หรือเราแค่เปลี่ยนรูปแบบการ “ประมูล” ไปเป็นอย่างอื่นแล้ว?
โฆษณา