Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
12 พ.ค. เวลา 13:57 • ธุรกิจ
เกิดอะไรขึ้นกับ Evernote? สตาร์ทอัพหมื่นล้าน ที่พังเพราะ “ความไม่พอ”
ลองนึกภาพตามดูนะครับว่า ถ้ามีแอปพลิเคชันหนึ่งที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 225 ล้านคนทั่วโลก
เป็นบริษัทที่สามารถระดมทุนได้หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ และเคยตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพที่มีอายุยืนยาวไปอีก 100 ปี
แต่ในวันนี้กลับแทบไม่มีใครพูดถึง หรือแม้แต่กดเปิดใช้งานแอปพลิเคชันนี้อีกเลย…
เกิดอะไรขึ้นกับ Evernote สุดยอดแอปพลิเคชันจดบันทึกที่เคยเปรียบเสมือนสมองสำรองของมนุษย์
…
ย้อนกลับไปในยุคก่อนที่สมาร์ตโฟนจะกลายมาเป็นอวัยวะที่สามสิบสามของพวกเรา โลกของการจดบันทึกเป็นเรื่องที่วุ่นวายและไร้ระเบียบอย่างมาก
ทุกสิ่งที่เราอยากจำ ไม่ว่าจะเป็นรายการซื้อของ ธุระสำคัญ ที่อยู่ลูกค้า หรือไอเดียที่ผุดขึ้นมาในหัว เราต้องจดลงกระดาษหรือไม่ก็ต้องใช้สมองจำเอาเอง
1
บางคนถึงขั้นต้องพกสมุดโน้ตเล่มหนาติดตัวตลอดเวลา เพื่อจดทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน…
และถ้าหากมีความจำเป็นต้องเก็บใบเสร็จเพื่อเบิกเงินกับทางบริษัท เราก็ต้องเก็บกระดาษใบเสร็จเหล่านั้นไว้จริงๆ
ซึ่งท้ายที่สุดกระดาษแผ่นเล็กๆ เหล่านี้ก็มักจะหล่นหาย หรือเราเองที่จำไม่ได้ว่าเอาไปสอดไว้ในสมุดหน้าไหน
นี่คือปัญหาคลาสสิกที่คนทำงานทุกคนในยุคนั้นต้องเผชิญ และมันคือ pain point ระดับโลกที่รอให้ใครสักคนมาแก้ไข
ปัญหาปวดหัวนี้คือสิ่งที่ Stepan Pachikov ต้องการจะแก้ไขให้จงได้
เขาใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเทคโนโลยีซอฟต์แวร์จดจำลายมือ ซึ่งท้ายที่สุดเทคโนโลยีนี้ก็ได้เข้าไปอยู่ในอุปกรณ์แท็บเล็ตและสไตลัสแทบทุกเครื่องในยุคนั้น
แต่เขาตั้งคำถามที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นว่า ถ้าซอฟต์แวร์สามารถจดจำลายมือได้ ทำไมเราถึงต้องหยุดแค่นั้น
ทำไมเราไม่สร้างสิ่งที่สามารถจดจำได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ไปเลย…
จากนั้นในปี 2008 หลังจากใช้เวลาหกปีเต็มในการสร้างและพัฒนาตัวต้นแบบ เขาก็ได้เปิดตัว Evernote ขึ้นมา
Evernote ถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือนระบบสำรองข้อมูลสมอง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัยมากในเวลานั้น
เมื่อติดตั้งแอปพลิเคชันนี้แล้ว ผู้ใช้งานสามารถจัดเก็บทุกอย่างลงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นนามบัตร ใบเสร็จรับเงิน หรือโน้ตที่จดด้วยลายมือ
และที่สำคัญที่สุดคือ ซอฟต์แวร์ตัวนี้จะทำให้ข้อมูลเหล่านั้นสามารถค้นหาได้ทั้งหมดผ่านการพิมพ์คีย์เวิร์ดเพียงไม่กี่คำ
ผู้ใช้งานสามารถถ่ายรูปภาพที่ไม่มีตัวอักษรพิมพ์อยู่เลย และระบบก็จะทำการแท็กรูปภาพเหล่านั้นตามบริบทและสถานที่ให้โดยอัตโนมัติ
โทรศัพท์มือถือของเราในวันนี้อาจจะทำเรื่องพวกนี้ได้เป็นเรื่องปกติ แต่ในยุคปี 2008 การที่เราสามารถพิมพ์ค้นหาข้อมูลจากรูปภาพใบเสร็จได้ ถือเป็นเทคโนโลยีที่เหลือเชื่อมาก…
สิ่งนี้เปรียบเสมือนเวทมนตร์ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของคนทั้งโลก และเป็นจุดเปลี่ยนเกมครั้งสำคัญในวงการซอฟต์แวร์
Stepan Pachikov ยังเข้าใจถึงความกังวลลึกๆ ในโลกธุรกิจ นั่นคือการลืมชื่อคนสำคัญที่เราเพิ่งพบเจอ
หากเราไม่ได้ขอนามบัตรใครไว้ การสร้างเครือข่ายคอนเนกชันจะกลายเป็นเรื่องยากลำบากในทันที
ดังนั้นเพียงแค่จดชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของพวกเขาแบบคร่าวๆ แล้วนำไปค้นหาในแอปพลิเคชันภายหลัง ก็สามารถจัดการปัญหาได้ทั้งหมด
แม้ว่าในช่วงแรกตัวระบบจะเปิดให้ใช้งานแบบต้องได้รับคำเชิญเท่านั้น แต่ความต้องการของผู้คนกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
1
จนในที่สุด Evernote ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะแอปพลิเคชันบนคลาวด์สู่สาธารณะ และการเติบโตก็พุ่งทะยานราวกับติดจรวด…
ภายในสิ้นปีแรก บริษัทมีผู้ใช้งานมากกว่าห้าแสนคน มีโน้ตถูกบันทึกกว่าสิบสี่ล้านชิ้น และรองรับหลากหลายแพลตฟอร์ม
แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้เติบโตจนฉุดไม่อยู่ ซึ่งเราต้องย้อนกลับไปดูความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ในปี 2007 Stepan Pachikov ได้ก้าวลงจากตำแหน่งและมอบอำนาจการบริหารให้กับ Phil Libin
โดยเขาเชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นผู้บริหารที่เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการขยายตัวทางธุรกิจมากกว่าตัวเขาเอง
Phil Libin เป็นผู้ผลักดันโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “Freemium” ซึ่งก็คือการให้ใช้ฟรีแต่คิดเงินหากต้องการฟีเจอร์ที่พิเศษขึ้น
เขาต้องการให้ทุกคนบนโลกเข้ามาใช้งาน และวิธีการเปิดให้ใช้ฟรีคือวิธีที่จะสร้างโอกาสนั้นได้ดีที่สุดในยุคที่ผู้คนยังไม่ชินกับการจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์…
บริษัทไม่สนใจว่าผู้ใช้งานจะจ่ายเงินหรือไม่ บริษัทแค่ต้องการให้ผู้ใช้งานอยู่กับระบบต่อไปเรื่อยๆ และชวนเพื่อนมาใช้ด้วย
เพราะเขามองเกมขาดว่า ยิ่งผู้ใช้งานใช้ผลิตภัณฑ์นี้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะตกหลุมรักและผูกพันกับมันมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อถึงจุดที่ข้อมูลชีวิตทั้งหมดอยู่ในนั้น ไม่ช้าก็เร็ว ผู้ใช้งานจะยินดีควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อมันเอง
และเขาก็คิดถูก ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีหลังจากการเปิดตัว ยอดดาวน์โหลดบนคอมพิวเตอร์ก็พุ่งสูงถึงเกือบสองล้านครั้ง
บริษัทกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ผู้นำอย่าง Phil Libin ยังมีแผนการที่ยิ่งใหญ่และทะเยอทะยานกว่านั้นมาก…
ในระหว่างนั้น บริษัทสามารถระดมทุนจากนักลงทุนอิสระได้มหาศาล และเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการระดมทุนรอบใหญ่
แต่มีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ นั่นคือจังหวะเวลาที่แอปพลิเคชันเปิดตัวพร้อมกับการผงาดขึ้นของ iPhone
สมาร์ตโฟนจาก Apple กลายเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดในการโชว์ศักยภาพการจดบันทึกแบบพกพา ทำให้ยอดผู้ใช้งานทะลุสามล้านคนในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อสิ้นปี 2011 บริษัทก็สามารถทำกำไรได้สำเร็จ มียอดขายประจำปีสูงถึงสิบหกล้านดอลลาร์สหรัฐ
ได้รับตำแหน่งบริษัทแห่งปี จำนวนผู้ใช้งานพุ่งสูงถึงแปดสิบล้านคน และสามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้อีกมหาศาล
ณ เวลานี้ Evernote กลายเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่มีมูลค่าบริษัทสูงถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุกอย่างกำลังไปได้สวย
แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่เรื่องราวแห่งความสำเร็จ เริ่มค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความพินาศ…
Phil Libin มีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับบริษัทนี้ เป็นความทะเยอทะยานที่ท้ายที่สุดแล้ว มันได้กลายเป็นอาวุธที่หันมาทำร้ายตัวเอง
นี่ไม่ใช่สตาร์ทอัพแห่งแรกที่เขาบริหาร แต่มันเป็นแห่งที่สามของเขาแล้ว และครั้งนี้เขามุ่งมั่นที่จะทำให้มันเป็นแห่งสุดท้าย
1
เขาไม่ได้ต้องการแค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จ แต่เขาต้องการสร้างสตาร์ทอัพที่จะคงอยู่ตลอดไป
เขามักจะให้สัมภาษณ์เสมอว่า เป้าหมายของบริษัทคือการสร้างสตาร์ทอัพที่มีอายุหนึ่งร้อยปี และตอนนี้พวกเขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ทีมงานไม่มีแผนการขายกิจการให้กลุ่มทุนที่ใหญ่กว่า พวกเขามีแผนที่จะเสนอขายหุ้นไอพีโอ และมีเป้าหมายสูงสุดคือมีผู้ใช้งานหนึ่งพันล้านคน…
เขายังมีมุมมองที่กว้างไกลว่า เส้นแบ่งระหว่างผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปและองค์กรธุรกิจกำลังจะเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์
เขาคิดว่าคนทำงานยุคใหม่จะเรียกร้องประสบการณ์ระดับเดียวกันในทุกๆ ด้านของชีวิต ดังนั้นคนที่ใช้แอปพลิเคชันนี้ในชีวิตส่วนตัว ก็คือคนเดียวกับที่ใช้มันในที่ทำงาน
ด้วยความทะเยอทะยานดังกล่าว ทำให้บริษัทเริ่มขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็นบริษัทร้อยปีตามที่ฝันไว้
พวกเขาเปิดตัวแอปพลิเคชันจดบันทึกด้วยภาพ เข้าซื้อแอปพลิเคชันจดลายมือ และสร้างระบบนิเวศเชื่อมต่อกับผู้พัฒนาภายนอกหลายร้อยราย
นอกจากซอฟต์แวร์แล้ว บริษัทยังพยายามผันตัวเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดร้านค้าขายสินค้าที่จับต้องได้จริง…
พวกเขาขายตั้งแต่เครื่องสแกนเอกสาร สมุดโน้ตแบรนด์หรู ไปจนถึงกระเป๋าเป้ กระเป๋าสตางค์ หรือแม้กระทั่งถุงเท้า
ผู้บริหารสูงสุดถึงขั้นเคยพูดติดตลกบนเวทีว่า ตอนนี้บริษัทของพวกเขาได้กลายเป็นแบรนด์แฟชั่นไปแล้ว
แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ พวกเขากำลังขยายตัวออกไปในแนวกว้าง แต่ไม่ได้หยั่งรากลึกในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญเลย
ในไม่ช้ามันก็ให้ความรู้สึกเหมือนว่า ไม่ว่าผู้ใช้งานจะจินตนาการถึงอะไร ก็จะมีผลิตภัณฑ์ในเครือออกมารองรับเสมอ
แอปพลิเคชันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จดบันทึกที่เรียบง่าย ทรงพลัง และรวดเร็ว เหมือนในวันแรกที่ทุกคนตกหลุมรักอีกต่อไป…
แม้ว่าในเวลานั้นจะมีลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมาก แต่รอยร้าวขนาดใหญ่ในองค์กรก็เริ่มปรากฏให้เห็น
ทุกๆ การขยายตัวและการเข้าซื้อกิจการ หมายถึงการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น การขยายขนาดองค์กรที่ใหญ่ขึ้น และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
บริษัทกลายเป็นองค์กรที่หิวโหยเม็ดเงินอย่างหนัก ซึ่งนำไปสู่การเปิดเผยข้อบกพร่องร้ายแรงในแผนการของธุรกิจ
ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ไม่ยอมจ่ายเงินเพื่ออัปเกรดระบบ เพราะพวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องทำในเมื่อของฟรีก็เพียงพอแล้ว
โครงสร้างรายได้ของบริษัทไม่สมเหตุสมผลเลย เนื่องจากผู้ใช้งานพอใจกับเวอร์ชันฟรีและไม่มีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนไปใช้แบบเสียเงิน…
ดังนั้นในปี 2016 บริษัทจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการจำกัดฟีเจอร์ในเวอร์ชันฟรีอย่างเด็ดขาด
พร้อมกับปรับขึ้นราคาแพ็กเกจแบบชำระเงิน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับฐานผู้ใช้งานที่จงรักภักดีมาอย่างยาวนาน
เมื่อบริษัทโฟกัสเรื่องอื่นมากเกินไป คุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์หลักก็เริ่มถดถอยลง บั๊กในระบบสะสมพอกพูน และการอัปเดตหยุดชะงัก
ผู้ใช้งานต่างหลั่งไหลเข้าไปตั้งกระทู้ร้องเรียน พวกเขาบ่นว่าการใช้งานบนเว็บไซต์เป็นอะไรที่เจ็บปวดและหงุดหงิดมาก
ระบบรวน พิมพ์ข้อความแล้วหน้าจอกระตุก เครื่องมือทำงานได้แย่ลง จนมีคนประชดว่าทีมงานเคยลองใช้ซอฟต์แวร์ของตัวเองบ้างหรือไม่…
แต่สิ่งที่ผลักผู้ใช้งานจากความรำคาญไปสู่ความโกรธจัด คือการเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัวเพื่อฝึกฝน AI
บริษัทประกาศนโยบายใหม่ที่อนุญาตให้พนักงานสามารถเข้ามาอ่านเนื้อหาในโน้ตของผู้ใช้งานได้ เพื่อนำไปพัฒนาระบบ
1
และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ใช้งานไม่สามารถปฏิเสธหรือกดยกเลิกการอนุญาตนี้ได้เลย ซึ่งถือเป็นการละเมิดความไว้วางใจขั้นสูงสุด
3
ผู้ใช้งานตอบโต้ทันทีว่านี่คือการล้ำเส้น แม้บริษัทจะพยายามออกแถลงการณ์ขอโทษและยกเลิกนโยบายในเวลาต่อมา แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ความเชื่อใจที่สร้างมานับสิบปีถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ และนั่นคือช่วงเวลาเดียวกับที่คู่แข่งหน้าใหม่เริ่มปรากฏตัวขึ้น…
ในขณะที่บริษัทกำลังสะดุดขาตัวเอง คู่แข่งที่คล่องตัวกว่าก็ทำงานอย่างหนักเพื่อแย่งชิงฐานผู้ใช้งานที่กำลังผิดหวัง
แอปพลิเคชันอย่าง Notion หรือ Apple Notes ได้ก้าวขึ้นมาเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมกว่า และเข้าใจคนทำงานมากกว่า
1
แอปพลิเคชันเหล่านี้อาจไม่ได้มีลูกเล่นครอบจักรวาล แต่มุ่งเน้นไปที่การทำฟังก์ชันหลักให้ดีที่สุด เรียบง่ายกว่า และเสถียรกกว่า
เมื่อเจอพายุถาโถม บริษัทต้องเผชิญกับวิกฤตการลาออกของผู้บริหาร ผู้นำที่เคยวาดฝันบริษัทร้อยปีได้เดินออกจากองค์กรไป
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อผู้บริหารระดับสูงหลายฝ่ายลาออกพร้อมกัน ท้ายที่สุดบริษัทต้องปลดพนักงานออกอย่างต่อเนื่อง…
1
บทเรียนสำคัญเรื่องนี้พาเราย้อนกลับไปสู่วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่เคยมองว่าเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจและผู้บริโภคจะหายไป
โมเดลธุรกิจของพวกเขามุ่งเน้นไปที่การเติบโตจากกลุ่มผู้บริโภคเป็นอันดับแรก โดยพึ่งพาความนิยมและภาพลักษณ์เป็นหลัก
แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เลือกที่จะขายตรงให้กับองค์กรธุรกิจ ซึ่งทำให้พวกเขาทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ และมีอัตรากำไรที่ดีกว่ามาก
1
เมื่อเวลาผ่านไป ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันโหดร้าย มีผู้ใช้งานเพียงหยิบมือที่บอกว่าจะผิดหวังหากแอปพลิเคชันนี้หายไป
แอปพลิเคชันที่ถูกสร้างมาให้เป็นเครื่องมือที่คนต้องพึ่งพาทุกวัน กลับกลายเป็นของที่คนเปิดใช้เพียงเดือนละครั้ง…
ในที่สุด อดีตดาวรุ่งแห่งวงการเทคโนโลยีก็เริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน ยอดดาวน์โหลดดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งในปี 2023 สตาร์ทอัพที่เคยฝันไกลถึงหนึ่งร้อยปี ก็ต้องยอมจำนนและถูกเข้าซื้อกิจการโดยบริษัทจากประเทศอิตาลีที่ชื่อว่า Bending Spoons
หลังจากการเข้าซื้อกิจการ พนักงานเดิมส่วนใหญ่ถูกเลิกจ้าง ศูนย์กลางการพัฒนาถูกย้าย และมีการปรับโครงสร้างราคาแพ็กเกจขึ้นอย่างมหาศาล
เพื่อพยายามรีดกำไรและประคองให้ธุรกิจนี้อยู่รอดต่อไปได้ แม้ปัจจุบันตัวแอปพลิเคชันยังคงมีให้บริการอยู่ แต่มันก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของอดีต
พวกเขาไม่ได้ถูกล้มล้างโดยคู่แข่งที่เก่งกาจ แต่พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับความไม่ชัดเจนและความโลภของตัวเอง…
พวกเขาเลือกที่จะเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ และสินค้าแปลกๆ ที่ไม่มีใครร้องขอ ดำเนินธุรกิจแบบกว้างแต่ตื้น แทนที่จะทำให้แคบแต่ลึกซึ้ง
ในขณะที่กำลังวอกแวกไปกับการเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ พวกเขากลับทิ้งขว้างผลิตภัณฑ์หลักที่เป็นหัวใจสำคัญ
สุดท้ายเรื่องราวขอ Evernote บอกเราว่า มันไม่สำคัญหรอกว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะออกสู่ตลาดเป็นคนแรก หรือเคยเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลก
เพราะความเป็นผู้นำตลาดคือสถานะชั่วคราว ธุรกิจจะต้องเอาชนะใจลูกค้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ วัน
ต้องทำให้ชีวิตของลูกค้าง่ายขึ้นและไร้รอยต่อมากกว่าเมื่อวาน หากหลงลืมแก่นแท้ข้อนี้ไป…
แม้แต่ธุรกิจที่เคยวาดฝันว่าจะมีอายุยืนยาวนับร้อยปี ก็อาจเหลือเพียงชื่อที่ไม่มีใครจดจำได้ ภายในเวลาเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น
References : [techcrunch, theverge, businessinsider, forbes, zdnet]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/what-happened-to-evernote/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
การลงทุน
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
31 บันทึก
54
18
31
54
18
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย