14 พ.ค. เวลา 11:24 • การเมือง

มหากาพย์ทุนจีน v ทุนญี่ปุ่น กับเศรษฐกิจไทย (1)

ตอนที่1….รถจีน-รถญี่ปุ่น และ ป๋าเปรม-ลุงตู่….
ตอนนี้ผู้ประกอบการธุรกิจด้านรถยนต์ไทยเสียงดังมาก
ว่าให้รัฐบาลไปจัดการกับภาษีรถจีนซะที
หลังมันสร้างปัญหามาตั้งแต่จุดเริ่มต้นยุคลุงคสช.
คนใช้ก็ด่าทุกวัน ว่ามีปัญหา นี่ล่าสุด NETA
ก็กลายเป็นคดีพิเศษ มีโจทก์ร่วมากมายไปเรียบร้อย
ด้วยข้อหาทิ้งลูกค้า ซึ่งก็เดี๋ยวคงโผล่มาอีกหลายเจ้าแหละ
มาพร้อมกับอีกข่าว คือความน่าตกใจของการถอนทุนจากญี่ปุ่น
ในเมืองไทย ที่มากซะจนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเศรษฐกิจ
ของไทย มันจึงอยู่ในสภาพที่เป็น
…ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง มาจากจุดเริ่มต้นเรื่องเดียวเลย…
…คือ EV จีน….
ทำไม EV จีนจึงสร้างปัญหา ในขณะที่ยุครถญี่ปุ่นเฟื่องฟู
กลับพาเศรษฐกิจไทยพุ่งทะยาน ?
ผมเชื่อว่าหลายท่าน อาจทราบ
แต่ก็คงมีหลายท่านเหมือนกัน ที่ไม่เข้าใจปัญหาจริงๆ
ของเรื่องนี้ แล้วมองว่า มันก็เหมือนกัน เขามาลงทุน
ซึ่งจริงๆแล้ว รายละเอียดการลงทุนของทั้งญี่ปุ่น
และจีนนั้น มีความต่างกันมาก จนเป็นคนละเรื่องทีเดียว
มันไม่ใช่แค่จีนไม่จ้างคนไทย แต่ญี่ปุ่นจ้าง
จริงๆปัญหามันลึกกว่านั้นมากครับ
และกลายเป็นปัญหาการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ของไทยกับญี่ปุ่นไปแล้วเรียบร้อย เนื่องจากเราลำเอียงจริงๆ
ด้วยมาตรการทางภาษี จนทำให้ญี่ปุ่นไม่พอใจ
เพื่อความง่าย ผมจะเขียนเล่าแบบบ้านๆ
ถึงความต่างระหว่างสองยุคนะครับ
อ่านแล้วลองเปรียบเทียบกันดู ก็น่าจะเข้าใจได้เอง….
1) ยุครถญี่ปุ่นกับป๋าเปรม
ช่วงยุค 1980 …
ตอนนั้นญี่ปุ่นซึ่งมีสหรัฐหนุนหลัง ฟื้นตัวและโตอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง จนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า
ประเทศจากโลกเก่าในยุโรปไปแล้ว
พวกเขามีสินค้าทุกผลิตภัณฑ์ ส่งไปขายทั่วโลก
และเริ่มถูกยอมรับแล้วในแง่คุณภาพ หลังถูกค่อนขอด
อย่างหนัก ในชาติตะวันตกถึงคุณภาพในช่วง 1970
แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทรัพยากร
ค่อนข้างนัอยมากๆ ขาดแคลนพลังงานอีกต่างหาก
ดังนั้นพอญี่ปุ่นโตเกินตัว พวกเขาจึงต้องหาทางไป
เพราะค่าแรงในบ้านก็สูงมากแล้ว เนื่องจากญี่ปุ่นเอง
ก็เป็นประเทศทุนนิยม ที่ต้องลอยตัวเรื่องค่าแรง
ญี่ปุ่นจึงเริ่มหาฐานการผลิตที่พร้อมที่สุดในขณะนั้น
ซึ่งก็ตัดสินใจไม่ยาก ที่จะเป็นไทย
เพราะตอนนั้น เป็นช่วงสงครามเย็น รอบบ้านเรา
ส่วนมากเป็นคอมมิวนิสต์ และมีสงครามกลางเมือง
ส่วนอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ตอนนั้น ก็งมอยู่กับความขัดแย้งภายใน จนไม่มีใครกล้าลงทุน (ยุคซูฮาร์โต้ , มากอส)
ไทยภายใต้การกดดันญี่ปุ่นของสหรัฐ ให้มาไทย
เพื่อผลทางการสกัดกั้นทฤษฎีโดมิโน่ในอินโดจีน
ไทยจึงถูกญี่ปุ่นเลือกเป็นอันดับหนึ่ง
โดยมีมาเลเซีย ตามมาเป็นอันดับสอง ในตอนนั้น
คือ ต้องเข้าใจว่า สหรัฐต้องการสร้างภาพว่า
ถ้าอยู่กับพวกเรา ชาวเสรีนิยม จะร่ำรวย
และเชื่อว่าต้นเหตุของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
มีที่มาจากความยากจน ของคนใช้แรงงาน
พวกเขาเลยต้องสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศพันธมิตร
พวกนี้ ให้เจริญให้มากที่สุดนั่นเอง ซึ่งกรณีไทยกับเกาหลีใต้
ถูกสร้างมาด้วยโมเดลเดียวกันเป๊ะเลย
นั่นคือที่มาที่ญี่ปุ่นเลือกไทย และไทยเองก็ดูมีความพร้อม
ในด้านต่างๆที่ญี่ปุ่นต้องการ มากกว่ามาเลเซีย ซึ่งบริบท
เป็นสังคมมุสลิม และมีกฎหมายเพื่อคนเชื้อสายมาเลย์
ไทยของป๋าเปรมตอนนั้น ก็จัดว่าฉลาด มองการณ์ไกล
ป๋าเลยบอกว่า จะมาก็ได้ แต่ต้องจ้างคนไทยนะ
ต้องใช้วัสดุในประเทศไทยมากกว่าครึ่ง ถึงจะยอม
ด้วยว่าญี่ปุ่นค่าแรงแพงอยู่แล้ว ทรัพยากรก็ขาด
ข้อเสนอนี้จึงไม่มีปัญหาเลยกับพวกเขา
ก็เลยรับข้อเสนอของป๋าแทบจะทันที
และทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุด
ในเอเชียตอนนั้น ได้อย่างสมบูรณ์
แน่นอน เมื่อป๋าตกลงกับญี่ปุ่นแบบนั้น ญี่ปุ่นก็ต้องจ้างไทย
ใช้ทรัพยากรของไทย ส่งผลให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องมากมาย
และพาเศรษฐกิจไทย พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
ตามการเติบโตของญี่ปุ่นไปด้วยนั่นเอง
แล้วมันไม่ใช่แค่รถยนต์ ป๋าฉลาดพอ ที่จะทำข้อตกลง
ในลักษณะนี้กับทุกสินค้าญี่ปุ่น หรือแม้แต่พวกยุโรป
ที่ตามเข้ามา มันจึงทำให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อย่างมาก
ญี่ปุ่นนั้นวางแผนในไทยระยะยาวมากๆ มากกว่าที่ทุนชาติใด
เคยมาทำกับไทยเลยก็ว่าได้
เราจะเห็นได้จาก การเชิญบุคคลระดับสูงสุดของเรา
ให้มีส่วนร่วมในการเข้ามาบริหารบริษัทรถยนต์
มีรถยนต์ญี่ปุ่น ที่เป็นโมเดลเฉพาะในไทย
เอาใจคนไทยโดยเฉพาะ
มีการตั้งสถาบันด้านช่างเทคนิคของบริษัทมากมาย
หรือบางกรณีก็เป็นการไปร่วมมือกับสถาบันการศึกษา
ทั้งมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษาทั่วประเทศ เพื่อปั้นคน
มาทำงานให้ในระยะยาว
ไทยจึงค่อนข้างได้ประโยชน์อย่างมาก จากกรณีของญี่ปุ่น
ในแทบทุกด้าน จนเป็นที่มาของพื้นฐานเศรษฐกิจไทยทั้งหมด
ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
…และมันมาเปลี่ยนไป เมื่อจีนเข้ามาไม่กี่ปีนี้เอง….
2)จีนและลุงคสช.
ในช่วงปี 2558-2560 หลังรัฐประหาร…
เศรษฐกิจไทยกำลังกระทบอย่างหนัก จากผลของรัฐประหาร
ที่ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย สิทธิพิเศษทางการค้าในชาติ
ตะวันตก รวมถึงญี่ปุ่น ก็โดนแขวนหมด
คสช.ตอนนั้น คงคิดอยู่แล้วว่าจะอยู่ยาว
เลยจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจ
เพื่อให้ประเทศพอจะรอดไปได้ ในสภาวะแบบนั้น
มันเลยจำเป็นต้องเข้าหาจีน ในแบบที่เสียเปรียบ
ในการเจรจาทุกรูปแบบ เพราะนี่คือประเทศอำนาจนิยม
ที่ไม่แคร์เรื่องรัฐประหาร ที่ร่ำรวยที่สุด และพอพึ่งพาได้
และเมื่อ คสช. มองความอยู่รอดของตัวเองมากกว่าชาติ
พวกเขาจึงต้องยอมรับข้อเสนอต่างๆของจีนแบบไร้เงื่อนไข
จนเป็นที่มาของโครงการ EEC นั่นเอง
จีนตอนนั้นเองก็เริ่มมีปัญหามากแล้ว กับสภาวะผลิตล้น
ในหลายผลิตภัณฑ์
และ EV ที่อยู่ในช่วงตั้งไข่ ก็คือหนึ่งในปัญหาที่หนักที่สุด
จากความไม่นิ่งของเทคโนโลยี
และมีการเปลี่ยนโมเดลสินค้าบ่อยจนเกินไป
จนแม้แต่ในจีนเอง ก็มีปัญหารถค้างสต๊อกเป็นจำนวนมาก
ข่วงนั้น จริงๆแล้ว จีนมีปัญหากับ EU ก่อนทรัมป์สมัยแรก
จะประกาศสงครามการค้าเสียอีก ยุโรปเล่นแง่สารพัด
เพื่อกีดกันสินค้าจีนทุ่มตลาด
นั่นบีบให้จีนต้องหาที่ไหนสักที่ ที่จะระบายสินค้า
หรือขึ้นทะเบียนสินค้า เพื่อเลี่ยงบาลีว่าไม่ได้ผลิตในจีน
จะได้สวมสินค้าส่งไปขายได้
ซึ่งมันเป็นบุญหรือกรรมก็ไม่ทราบได้ เพราะไทยดันเจอปัญหา
ไม่มีใครคบด้วยพอดี จีนก็ไม่พลาดโอกาสทองให้ฉกฉวย
อย่างที่บอกลุงคสช. ตอนนั้น ไม่มีทางเลือกแล้ว
ก็เลยต้องยอมจีนทุกอย่าง ทั้งที่เสียเปรียบและเสี่ยง
ที่จะทำลายพื้นฐานเศรษฐกิจทั้งหมด
นั่นทำให้จีนมีอำนาจการต่อรองเหนือไทยอย่างมาก
ไทยจึงไม่สามารถต่อรองแบบเดียวกับที่เคยทำกับญี่ปุ่นได้
ในกรณีว่าบังคับให้จ้างคนไทยเท่าไหร่ หรือใช้ของไทย
ในส่วนประกอบเท่าไหร่ แบบนี้จีนเลยหวานหมู
ไทยก็เป็น เซียมล้อตือ เต็มตัวไปตั้งแต่วันนั้น
เพราะเชื่อเถอะ ถ้าไทยเสนอให้ใช้ของไทยครึ่งนึงแบบ
ที่เคยทำกับญี่ปุ่น จีนจะไม่สนใจไทยอีกเลย
เนื่องจากบริบทนั้นต่างกับกรณีญี่ปุ่น ที่ขาดทรัพยากร แรงงาน
แต่ของจีนนั้น พวกเขาทรัพยากรมหาศาล
แรงงานก็ราคาเท่าๆกับไทย จริงๆคือมันไม่มีประโยชน์อะไร
สำหรับบริษัทจีนเลย ที่จะต้องย้ายฐานมาผลิตในไทย
นอกจากความต้องการแค่สองอย่าง คือ
ปล่อยของค้างสต๊อก ตกรุ่น และอีกอย่าง คือ
สวมสิทธิ์ส่งออกไปสู่ประเทศที่สาม ที่มีปัญหา
แต่เมื่อไทยไม่มีทางเลือก คสช. กลัวตัวเองไม่รอด
พวกเขาจึงต้องยอมจีน โดยหวังเพียงแค่ภาพมาโชว์
ว่ายังมีคนคบค้า โดยไม่ต้องงเอพวกโลกเสรีเลยก็ได้
แล้วก็ใช้สื่อในมือ ประโคมว่าคบจีนดีกว่าฝรั่งหรือญี่ปุ่น
ซึ่งก็แน่นอน ตอนนั้นคนเกลียดทักษิณยังเยอะ
สนับสนุนรัฐประหารก็มาก เลยไม่เห็นหายนะที่รออยู่
โดยเชื่อว่า ถ้าจีนเข้ามา ก็จะดีเหมือนญี่ปุ่นเข้ามา
และนี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของการทะลักเข้ามา
แบบบ้าคลั่งของสินค้าจีน ที่ทำลายเศรษฐกิจไทย
จนย่อยยับแทบทุกวงการในปัจจุบัน…..
ซึ่งพอถึงตอนแล้ว เราคงได้คำตอบแล้วนะครับ
ว่าอะไรที่ทำให้รถญี่ปุ่นสร้างไทย แต่รถจีนทำลายชาติเรา
และน่าจะทราบด้วยว่าเพราะใคร ที่ทำให้ทุกอย่างมาถึงวันนี้
การออกมากันรัวๆของเอกชนหลายวงการในการต่อต้าน
ทุนจีนทุกรูปแบบในช่วงนี้ มีที่มาที่ไปครับ และไม่ใช่
เรื่องอคติทางการเมือง
แต่เป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจล้วนๆ
และอาจรวมถึงเศรษฐกิจของชาติด้วย
เพราะไทยนั้นเสียประโยชน์มากจริงๆ
และด้วยสภาพปัจจุบัน เราคงปล่อยแบบนี้ต่อไปไม่ได้
จริงๆ พวกตัวเล็กตัวน้อย บ่นมานานแล้วครับ
แต่เสียงมันไม่ดัง
สมัยทุนจีนมาแรกๆ ระดับบนเขาได้ประโยชน์ด้วย
ก็เลยไม่โวยกัน
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว…
เพราะแม้แต่ธุรกิจระดับ monopoly ไทย ก็ชักไปไม่ไหว
กับทุนจีนแล้วเหมือนกัน ยักษ์ใหญ่หลายรายที่ผูกขาด
มานาน ยังขาดทุน เช่น กรณีของ SCG เป็นอะไรที่ชัดมาก
เมื่อทุนใหญ่ไทยกระทบ เขาย่อมออกมาเคลื่อนไหว
และกดดันไปยังรัฐบาลให้รีบแก้ไข
…ซึ่งเชื่อเถอะ ไม่โดนเอง ไม่ดิ้นพราดแบบนี้หรอก…
และเมื่อระดับนี้กระทบ ผมเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะจริงจังซะทีแหละ
สำหรับตอนแรก ขอเล่าที่มาที่ไปแค่นี้ก่อนนะครับ
เดี๋ยวพรุ่งนี้ว่ากันต่ออีกตอน
…ยาวละ ชักปวดตา 😅😅😅….
โฆษณา