Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ความลับระดับโลก! เมืองเล็ก ๆ ที่กุมชะตาชิปทุกตัวบนโลก
ถ้ามีคนตั้งคำถามว่า ศูนย์กลางของโลกเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบันอยู่ที่ไหน
หลายคนคงจะนึกถึงภาพของ Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกา ที่เต็มไปด้วยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
บางคนอาจจะนึกถึงเมืองซินจูในไต้หวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของมังกรแห่งวงการผลิตชิปอย่าง TSMC หรืออาจจะเป็นเกาหลีใต้ ที่มีฐานทัพของ Samsung ตั้งตระหง่านอยู่…
คำตอบเหล่านี้ดูเหมือนจะถูกต้อง แต่เชื่อหรือไม่ว่า สถานที่ที่อาจจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุด สถานที่ที่เป็นผู้กำหนดทิศทางของชิปแทบทุกตัวบนโลกใบนี้
กลับไม่ได้อยู่ในประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นเลย แต่มันกลับซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ในเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Leuven ในประเทศเบลเยียม เมืองที่คนส่วนใหญ่บนโลกอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำ…
ภายในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ มีองค์กรหนึ่งที่ชื่อว่า IMEC ซ่อนตัวอยู่
องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรแห่งนี้ คือหัวใจสำคัญที่คอยสูบฉีดเลือดให้อุตสาหกรรม Semiconductor มูลค่ามหาศาลขับเคลื่อนไปได้
เรื่องราวของ IMEC มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมองค์กรที่เริ่มต้นจากเงินทุนของรัฐบาลท้องถิ่นเล็กๆ ถึงกลายมาเป็นจุดศูนย์กลางของวงการ
สถานที่ที่แม้แต่คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Intel, Samsung และ TSMC ยังต้องยอมวางอาวุธแล้วเดินมาจับมือกัน…
ก่อนที่จะเจาะลึกไปถึงเรื่องราวของ IMEC เราต้องมาทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของอุตสาหกรรมนี้กันก่อน
อุตสาหกรรมผลิตชิปได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนและใช้เม็ดเงินลงทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
การจะเปลี่ยนเม็ดทรายธรรมดาๆ ให้กลายมาเป็นสุดยอดสมองกลที่ประมวลผลข้อมูลได้มหาศาล กระบวนการนี้ต้องใช้ความรู้ทางฟิสิกส์ เคมี และวิศวกรรมขั้นสูงสุด…
ย้อนกลับไปในปี 1965 Gordon Moore ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ได้ตั้งข้อสังเกตที่ต่อมากลายเป็นกฎเหล็กของวงการ กฎนั้นเรียกว่า “Moore’s Law”
ซึ่งระบุไว้ว่าจำนวน Transistor บนชิปจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ สองปี
หมายความว่าชิปจะทำงานได้เร็วขึ้นและมีราคาถูกลงอย่างต่อเนื่อง
กฎข้อนี้เปรียบเสมือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่ขับเคลื่อนโลกเทคโนโลยีมาตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ…
แต่ปัญหาที่วงการนี้กำลังเผชิญอยู่คือ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำไปมากเท่าไร การจะย่อขนาด Transistor ให้เล็กลงไปอีกก็ยิ่งทำได้ยากและมีต้นทุนที่แพงขึ้นแบบก้าวกระโดด
ในปัจจุบันเรากำลังพูดถึงการสร้างสิ่งที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์หลายหมื่นเท่า
ปัญหาทางฟิสิกส์ในระดับสเกลนี้ มันซับซ้อนเกินกว่าที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะสามารถแบกรับความเสี่ยงได้ด้วยตัวคนเดียว…
ลองจินตนาการภาพตามว่า บริษัทชั้นนำอย่าง Apple, Nvidia, Intel และ AMD ต่างก็แข่งขันกันอย่างดุเดือด
ทุกคนต่างอยากจะเป็นที่หนึ่งในการสร้างชิปที่ดีที่สุด แต่เมื่อเรามองลึกลงไปเบื้องหลังการแข่งขันอันดุเดือดนั้น
เราจะพบความจริงที่น่าสนใจว่า พวกเขาทุกคนต่างก็ต้องใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีพื้นฐานที่เหมือนกัน…
ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องจักรผลิตชิปสุดล้ำจากบริษัท ASML หรือการต้องพึ่งพาโรงงานรับจ้างผลิตชิปชั้นนำอย่าง TSMC หรือ Samsung
เมื่อเทคโนโลยีเดินทางมาถึงจุดที่ต้องอาศัยการลงทุนมหาศาลมืดฟ้ามัวดิน อย่างเช่นการเปลี่ยนผ่านไปใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ที่เรียกว่า EUV Lithography…
มันไม่ใช่เรื่องที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะปิดประตูห้องแล็บแล้วซุ่มทำคนเดียวได้อีกต่อไป ต้นทุนการวิจัยและพัฒนามันสูงลิบลิ่ว และความเสี่ยงในการล้มเหลวก็มีมหาศาล
ถ้าหากทุกคนต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเก็บงำความลับของตัวเองเอาไว้
ท้ายที่สุดแล้ว อุตสาหกรรมนี้ก็จะถึงทางตันและไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้…
ในจุดที่มืดมนที่สุดของวงการนี่เอง เราต้องย้อนเวลากลับไปในปี 1984 รัฐบาลท้องถิ่นของแคว้น Flanders ในประเทศเบลเยียม ได้มองเห็นวิกฤตที่กำลังจะกลายเป็นโอกาส
ในยุคนั้น ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับปัญหาการถดถอยของอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างการทำเหมืองและเหล็ก
รัฐบาลท้องถิ่นจึงมีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตขึ้นมาทดแทน…
พวกเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ท้าทายและแตกต่างจากที่อื่น แทนที่จะนำเงินงบประมาณไปหว่านโปรย สนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีหลายๆ แห่งให้แข่งขันกัน
รัฐบาลกลับเลือกที่จะทุ่มเงินก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศ ไปกับการก่อตั้งองค์กรใหม่เพียงแห่งเดียว
โดยตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานว่า สถานที่แห่งนี้จะต้องกลายเป็นศูนย์วิจัยระดับโลก และนั่นคือจุดกำเนิดของ IMEC…
ในช่วงเริ่มต้น IMEC เป็นเพียงแค่ศูนย์วิจัยเล็กๆ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้องค์กรนี้แตกต่างและก้าวขึ้นมาโดดเด่น เกิดขึ้นในปี 1986
เพียงแค่ 2 ปีหลังจากก่อตั้ง พวกเขาตัดสินใจลงทุนสร้างสิ่งที่เรียกว่า Clean Room พร้อมสายการผลิตแผ่น Wafer ขนาด 125 มิลลิเมตร ซึ่งในยุคนั้นต้องถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากๆ…
การมีห้องปลอดเชื้อและสายการผลิตเป็นของตัวเอง คือไพ่ตายสำคัญของ IMEC
สถาบันวิจัยที่อื่นอาจจะมีนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิรวมตัวกันอยู่มากมาย แต่มักจะขาดแคลนเครื่องมือในการทดสอบทฤษฎี
แต่ที่นี่มีครบทั้งบุคลากรที่เปรียบเสมือนสมอง และมีโรงงานที่เปรียบเสมือนกำลัง
มันคือสนามเด็กเล่นที่เพียบพร้อมที่สุดในโลก ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถทดลองผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาได้จริง…
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้ว IMEC มีวิธีการทำงานอย่างไร ถึงดึงดูดให้บริษัทระดับโลกมารวมตัวกันได้
พวกเขาได้สร้างโมเดลการทำงานสุดอัจฉริยะที่เรียกว่า “Pre-competitive collaboration” หรือถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือการร่วมมือกันก่อนการแข่งขัน
แนวคิดนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่มีพลังขับเคลื่อนที่มหาศาล…
IMEC จะทำหน้าที่เป็นเหมือนกาวใจ เชื้อเชิญบริษัทต่างๆ ทั่วทั้งวงการชิป
ไม่ว่าในตลาดจริงบริษัทเหล่านั้นจะเป็นคู่แข่งที่ฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายแค่ไหนก็ตาม ให้มาร่วมกันลงทุนวิจัยและแก้ปัญหาพื้นฐานทางฟิสิกส์หรือวัสดุศาสตร์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
เป็นการรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาที่ทุกคนรู้ดีว่าในอนาคตพวกเราทุกคนต้องเจอแน่ๆ แต่ในวันนี้ยังไม่มีใครหาทางออกได้…
ลองจินตนาการถึงภาพสุดแสนจะขัดแย้งในความรู้สึก เมื่อวิศวกรระดับหัวกะทิจาก Intel, Samsung, TSMC หรือแม้แต่ GlobalFoundries และ Micron ที่ปกติต้องขับเคี่ยวกันแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด
กลับต้องมานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะติดกัน ในห้องแล็บเดียวกัน เพื่อร่วมกันไขปริศนาว่า เราจะสร้าง Transistor รูปแบบใหม่ที่เล็กกว่าเดิมได้อย่างไร…
สิ่งที่เกิดขึ้นจากโมเดลนี้คือ บริษัทต่างๆ สามารถแชร์ค่าใช้จ่ายในการวิจัยที่แพงหูฉี่ร่วมกันได้ ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินไปได้มหาศาล
และเมื่อการวิจัยประสบความสำเร็จ ได้ค้นพบเทคโนโลยีหรือวัสดุแบบใหม่
ทุกบริษัทที่เป็นสมาชิกในโปรแกรมการวิจัย ก็จะได้รับสิทธิ์ในการนำองค์ความรู้พื้นฐานนั้นกลับไปพัฒนาต่อยอด…
พวกเขาสามารถนำเทคนิคเหล่านั้นไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์สุดล้ำ แล้วค่อยนำไปแข่งขันกันในตลาดของตัวเองต่อไป
ด้วยโมเดลนี้ IMEC จึงกลายสภาพเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัย เป็นเสมือนประเทศสวิตเซอร์แลนด์แห่งวงการเทคโนโลยี ที่ทุกคนยอมวางอาวุธลงชั่วคราว แล้วหันหน้ามาร่วมมือกัน เพื่อผลักดันให้ทั้งอุตสาหกรรมหมุนไปต่อได้…
เมื่อโมเดลนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จ บริษัทเทคโนโลยีจากทั่วโลกก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา และไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทผู้ผลิตชิปเท่านั้น
แต่ยังครอบคลุมไปถึงบริษัทสร้างเครื่องจักรอย่าง ASML บริษัทที่ผลิตสารเคมีเฉพาะทาง ไปจนถึงบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบวงจร
ทุกภาคส่วนใน Supply Chain ของการผลิตชิป ต่างพากันมาปักหมุดรวมตัวกันที่นี่…
แน่นอนว่า IMEC เองก็ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวเอง พวกเขาทำการอัปเกรดโรงงานของตัวเองให้ทันสมัยล้ำหน้ากว่าเทคโนโลยีในตลาดอยู่เสมอ
จากแผ่น Wafer ขนาด 125 มิลลิเมตร ก็ขยับขยายไปเป็น 150 มิลลิเมตรในปี 1994 พัฒนาสู่ 200 มิลลิเมตรในปี 1999 และก้าวสู่มาตรฐาน 300 มิลลิเมตรในปี 2005…
การมีระบบนิเวศการวิจัยที่สมบูรณ์แบบ ทำให้พวกเขามักจะได้รับเกียรติเป็นสถานที่แรกในโลก ที่ได้ทดลองใช้งานเครื่องจักรผลิตชิปตัวต้นแบบ ก่อนที่เครื่องจักรเหล่านั้นจะถูกผลิตออกไปขายจริง
ความสำเร็จนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำให้ชิปมีขนาดเล็กลง แต่พวกเขายังอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง…
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเทคโนโลยีการสร้าง Transistor แบบ 3 มิติ ที่เรียกว่า FinFET ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักที่อยู่เบื้องหลังชิปประสิทธิภาพสูงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
IMEC คือหนึ่งในผู้นำที่ริเริ่มวิจัยเทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ยุคบุกเบิก
และในขณะที่เรากำลังใช้งานมันอยู่ พวกเขาก็ขยับไปวิจัยสถาปัตยกรรมแห่งอนาคตอย่าง Gate-All-Around หรือ CFET เรียบร้อยแล้ว…
อิทธิพลของสถาบันแห่งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการชิปคอมพิวเตอร์ ขอบข่ายการวิจัยยังแผ่ขยายไปสู่นวัตกรรมแขนงอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาไมโครอิเล็กทรอนิกส์
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การคิดค้นเซนเซอร์ทางการแพทย์ขนาดจิ๋วที่สามารถฝังเข้าไปในร่างกายมนุษย์ได้…
หรือแม้กระทั่งการเป็นหัวหอกในการพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาพลิกโฉมวงการยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
แต่ถ้าจะหาเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่ไม่มีใครแทนที่ได้
เหตุการณ์นั้นคงหนีไม่พ้นการมาถึงของเทคโนโลยีสุดยอดที่เรียกว่า High-NA EUV…
เทคโนโลยี EUV คือสิ่งที่ ASML ใช้เวลาวิจัยมานานกว่า 20 ปี ใช้หลักการสร้างแสงอัลตราไวโอเลตความยาวคลื่นสั้น นำมาใช้เป็นเหมือนพู่กันวาดลวดลายระดับอะตอมลงบนแผ่น Wafer
เทคโนโลยีนี้เองที่ทำให้มนุษย์เราสามารถสร้างชิปที่มีขนาดเล็กกว่า 7 นาโนเมตรได้สำเร็จ แต่ความทะเยอทะยานของวงการไม่หยุดแค่นั้น…
การจะก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อสร้างเครื่องจักร High-NA EUV ที่วาดลวดลายเล็กกว่า 2 นาโนเมตรได้นั้น มันคือความท้าทายทางวิศวกรรมที่เข้าขั้นหฤโหด
ASML ซึ่งเป็นบริษัทเดียวบนโลกที่กุมความลับในการสร้างเครื่องจักรชนิดนี้ ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำ
พวกเขายอมแบ่งพื้นที่โรงงานในเนเธอร์แลนด์ ให้กลายสภาพเป็นห้องแล็บของ IMEC…
วิศวกรระดับมันสมองจะเข้าไปนั่งทำงานประชิดติดกับเครื่องจักรตัวต้นแบบเครื่องแรกของโลก
ทำงานร่วมกับทีมของ ASML เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาทางเทคนิคที่โผล่ขึ้นมาแบบเรียลไทม์
นี่คือภาพสะท้อนของการทำงานร่วมกันระดับสูงสุด ที่องค์กรหนึ่งยอมเปิดบ้านให้วิศวกรภายนอกเข้ามาล้วงลึกถึงแก่นของเทคโนโลยี…
ปัญหาที่พวกเขาต้องแก้ไขนั้นซับซ้อนเกินจินตนาการ
อย่างแรกคือความท้าทายเกี่ยวกับระบบเลนส์ เครื่องจักรใหม่จำเป็นต้องใช้กระจกสะท้อนแสงที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก เพื่อรวบรวมแสงให้ได้มากที่สุด
แต่พอกระจกมันใหญ่ขึ้น ลำแสงที่ถูกส่งเข้าไปกับลำแสงที่สะท้อนกลับออกมา มันเริ่มจะไปขวางทางกันเองตามหลักฟิสิกส์…
ทีมวิศวกรเสนอทางออกด้วยการใช้ระบบเลนส์ที่เรียกว่า Lens Anamorphic ซึ่งจะย่อขนาดภาพในแนวตั้งและแนวนอนด้วยสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน
แต่วิธีนี้ก็สร้างผลกระทบตามมา เพราะมันทำให้พื้นที่ขนาดของชิปที่ผลิตได้ในการยิงแสงหนึ่งครั้ง ถูกบีบให้เล็กลงเหลือเพียงครึ่งเดียว
จากที่เคยสร้างชิปขนาดใหญ่รวดเดียวจบ ตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป…
ข้อจำกัดนี้เองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญ ทำให้แนวคิดเรื่องเทคโนโลยี Chiplet ถือกำเนิดขึ้น
มันคือการนำเอาชิปชิ้นเล็กๆ หลายๆ ชิ้น มาประกอบเข้าด้วยกันเหมือนกับการต่อตัวต่อ Lego เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของขนาดพื้นที่การพิมพ์ลวดลาย
และแน่นอนว่าที่นี่ก็เป็นศูนย์กลางการวิจัยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อสุดล้ำนี้เช่นเดียวกัน…
ปัญหาอีกข้อที่ทำเอาวิศวกรถึงกับกุมขมับ คือเรื่องของระยะชัดลึก เมื่อต้องใช้ระบบเลนส์ที่ซับซ้อน ระยะโฟกัสของแสงที่จะตกลงมากระทบเป้าหมายจะสั้นลงมากๆ สั้นในระดับที่วัดกันแค่ไม่กี่นาโนเมตร
ปัญหาคือในโลกแห่งความเป็นจริงที่มองผ่านสเกลระดับนาโนเมตรนั้น ไม่มีวัสดุใดแบนเรียบอย่างสมบูรณ์แบบ…
แผ่น Wafer ที่ตาเปล่าของเรามองว่าเรียบเนียนดุจกระจก แต่เมื่อส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ พื้นผิวของมันอาจจะดูขรุขระราวกับเทือกเขา
ความขรุขระที่แตกต่างกันเพียงแค่ไม่กี่นาโนเมตร อาจจะส่งผลให้แสงที่ยิงลงมาหลุดโฟกัส
ทำให้ลวดลายที่วาดออกมามีอาการเบลอ และทำให้แผ่นนั้นเสียหายใช้งานไม่ได้ทันที…
นี่คือโจทย์สุดหินที่ต้องช่วยกันตีให้แตก พวกเขาต้องรื้อกระบวนการพัฒนาใหม่ทั้งหมด
ตั้งแต่กระบวนการขัดผิวให้เรียบเนียนในระดับอะตอม การสร้างต้นแบบที่มีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ไปจนถึงการเขียนซอฟต์แวร์อัลกอริทึม เพื่อนำมาคำนวณชดเชยการยิงแสงที่ซับซ้อนสุดๆ นี้…
เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของผลงานทั้งหมด ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบัน IMEC ได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นศูนย์กลาง หรือจิ๊กซอว์ชิ้นที่หายไปไม่ได้ ของโลก Semiconductor เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พวกเขาสามารถไขกุญแจสำคัญที่ว่า เราจะสร้างความร่วมมือกันได้อย่างไรในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน…
ทุกวันนี้ หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้ สิ่งที่จะได้เห็นคือภาพบรรยากาศที่น่าทึ่ง
ภาพของวิศวกรหัวกะทิจากบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้ากันทั่วโลก กำลังนั่งจิบกาแฟ สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และระดมสมองแก้ปัญหาที่ท้าทายที่สุดร่วมกัน
มันคือการบ่มเพาะวัฒนธรรมแห่งการเปิดกว้างและความเชื่อใจ ซึ่งหาพบได้ยากยิ่งในอุตสาหกรรมที่หวงแหนความลับ…
การเดินทางขององค์กรแห่งนี้ มอบบทเรียนอันมีค่าให้กับเราทุกคน
มันแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมที่สามารถพลิกโลกได้นั้น ไม่ได้เกิดจากความปราดเปรื่องของอัจฉริยะเพียงคนเดียว หรือบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงแห่งเดียว
แต่มันถือกำเนิดขึ้นจากการยอมรับในข้อจำกัด การเปิดใจ และการจับมือร่วมกัน…
เพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะรับมือได้ตามลำพัง
แม้ว่าชื่อของพวกเขาอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่คนทั่วไป ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักในระดับหน้ากระดานข่าวเหมือนกับ Apple หรือ Nvidia
แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ทุกความก้าวหน้าล้วนมีรากฐานมาจากที่นี่…
ความเร็วที่เพิ่มขึ้นของสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ที่เราใช้ทำงาน หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่เราขับขี่
ล้วนแล้วแต่มีหยาดเหงื่อ งานวิจัย และรากฐานความรู้จากองค์กรแห่งนี้ ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นเสมอ
อนาคตของพวกเราทุกคนกำลังถูกออกแบบและสร้างขึ้นจริงในทุกๆ วันที่นี่
และเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้ มันเริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์และการกล้าเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ ของเมืองเล็กๆ เมื่อ 40 ปีก่อน…
References : [imec-int,asml,tsmc,intel,bloomberg]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/a-small-town-thats-all-over-the-world/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
การลงทุน
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
2 บันทึก
6
3
2
6
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย