14 พ.ค. เวลา 11:37 • การเมือง
ดูชานเบ

ศาสนาภายใต้การกำกับของรัฐ: ความสัมพันธ์ของรัฐกับอิสลามในทาจิกิสถาน

ท่ามกลางเทือกเขาสูงของเอเชียกลาง ทาจิกิสถานเป็นประเทศที่ดูเงียบสงบในสายตาคนนอก แต่ภายใต้ความเงียบนั้นกลับซ่อนความซับซ้อนทางการเมืองและอัตลักษณ์ไว้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับ “ศาสนา” ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมทาจิกิสถานร่วมสมัย
แม้รัฐจะประกาศตนว่าเป็นรัฐโลกวิสัย (Secular state) หรือรัฐที่ไม่ยึดศาสนาใดเป็นศาสนาประจำรัฐ แต่ในทางปฏิบัติ ศาสนาไม่เคยถูกปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนบุคคลโดยสมบูรณ์ ตรงกันข้าม รัฐเข้าไปกำกับ ดูแล และเฝ้าระวังพื้นที่ทางศาสนาอย่างใกล้ชิด เพราะศาสนาในสายตารัฐเป็นทั้งรากฐานของอัตลักษณ์สังคม และอาจเป็นพลังทางการเมืองที่ท้าทายระเบียบของรัฐได้ในเวลาเดียวกัน
ความสัมพันธ์ที่เปราะบางเช่นนี้ไม่อาจเข้าใจได้ หากไม่นำประวัติศาสตร์ของภูมิภาคมาพิจารณาร่วมด้วย ก่อนยุคโซเวียต ดินแดนทาจิกิสถานและภูมิภาคเปอร์เซีย-เอเชียกลางโดยรอบเป็นส่วนหนึ่งของโลกอิสลามเปอร์เซียมาอย่างยาวนาน ภาษา วัฒนธรรม วรรณกรรม และวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมากมีรากฐานเชื่อมโยงกับอารยธรรมเปอร์เซีย-อิสลามอย่างลึกซึ้ง เมืองสำคัญในภูมิภาคเอเชียกลาง เช่น บูคาราและซามาร์คันด์
แม้ปัจจุบันอยู่ในอุซเบกิสถาน แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์อารยธรรมเดียวกันที่หล่อหลอมความทรงจำทางวัฒนธรรมของชาวทาจิกและประชาชนในภูมิภาคนี้ ศาสนาอิสลามจึงไม่ได้เป็นเพียงระบบความเชื่อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาษา ความทรงจำ วรรณกรรม และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมร่วม
อย่างไรก็ตาม เมื่อเอเชียกลางตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต ภาพของศาสนาเริ่มเปลี่ยนไป รัฐคอมมิวนิสต์มองศาสนาเป็นสิ่งล้าหลังและอาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้าง “มนุษย์โซเวียต” ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์สังคมนิยม มัสยิดจำนวนมากถูกปิด นักการศาสนาถูกควบคุม และการศึกษาศาสนาถูกจำกัดอย่างหนัก
แม้ศาสนาจะไม่หายไปจากสังคมโดยสิ้นเชิง แต่ถูกผลักให้ไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ครอบครัว ชุมชน และพิธีกรรมท้องถิ่นมากขึ้น ผู้คนจำนวนมากยังคงรักษาความศรัทธาไว้ในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่สามารถแสดงออกอย่างเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะได้เต็มที่ก็ตาม
เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 ศาสนาอิสลามจึงกลับคืนสู่พื้นที่สาธารณะอย่างรวดเร็ว มัสยิดถูกสร้างขึ้นใหม่ เยาวชนจำนวนมากเริ่มสนใจศึกษาอิสลาม และเครือข่ายศาสนาจากต่างประเทศเริ่มเข้ามามีบทบาทในภูมิภาค สำหรับประชาชนจำนวนมาก การหวนกลับสู่ศาสนาเป็นเสมือนการฟื้นคืนอัตลักษณ์ที่ถูกกดทับมานานหลายทศวรรษ แต่สำหรับชนชั้นนำของรัฐทาจิกิสถาน กระแสนี้กลับถูกมองด้วยความกังวล เพราะพวกเขาเกรงว่าศาสนาอาจกลายเป็นพลังทางสังคมและการเมืองที่ควบคุมได้ยาก
ความหวาดระแวงดังกล่าวรุนแรงขึ้นจากสงครามกลางเมืองทาจิกิสถานในช่วงปี 1992-1997 ซึ่งเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในเอเชียกลางหลังโซเวียต สงครามครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มอิสลามทางการเมือง (Political Islam) เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับกลุ่มประชาธิปไตย ภูมิภาคนิยม เครือข่ายอำนาจท้องถิ่น และกลุ่มอำนาจเก่าที่สืบทอดจากระบบโซเวียต
ความทรงจำจากสงครามได้หล่อหลอมวิธีคิดของรัฐอย่างลึกซึ้ง รัฐบาลจึงเชื่อว่า หากปล่อยให้ศาสนาและการรวมกลุ่มทางสังคมเติบโตโดยไม่มีการกำกับ อาจนำไปสู่การระดมมวลชน การต่อต้านรัฐ หรือความไม่มั่นคงได้อีกครั้ง
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทาจิกิสถานพัฒนาโมเดลรัฐโลกวิสัยแบบเฉพาะตัว กล่าวคือ แม้รัฐจะไม่ประกาศตนเป็นรัฐศาสนา แต่ก็ไม่ยอมแยกศาสนาออกจากการควบคุมของรัฐโดยสิ้นเชิง รัฐพยายามสร้างสมดุลระหว่างการ “ยอมรับศาสนา” กับการ “ควบคุมศาสนา” ไปพร้อมกัน ภายใต้แนวคิดเช่นนี้ ศาสนาอิสลามสามารถดำรงอยู่ได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบที่รัฐกำหนด และต้องไม่กลายเป็นอำนาจทางการเมืองอิสระที่แข่งขันกับรัฐ
กลไกสำคัญของกระบวนการนี้คือหน่วยงานรัฐที่มีชื่อว่า Committee for Religious Affairs and Regulation of Traditions, Celebrations and Ceremonies under the Government of Tajikistan หรือคณะกรรมการกิจการศาสนาและการกำกับประเพณี งานเฉลิมฉลอง และพิธีกรรม ภายใต้รัฐบาลทาจิกิสถาน ชื่อของหน่วยงานนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า รัฐไม่ได้มองศาสนาแยกออกจากวัฒนธรรมและชีวิตประจำวัน
หน่วยงานนี้มีบทบาทในการจดทะเบียนองค์กรศาสนา กำกับดูแลมัสยิด ควบคุมกิจกรรมทางศาสนา และดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับประเพณี งานเฉลิมฉลอง และพิธีกรรมทางสังคม
ในสายตาของรัฐ การกำกับเรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความมั่นคง การจัดระเบียบสังคม และการลดความฟุ่มเฟือยในพิธีกรรมต่าง ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐพยายามจัดระเบียบ “วัฒนธรรมของประชาชน” ผ่านกลไกทางการเมือง กล่าวคือ รัฐไม่ได้ควบคุมเฉพาะศาสนาในฐานะความเชื่อ แต่ควบคุมวิธีที่ศาสนาปรากฏในพื้นที่สาธารณะและชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่องค์กรศาสนา มัสยิด พิธีกรรม ไปจนถึงรูปแบบการแสดงออกทางวัฒนธรรม
ประเด็นเรื่องการแต่งกายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน รัฐบาลทาจิกิสถานมีมาตรการและการรณรงค์ต่อต้านเสื้อผ้าที่ถูกมองว่าเป็น “วัฒนธรรมต่างชาติ” โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายอิสลามบางรูปแบบ เช่น ฮิญาบสีดำหรือเสื้อผ้าสไตล์อาหรับ รัฐอธิบายว่าต้องการปกป้องวัฒนธรรมทาจิกดั้งเดิมและป้องกันอิทธิพลของแนวคิดสุดโต่งจากภายนอก แต่สำหรับผู้สังเกตการณ์และประชาชนบางส่วน มาตรการเหล่านี้สะท้อนการแทรกแซงเสรีภาพส่วนบุคคลและการแสดงออกทางศาสนา
ในบางช่วงเวลา ยังมีรายงานเกี่ยวกับแรงกดดันต่อชายที่ไว้เครายาว รวมถึงข้อจำกัดต่อการเข้าร่วมกิจกรรมศาสนาของเยาวชนในบางบริบท
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ควรอธิบายอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีเป็นข้อห้ามทางกฎหมายโดยตรง แต่สะท้อนบรรยากาศการกำกับและแรงกดดันจากรัฐต่อสัญลักษณ์ทางศาสนา สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า รัฐกำลังต่อสู้กับแนวคิดสุดโต่งเพียงอย่างเดียว หรือกำลังพยายามสร้างนิยามใหม่ของความเป็นมุสลิมที่รัฐยอมรับได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐไม่ได้ต่อต้านอิสลามทั้งหมด แต่กำลังพยายามสร้าง “อิสลามภายใต้รัฐชาติ” หรืออิสลามที่อยู่ภายใต้การกำกับของอำนาจรัฐ
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้รัฐจะควบคุมศาสนาอย่างเข้มข้น แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐกลับใช้มรดกอิสลามและเปอร์เซียในการสร้างอัตลักษณ์ชาติด้วย ทาจิกิสถานพยายามนำเสนอภาพตนเองในฐานะดินแดนอารยธรรมเก่าแก่ของโลกเปอร์เซีย มีการส่งเสริมบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรม ภาษา วรรณกรรม และประวัติศาสตร์ รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งมรดกที่เชื่อมโยงกับความทรงจำทางอารยธรรมของชาวทาจิก สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า รัฐไม่ได้ต้องการลบอิสลามหรือมรดกเปอร์เซียออกจากสังคม หากต้องการจัดวางมรดกเหล่านี้ให้อยู่ในกรอบที่รัฐนิยามและควบคุมได้
ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาในทาจิกิสถานจึงเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ด้านหนึ่ง รัฐหวาดกลัวอิสลามทางการเมืองและพยายามควบคุมพื้นที่ศาสนาอย่างเข้มงวด แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐก็ใช้มรดกอิสลามและเปอร์เซียเพื่อสร้างความชอบธรรมและอัตลักษณ์ของชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาสนาในเอเชียกลางไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรม การเมือง และอัตลักษณ์ที่รัฐไม่สามารถละเลยได้
ในบริบทโลกปัจจุบัน ความกังวลของรัฐบาลทาจิกิสถานยังเชื่อมโยงกับประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความหวาดกลัวต่อกลุ่มหัวรุนแรงข้ามชาติ รัฐมองว่าพรมแดนที่ติดกับอัฟกานิสถานและความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอาจส่งผลต่อเสถียรภาพภายในประเทศได้ ดังนั้น นโยบายควบคุมศาสนาจึงมักถูกอธิบายในฐานะมาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงนโยบายวัฒนธรรมหรือสังคม
อย่างไรก็ตาม การควบคุมศาสนาอย่างเข้มข้นก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน เพราะเมื่อรัฐจำกัดพื้นที่ทางศาสนาในระบบทางการ ผู้คนบางส่วนอาจรู้สึกว่าตนเองถูกผลักออกจากพื้นที่สาธารณะ หรืออาจหันไปหาเครือข่ายศาสนาที่อยู่นอกการควบคุมของรัฐมากขึ้น นักวิชาการหลายคนจึงตั้งข้อสังเกตว่า การควบคุมมากเกินไปอาจไม่ได้ลดความตึงเครียดเสมอไป แต่อาจสร้างความรู้สึกแปลกแยกและความห่างเหินระหว่างรัฐกับประชาชนในระยะยาว
ทาจิกิสถานจึงเป็นภาพสะท้อนของความท้าทายที่รัฐหลังโซเวียตจำนวนมากกำลังเผชิญ นั่นคือ จะบริหารจัดการศาสนาอย่างไรในสังคมที่ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ผู้คน แต่ในขณะเดียวกัน รัฐก็ยังคงหวาดระแวงพลังทางการเมืองของศาสนาอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับอิสลามในทาจิกิสถานจึงไม่ใช่เรื่องของ “ศาสนา” เพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ความทรงจำ สงคราม อัตลักษณ์ ความมั่นคง และการต่อรองอำนาจในรัฐชาติสมัยใหม่
ในหลายความหมาย ทาจิกิสถานจึงไม่ใช่รัฐที่ต่อต้านศาสนา หากเป็นรัฐที่พยายามนิยามว่า “ศาสนาแบบใด” ที่ควรมีพื้นที่ในสังคม และ “ศาสนาแบบใด” ที่รัฐมองว่าอาจกลายเป็นภัยต่อระเบียบทางการเมือง คำถามนี้ยังคงดำรงอยู่ในเอเชียกลางจนถึงปัจจุบัน และอาจเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดของภูมิภาคหลังยุคโซเวียต
โฆษณา