Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ส
สงคราม Story V.2
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 17:30 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
พอกันที MOU44! Gripen พร้อมเทคออฟสนับสนุนกองทัพเรือไทย
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนผู้เขียนเคยนำบทความเกี่ยวกับ Gripen มานำเสนอในสงคราม Story V.2 ก็คือเพจใหม่ที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่ในขณะนี้
มีท่านผู้อ่านบางท่านสงสัยว่าผู้เขียนเป็น FC Gripen ใช่หรือไม่ จริงๆก็ใช่ครับ แต่ผู้เขียนไม่ได้สนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ค่ายใดค่ายหนึ่ง ผู้เขียนก็แค่สนับสนุนกองทัพไทยให้มีอาวุธยุทโธกรณ์ใช้ในการปกป้องอธิปไตยมากกว่าความชอบส่วนตัว
สำหรับขีดความสามารถของ Gripen หากได้นำมาใช้ในการรบรอบที่ 3 กับกัมพูชานั้น จะเป็นอย่างไร จะน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ก็เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผู้เขียนจะขอนำทุกท่านเข้าสู่เรื่องราวต่อไปนี้ที่ศึกษามาตลอด 6-7 วันที่ผู้เขียนไม่ได้เข้ามาในเพจนี้ครับ
Gripen กองทัพอากาศไทย
จากประเด็นความขัดแย้งเรื่องข้อตกลงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา หรือที่รู้จักกันในนาม MOU44 กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางทรัพยากรสูงมหาศาล ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ยังตกลงกันไม่ได้มานานหลายสิบปี ท่ามกลางกระแสการสนับสนุนให้รัฐบาลไทยยกเลิก MOU ดังกล่าว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและหันไปใช้กลไกกฎหมายทะเลระหว่างประเทศหรือ UNCLOS ในการปักปันเขตแดนแทน
ความตึงเครียดนี้ทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อมีกระแสข่าวว่ากองทัพเรือกัมพูชากำลังพยายามขอรับบริจาคเรือดำน้ำมือสองจากจีนเพื่อนำมาเพิ่มอำนาจต่อรองในพื้นที่ทับซ้อน
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศของไทยต้องเตรียมความพร้อมและไม่ประมาท แม้กองทัพเรือไทยจะมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงอย่างเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เป็นเรือรบหลัก แต่การสนับสนุนจากน่านฟ้าถือเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ขาดผลแพ้ชนะ
Gripen D รุ่นสองที่นั่ง
ในยามที่ความมั่นคงทางทะเลถูกท้าทาย JAS-39 Gripen หรือที่เรียกกันว่าฉลามขาว แห่งกองทัพอากาศไทย จะทะยานขึ้นจากกองบิน 7 สุราษฎร์ธานีมาทำการสนับสนุนภารกิจทางเรือของกองทัพเรือไทยในสงครามครั้งใหม่ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด
แน่นอนว่าหมัดที่ใช้คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักอาวุธปล่อยนำวิถี RBS-15 ย่อมาจาก Robotsystem 15 โดยมีรากฐานมาจากความต้องการของสวีเดนในการรักษาความเป็นกลาง สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างแท้จริง
ออกแบบเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1949 โดยศึกษาจากซากขีปนาวุธ V1 และ V2 ของเยอรมนีที่ตกในสวีเดน นำไปสู่การสร้าง Rb 315 ซึ่งทดสอบในปีค.ศ.1955 แต่ผลลัพธ์ยังไม่น่าพึงพอใจ ต่อมาสวีเดนได้พัฒนา Rb 08 โดยใช้พื้นฐานจากโดรนเป้าบิน CT20 ของฝรั่งเศสมาติดตั้งกับเรือรบในกองทัพเรือของตน
จนได้กลายเป็นเรือรบผิวน้ำลำแรกของชาติตะวันตกที่ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือในปีค.ศ.1966 อย่างไรก็ตาม พรบ.ป้องกันประเทศปี 1958 เปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปเน้นการโจมตีเรือรบขนาดเล็ก ซึ่ง Rb 08 มีขนาดใหญ่เกินไปและเนื่องด้วยปัญหาระบบการโจมตีเป้าหมายยุ่งยาก จึงไม่เหมาะกับเรือเร็วติดอาวุธ
Gripen D Swedish Air Force
ในปีค.ศ.1978 กองทัพเรือสวีเดนเคยพิจารณาจะจัดซื้อขีปนาวุธ Harpoon จากสหรัฐฯ เนื่องจาก Rb 04 Turbo ที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์ แต่บริษัท Saab ได้เสนอแผนงาน RBS-15 (อาร์บีเอสฟิฟทีน) ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Rb 04 Saab ได้ออกแบบใหม่ให้มีสมรรถนะเหนือกว่า Harpoon จนรัฐบาลสวีเดนตัดสินใจเลือกพัฒนา RBS-15 ในปีค.ศ.1979
มีการทดสอบยิงครั้งแรกเกิดขึ้นในปีค.ศ.1982 และเริ่มเข้าประจำการในกองทัพเรือสวีเดนอย่างเป็นทางการในรุ่น Mk. I เมื่อปี 1985 โดยมีฟินแลนด์เป็นลูกค้าส่งออกรายแรกที่สั่งซื้อในปีค.ศ.1983 หลังจากนั้น RBS-15 ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านรุ่นต่างๆ เพื่อนำไปใช้กับประเทศสวีเดนและต่างประเทศ
RBS-15 Mk. II เป็นรุ่นที่ปรับปรุงระบบค้นหาเป้าหมาย เพิ่มการพรางตัวและขยายพิสัยการยิงเป็น 75-150 กิโลเมตร ส่วน Mk.III เป็นรุ่นพัฒนาที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Saab สวีเดน และ Diehl Defence เยอรมนี รุ่น Mk.III เพิ่มความสามารถในการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน และขยายระยะยิงไกลถึง 200 กิโลเมตร
ส่วนรุ่น Mk. IV ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด เปิดตัวในปีค.ศ.2018 มีระยะยิงไกลกว่า 300 กิโลเมตร พัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่ มีระบบป้องกันการรบกวนสัญญาณ GPS และเซ็นเซอร์ที่แม่นยำสูงขึ้น
RTAF Gripen Demo
ต่อมาเป็น RBS-15F ซึ่งเป็นรุ่นที่กองทัพอากาศไทยใช้งานติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen ประจำการ ณ กองบิน 7 ในปัจจุบัน และจะประจำการที่กองบิน 1 โคราชในอนาคตอันใกล้ เป็นขีปนาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำที่มีสมรรถนะสูงและเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญในการป้องกันอธิปไตยทางทะเล
RBS-15F เมื่อยิงจากอากาศโดยใช้เครื่องบินขับไล่ Gripen เป็นฐานปล่อย จะมีระยะยิงไกลประมาณ 90 ถึง 150 กิโลเมตร โดยมีความเร็วในการบินอยู่ที่ประมาณ Mach 0.8 ถึง 0.9 มีการติดตั้งหัวรบระเบิดแรงสูง (High-explosive blast) ขนาด 200 ถึง 250 กิโลกรัม ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีอำนาจเจาะทะลวงเกราะของเรือรบกัมพูชา มันสามารถจมเรือรบที่มีขนาดใหญ่ถึง 6,000 ตัน หรือสร้างความเสียหายถาวรให้กับเรือที่มีขนาดใหญ่กว่านั้นได้
มันได้รับฉายาว่าเป็น "Sniper of the Seas" เนื่องจากมีความแม่นยำในระดับที่สามารถเลือกเป้าหมายโจมตีเฉพาะส่วนของเรือรบได้ เช่น คลังอาวุธ หรือจุดสำคัญต่างๆ ไม่เพียงเท่านี้ในการบินเรี่ยผิวน้ำ ขีปนาวุธแบบดังกล่าวสามารถบินต่ำเหนือยอดคลื่นในระดับ 1 ถึง 5 เมตร เพื่อหลบหลีกการตรวจจับจากเรดาร์ของฝ่ายตรงข้าม
ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ Gripen ถือเป็นสุดยอดอากาศยานทางทหารที่ทั่วโลกจับตามอง
ในส่วนของระบบนำวิถีอัจฉริยะ มีการใช้ระบบค้นหาเป้าหมายด้วยเรดาร์แบบ J-band Active Radar Seeker ที่ทำงานได้ในทุกสภาพอากาศ พร้อมระบบป้องกันการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ ECCM ขั้นสูงที่สามารถแยกแยะเป้าหมายจริงออกจากเป้าลวงได้ ในช่วงสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมาย ขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS-15F สามารถทำท่าทางการบินหลบหลีกแบบเครื่องบินรบ โดยทนแรงเหวี่ยงได้ถึง 8g เพื่อยากต่อการถูกยิงสกัดโดยระบบป้องกันตนเองระยะประชิดของเรือรบสมัยใหม่
สมรรถนะของ RBS-15F จะทวีความน่ากลัวยิ่งขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับระบบ Sensor Fusion และ Data Link ของเครื่องบินขับไล่ Gripen ซึ่งช่วยให้เครื่องบิน Gripen ในฝูงบินสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเป้าหมายได้แบบ Real-time ตัวอย่างเช่น เครื่องบินเครื่องหนึ่งในฝูงอาจทำหน้าที่เปิดเรดาร์เพื่อชี้เป้า ในขณะที่อีกเครื่องหนึ่งทำการยิงขีปนาวุธออกมาในขณะที่ปิดเรดาร์เพื่อพรางตัว ทำให้ข้าศึกถูกโจมตีจากทิศทางที่ไม่คาดคิดและไม่ทันตั้งตัว
แม้กองทัพเรือกัมพูชาจะเริ่มสร้างแสนยานุภาพด้วยการรับมอบเรือคอร์เวต Type 056 จากจีน ซึ่งมีระวางขับน้ำ 1,300 ตัน และติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี YJ-83 สำหรับภารกิจป้องปรามทางทะเล
แต่การจะต่อกรกับกองทัพเรือไทยนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบอย่างมหาศาลจากการ รบร่วมระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศผ่านการรบแบบระบบเครือข่ายเป็นศูนย์กลางหรือ Network Centric Warfare
หากจะใช้กำลังเสริมสนับสนุนกองทัพเรือ Gripen สามารถใช้ขีปนาวุธ RBS-15 โจมตีได้ทันทีต่อเรือรบผิวน้ำฝ่ายตรงข้าม
เมื่อเรือฟริเกตชั้นนเรศวรของกองทัพเรือไทยแล่นมาสแตนด์บายในอ่าวไทยจะใช้ขีดสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีกับเครื่องบินขับไล่ Gripen และเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้า Saab 340 ได้แบบ Real-time
ทำให้กองเรือไทยสามารถยิงอาวุธใส่เรือรบหรือเป้าหมายบนชายฝั่งได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเรดาร์ของตนเองเพื่อเผยตำแหน่ง แต่ใช้ข้อมูลจากเครื่องบินที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรแทน
อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าขีดความสามารถของ Gripen ทั้ง 2 ฝูงบินคือฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี และฝูงบิน 102 กองบิน 1 นครราชสีมาถูกออกแบบมาให้มีความคล่องตัวสูง สามารถทำลายฐานที่ตั้งของเรือรบฝ่ายตรงข้ามและจมเรือรบผิวน้ำได้ด้วย RBS-15F
ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ขณะไปลงนามจัดหา Gripen E/F ฝูงใหม่ของกองทัพอากาศไทย
สุดยอดหมัดเด็ดของกองทัพอากาศไทยอย่างขีปนาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ RBS-15F เครื่องบินขับไล่ Gripen เมื่อยิงออกไปแล้วพุ่งไปในความสูงเรี่ยผิวน้ำ ที่ความสูงเพียง 1-5 เมตร เพื่อหลบหลีกเรดาร์ และมีท่าทางการบินหลบหลีกในช่วงสุดท้ายเพื่อป้องกันการถูกยิงตก
โดยแรงระเบิดจากหัวรบขนาด 200 กิโลกรัม สามารถจมเรือรบขนาดใหญ่ถึง 6,000 ตันได้ในการยิงเพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะเรือรบ Type 056 ของกองทัพเรือกัมพูชามีขนาดเพียง 1,300 ตัน จึงยากจะต้านทานอำนาจทำลายล้างนี้ได้
Gripen แสดงการบินผาดแผลงถือว่าเป็นไฮท์ไลท์ที่ใครๆต่างรอคอยในงานวันเด็กทุกปี
นอกจากเครื่องบินขับไล่กริพเพนและอาวุธปล่อย RBS-15 แล้ว "ดวงตาลอยฟ้า" ที่เป็นหัวใจสำคัญอยู่เบื้องหลังการทำสงครามทางทะเลคือ เครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้าและควบคุม (Airborne Early Warning and Control : AEW&C) แบบ Saab 340 ซึ่งติดตั้งระบบเรดาร์ Erieye ระยะตรวจจับของเรดาร์ Erieye เป็นรุ่น FSR 890 สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ไกลถึง 350-450 กิโลเมตร ที่ความสูง 20,000 ฟุต
สำหรับเป้าหมายที่เป็นเรือผิวน้ำขนาดกลาง สามารถตรวจจับได้ไกลถึง 320 กิโลเมตร เรดาร์ Erieye สามารถติดตามเป้าหมายได้พร้อมกันมากกว่า 300-400 เป้าหมาย ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน ขีปนาวุธ โดรน หรือแม้แต่เฮลิคอปเตอร์ที่บินต่ำเพียง 30-50 เมตร
นอกเหนือจากเครื่องบินที่บินมาจากกองทัพอากาศแล้ว บนดาดฟ้าท้ายเรือรบของกองทัพเรือไทยยังได้รับการออกแบบมาสำหรับรองรับ เฮลิคอปเตอร์ S-70B Seahawk หรือ MH-60S Knighthawk เฮลิคอปเตอร์แบบนี้ทำหน้าที่เป็นดวงตาที่ 2 ที่สำคัญยิ่งในการค้นหา ช่วยเหลือ และปฏิบัติภารกิจปราบเรือดำน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำ ซึ่งเป็นมิติการรบที่เรดาร์จากฟ้าของเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงเข้าถึงได้ยาก
Gripen ขณะออกรบกับกัมพูชา
แม้จะมีกระแสข่าวลือว่ากองทัพเรือกัมพูชากำลังพยายามขอรับบริจาค เรือดำน้ำมือสองชั้น Ming-class จากจีนเพื่อนำมาใช้เป็นอำนาจต่อรองในประเด็นทรัพยากรพลังงานกลางทะเล
แต่ในความเป็นจริงชะตากรรมของนักสู้กำลังใต้น้ำฝั่งกัมพูชายังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ การสร้างกองเรือดำน้ำที่พร้อมรบต้องใช้เวลาฝึกฝนนักดำน้ำและทีมซ่อมบำรุงนานเป็น 10 ปี รวมถึงต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการดูแลรักษา ซึ่งโครงสร้างปัจจุบันของกัมพูชายังไม่เอื้ออำนวย
ตามข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงของไทยระบุว่ากัมพูชายังไม่มีความต้องการหรือแผนจัดหาเรือดำน้ำที่ชัดเจนในขณะนี้ หากเกิดการปะทะจริง เรือรบไทยอย่าง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เรือฟริเกตชั้นนเรศวร หรือเรือ Class ใกล้เคียงกันมีขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำที่ทันสมัย ทั้งระบบโซน่าร์ลากท้ายและการทำงานร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ทำให้เรือดำน้ำที่ยังไม่พร้อมรบของกัมพูชาเสี่ยงต่อการถูกทำลายได้ง่าย
ตามแผนการรบร่วมกองทัพอากาศไทยอาจตัดสินใจใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ในการปฏิบัติเข้าโจมตีทางอากาศต่อกองบัญชาการหรือค่ายทหารของฝ่ายตรงข้ามบนเกะหรือตามชายฝั่งก่อนที่ Gripen จะมาถล่มซ้ำๆจนราบคาบ
ในการรบอาจมีเครื่องบินขับไล่ F-16MLU ที่ได้รับการยกระดับให้มีขีดความสามารถเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 เข้ามาเสริมทัพแต่เนื่องจากกองทัพอากาศกัมพูชายังไม่มีเครื่องบินขับไล่ยุคดังกล่าว F-16MLU ที่ติดตั้งกระเปาะชี้เป้า Sniper รุ่นทันสมัย จะเข้าโจมตีระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 ทำลายฐานทัพเรือเรียมได้อย่างแม่นยำสูง
Gripen C
F-16 และ Gripen มีความสามารถในการรบทางทะเลโดยทำลายคลังกระสุน อู่ต่อเรือ อาคารพักอาศัยหรือแม้แต่กองบัญชาการ ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะเปิดการปฏิบัติการทางทะเล เพื่อเปิดทางให้กับการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินหรือชายฝั่งของนาวิกโยธินและกองทัพเรือไทย
ข้อมูลจำเพาะ RBS-15
มวล: 800 กก.
ความยาว :4.33 ม.
เส้นผ่าศูนย์กลาง :50 ซม.
ความยาวระหว่างปลายปีก : 1.4 ม.
หัวรบ: 200 กก. ระเบิดแรงสูง ระเบิด
กลไกการจุดชนวน
ฉนวนกระทบ หรือ proximity
เครื่องยนต์ :เทอร์โบเจ็ต
พิสัยปฏิบัติการ : 250 กม.
ความสูงปฏิบัติการ :เรี่ยพื้นน้ำ
ความเร็วสูงสุด :ต่ำกว่าเสียง
ระบบนำวิถี : inertial, จีพีเอส, เรดาร์ (เจแบนด์)
ฐานยิง : เรือผิวน้ำ, อากาศยาน ฐานยิงอาวุธปล่อยบนบก
ท่านผบ.ทอ.ขณะลองนั่ง Gripen
โอกาสที่จะได้ใช้กำลังรบร่วมแบบการจำลองสถานการณ์ที่ทุกท่านเห็นในบทความนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่ยังไม่มีใครรู้ แต่ว่ากองทัพไทยไม่ประมาททั้งยามสงบและยามสงคราม การมีอาวุธยุทโธปกรณ์เตรียมพร้อมถือว่าเป็นหนทางที่ฉลาดสำหรับผบ.เหล่าทัพในการป้องกันประเทศ ดังเช่นการจำลองสถานการณ์ที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
คุณวัชย์ชนัน ภัชร์จรินท์ญา
RTAF News
กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force
Dan Stijovich
คุณธฤต โลหะปิยะพรรณ
คุณพชรพล แจ้งเจนเวทย์
CONTHRUST
Simon Thomas
Thanh Ho
TOP NEWS LIVE
Thai Weapon Channel
Thai History
The Critics - เดอะคริติคส์
Military News
Military TV
Kittidej Sanguantongkam
Puwanai Pasakul
เรียบเรียงโดย : นักรบดาวแดง
ทหาร
สงคราม
เทคโนโลยี
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย