วันนี้ เวลา 03:10 • ข่าว

สธ.ลุยผลิต "อาสาพยาบาล" ดูแล 4 กลุ่มในชุมชน ค่าตอบแทน 1.5 หมื่นบ.

ลั่นใน 3 ปี มี 1 คนต่อ 1 หมู่บ้าน ดึงคนจบ ป.ตรี - พยาบาลเกษียณร่วมอบรม
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า การขับเคลื่อนนโยบาย "อาสาพยาบาลชุมชน" (อสพ.) ที่ประชุมมีมติให้เริ่มดำเนินการเลยในปี 2569 โดยแต่ละเขตสุขภาพต่างๆ จะไปดูงบประมาณและจัดสรรเพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ อย่างน้อยๆ คือช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปลายปีงบประมาณนี้
สำหรับเป้าหมายการผลิตเบื้องต้นกำลังขอรับทราบความพร้อมจากในพื้นที่ รอจำนวนที่มีความพร้อมก่อนว่ามีมากน้อยเท่าไรตามที่พื้นที่ส่งมา เราก็จะทำทันที หากเป็นไปได้เฟสแรกก็อยากได้ประมาณ 1 ตำบล 1 อสพ.ก่อน โดยการฝึกอบรมจะเกิดขึ้นช่วงเดือน มิ.ย.นี้ และการลงพื้นที่ก็ราวๆ ก.ค. - ส.ค.นี้ โดยจะให้การดูแลสุขภาพใน 4 กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดเตียง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แม่และเด็ก และจิตเวช/ยาเสพติด
ถามว่า อสพ.จะช่วยลดภาระงานได้จริงใช่หรือไม่ นายพัฒนากล่าวว่า จะสามารถช่วยลดภาระงานลงได้
เมื่อถามว่าจะแตกต่างจากการที่มี อสม.ดูแลอยู่ก่อนหน้านี้แล้วอย่างไร  นายพัฒนากล่าวว่า ก็จะเป็นการเสริมกันมากกว่า อสพ.จะค่อนข้างโฟกัสใน 4 กลุ่มเปราะบาง
เมื่อถามว่าจะซ้ำซ้อนกับ Care Giver ที่มีอยู่แล้วหรือไม่ นายพัฒนากล่าวว่า ไม่ซ้ำซ้อน อาจจะมีบางส่วนที่มีคาบเกี่ยวกันบ้าง แต่ในแต่ละวัตถุประสงค์ก็ชัดเจน หากสามารถยกระดับ Care Giver ได้ก็ยินดี และมีการคุยกันว่า พยาบาลเกษียณที่มีความประสงค์จะเข้าโครงการนี้ก็ยินดี
ถามต่อว่าจะถือเป็นวิชาชีพที่แยกออกมาจากพยาบาลวิชาชีพเลยใช่หรือไม่ นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ในส่วนของอาสาพยาบาลจะเป็นผู้จบปริญญาตรีแล้วมาฝึกทักษะหรือมาเรียนต่อทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อให้สามารถไปทำงานแทนหรือทำเหมือนหน้าที่พยาบาลแทน แต่ทำในชุมชน ดังนั้น อสพ.จะต่างชัดเจนจาก อสม.หรือ Care Giver เดิม คือ เขาจะทำงานเป็นกลุ่มฐาน เราคาดหวังว่า อสพ.สามารถไปดูแลโดยเฉพาะกลุ่มติดบ้านติดเตียง ลดภาระให้แก่ญาติ
"ญาติบางส่วนต้องลาออกจากงานเพื่อไปดูแล ซึ่ง อสพ.จะสามารถดูแลได้มากกว่า 1 คน เพื่อทำให้ญาติกลับไปทำงานประกอบอาชีพได้ ก็จะลดภาระ และครอบครัวมีรายรับเพียงพอในการใช้จ่ายในครอบครัว" นพ.ภูวเดชกล่าว
นพ.ภูวเดชกล่าวว่า ส่วนระยะเวลาการผลิต เบื้องต้นเป้าหมายแรก คือ 1 ตำบล  1 อสพ.  แต่ขึ้นกับงบประมาณ แต่เป้าหมายสุดท้ายภายใน 3 ปีคือทุกหมู่บ้านมี อสพ.1 คน แต่ระหว่างนี้อาจจะมีบางพื้นที่บางเขตนำร่องทุกหมู่บ้านหรือทุกตำบล เพื่อให้เห็นความแตกต่างจะเป็นแนวทางพัฒนาต่อไป
ถามถึงค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในสายงานนี้เพื่อจูงใจให้คนมาเป็น อสพ. นพ.ภูวเดชกล่าวว่า เบื้องต้นค่าตอบแทนรายเดือนตามภาระงานขั้นต่ำ หากดูแลติดบ้านติดเตียงจำนวนเท่านี้ แม่และเด็ก หรือ NCDs เท่านี้ ขั้นต่ำก็ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท อนาคตอาจจะเป็นเรื่องของตามผลงานบริการ หากภาระงานมากผลงานดี อาจจะจ่ายออนท็อปเพิ่ม แต่คือได้ทำงานที่บ้าน กลุ่มเป้าหมายเราอยู่ในชุมชนทั้งนั้น จะไม่ข้ามชุมชน เหมือนดูแลญาติพี่น้อง
ถามว่าใช้งบส่วนไหนในการจ่าย นพ.ภูวเดชกล่าวว่า จะเป็นงบประมาณปี 2570 เป็นการของบประมาณทุกปีไป เพราะเป็นนโยบายของทางรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน โดยจะเป็นงบจากส่วนกลางส่งไป ไม่ได้เป็นภาระแก่หน่วยบริการในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมมีการนำเสนอข้อมูลการขับเคลื่อนโครงการอาสาพยาบาลว่า เป็นการขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยใน 4 ด้าน คือ 1.เสริมกำลังด่านหน้าของหน่วยบริการสาธารณสุข โดยจะช่วยแบ่งเบาภาระงาน รพ.สต.ในชุมชน ทั้งมิติส่งเสริม ป้องกัน ดูแล ฟื้นฟู (Care&Rehab)  เป็นด่านหน้าที่เข้าถึงประชาชนถึงบ้าน ตอบโจทย์ภาระงานพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจากสังคมสูงวัยและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
2.ยกระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิในชุมชน เนื่องจาก อสพ.จบปริญญาตรีและผ่านการอบรม 240/120 ชั่วโมง ช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพในชุมชนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง  3.เติมเต็มทีมเวชศาสตร์ครอบครัว โดยจัดเป็นสมาชิกใหม่ของทีมตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 เชื่อมระหว่างแพทย์กับชุมชน อีกทั้งประสานงานระดับพื้นที่ให้ Care Plan ของแพทย์ลงสู่ครัวเรือนได้จริง และ 4.เติมเต็มมิติดูแลสุขภาพ-ฟื้นฟูสภาพ โดยจะดูแล 4 กลุ่มเปราะบางดังกล่าว
ทั้งนี้ มีเป้าหมายการการผลิต อสพ.เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ปี 2570 เป้าหมาย 1 ตำบล 1 อสพ. จะต้องมี อสพ. 7,255 คน
ระยะที่ 2 ปี 2571 มี 28,000 คน
ระยะที่ 3 ปี 2572 คือ 1 หมู่บ้าน 1 อสพ. จะต้องมี อสพ. 75,668 คน ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงทุกหมู่บ้าน ลดภาระหน่วยบริการสาธารณสุข ระบบสุขภาพชุมชนสมบูรณ์ขึ้น และช่วยพัฒนากำลังคนสุขภาพอย่างยั่งยืน
การผลิตจะมีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) กำหนดนโยบายการพัฒนา มาตรฐานหลักสูตร ติดตามประเมินผล มีวิทยาลัยพยาบาลในพื้นที่บริหารการเรียนการสอน กำกับคุณภาพ และฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และ รพ.สต. โดยหลักสูตร อสพ.จะมี 9 รายวิชาแบ่งเป็น 3 หมวด คือ หมวด 1 พื้นฐานและทักษะการพยาบาลทั่วไป หมวด 2 เฉพาะกลุ่มเป้าหมาย หมวด 3 การประยุกต์และฝึกภาคสนาม
สัดส่วนการผลิตจะเป็นกลุ่มปริญญาตรีสายสุขภาพ 4,353 คน คิดเป็น 60% อบรม 120 ชั่วโมง , ปริญญาตรีทั่วไป 2,176 คน คิดเป็น 30% อบรม 240 ชั่วโมง และพยาบาลวิชาชีพเกษียณ 726 คน คิดเป็น 10% อบรม 40 ชั่วโมง รูปแบบการเรียนการสอนใช้แนวคิด Hybrid Community-Based Learning มีการปฐมนิเทศ เรียนออนไลน์ 3 สัปดาห์ ออนไซต์ 1 สัปดาห์ และฝึกงาน 4 สัปดาห์
สำหรับภาระงานของ อสพ. หากคำนวณจากระยะที่ 1 จำนวน 7,255 คน ดูแล 4 กลุ่มเปราะบางราว 35 ล้านคน เฉลี่ยต้องดูแล 1 ต่อ 4,830 เคส แบ่งเป็น
1.ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 244,062 ราย (กลุ่มติดบ้าน 196,365 ราย ติดเตียง 47,697 ราย) ภาระงานเฉลี่ย 1 ต่อ 34 ราย จะคอยดูแลแผลกดทับ ฟื้นฟู ADL ป้องกันการหกล้ม นวดแผนไทย กายภาพบำบัด Tele-Consult เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน ลดการนอนโรงพยาบาลซ้ำ เพิ่มคุณภาพชีวิต
2.ผู้ป่วยโรค NCDs 28.4 ล้านราย (เบาหวาน 6.4 ล้านราย ความดันโลหิตสูง 14 ล้านราย และไตเรื้อรัง 8 ล้านราย) ภาระงาน 1 ต่อ 3,900 ราย ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงปรับพฤติกรรมสุขภาพระดับครัวเรือน ทั้งการกินอาหาร ออกกำลังกาย กำกับติดตามสถานะสุขภาพ การควบคุมอาหาร น้ำตาลในเลือดและความดัน เพื่อให้สามารถลดยา หยุดยา เป็น NCDs Remission
3.แม่และเด็ก 1.81 ล้านราย (หญิงตั้งครรภ์ 441,631 ราย เด็ก 0-5 ปี 1.37 ล้านราย) ภาระงาน 1 ต่อ 250 ราย จะติดตามหญิงตั้งครรภ์ให้ฝากครรภ์ครบ 5 ครั้ง ประเมินและส่งเสริมพัฒนาการสมวัย ส่งเสริมโภชนาการ ลดภาวะซีดในแม่และเด็ก
4.จิตเวช/ยาเสพติด 4.5 ล้านราย (ผู้ป่วยจิตเวช 4.4 ล้านราย ยาเสพติด 1.8 แสนราย) ภาระงานอยู่ที่ 1 ต่อ 633 ราย จะมีการเยี่ยมบ้าน สังเกตอาการเตือน ติดตามการกินยาและติดตามพบแพทย์
โฆษณา