วันนี้ เวลา 03:36 • ข่าว

ประกาศ "โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตราย

สอบสวนโรคผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ใน 12 ชม. แยกกักผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 42 วัน
เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่กรมควบคุมโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มอบหมายให้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569
นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า หลังจากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่มีมติให้กรมควบคุมโรคดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและทันต่อสถานการณ์
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มีการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณากำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งได้มีมติเห็นควรให้กำหนดเป็นโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ บางชนิดแพร่จากคนสู่คนได้ และเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความกังวล โดยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Pulmonary Syndrome) และกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome)
นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (กรณีโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา) ซึ่งจะเพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เพื่อให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีอำนาจตามกฎหมายในการสอบสวนโรค การดำเนินการหรือออกคำสั่ง เช่น การแยกกักหรือกักกัน เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ มีการกำหนดชื่อและอาการสำคัญ ดังนี้
"(14) โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด มีภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ มีอาการเลือดออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไตวายเฉียบพลัน มีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต"
ส่วนนิยามการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา คือ
1.ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) คือ ผู้ที่มีอาการตามเกณฑ์ทางคลินิกร่วมกับมีประวัติเสี่ยง
2.ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable case) คือผู้ป่วย PUI ที่มีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับผู้ป่วยยืนยัน
3.ผู้ป่วยยืนยัน คือ ผู้ป่วย PUI ที่มีผลบวกตามเกณฑ์ทางห้องปฏิบัติการจำเพาะ ได้แก่ วิธี RT-PCR พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสฮันตา , วิธี Immunohistochemistry ตรวจพบแอนติเจนของ Hantavirus หรือวิธีตรวจหาภูมิคุ้มกันของเชื้อ โดยพบแอนติบอดีชนิด IgM , การเพิ่มขึ้นของแอนติบอดีชนิด IgG ที่จำเพาะต่อ Hantavirus อย่างน้อย 4 เท่า
เกณฑ์ทางคลินิกของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา คือ ผู้ที่มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ร่วมกับตรวจพบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ข้อ แบ่งเป็นกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (HFRS) ได้แก่ มีเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือกลุ่มอาการทางเดินหายใจจากไวรัสฮันตา (HPS)
"เมื่อพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคจะต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง และลงสอบสวนภายใน 12 ชั่วโมงหลังพบเหตุสงสัยในทุกระดับ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะมีมาตรการกักตัว 42 วันนับจากวันสัมผัสผู้ป่วยเข้าข่าย/ผู้ป่วยยืนยัน หากมีอาการให้ทำเสมือนผู้ป่วยสงสัยที่ต้องแยกกักและตรวจหาเชื้อ" นพ.สมฤกษ์กล่าว
สำหรับการยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค มีการดำเนินการ ดังนี้
1. การเฝ้าระวัง เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ณ ช่องทางเข้าออกประเทศ โดยกรมควบคุมโรค จะกำหนดนิยามผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) และวางแนวทางสอบสวนโรคทันที หากพบผู้ป่วยสงสัยในประเทศ รวมถึงกำหนดมาตรการ กักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (High-risk contacts) เป็นเวลา 42 วัน นับจากวันที่สัมผัสผู้ป่วยครั้งสุดท้าย โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ พัฒนาระบบห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์วางแนวทางเก็บและส่งตรวจตัวอย่าง เพื่อตรวจยืนยันและแยกเชื้อได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ
3. การรักษาพยาบาล กรมการแพทย์ จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วย พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันการติดเชื้อภายในสถานพยาบาลทุกแห่ง
4. กลไกระดับพื้นที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดให้หน่วยบริการที่พบผู้ป่วยสงสัย ต้องรายงานข้อมูลภายใน 3 ชั่วโมง พร้อมทั้งทบทวนแนวทางการรักษา และสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบทันที
"ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในระบบเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข และขอความร่วมมือหากพบผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง และมีอาการไข้สูง หายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค" นพ.สมฤกษ์กล่าว
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค
ด้าน นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจัยหลักของการมีมติเห็นประกาศโรคไวรัสฮันตาเป็นโรคติอต่ดอันตราย เนื่องจากความรุนแรงของโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ซึ่งการประกาศนี้จะช่วยให้มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ในการกักตัวผู้ต้องสงสัย การเฝ้าระวัง และการรายงานผลที่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ หากกลุ่มเสี่ยงไม่ปฏิบัติตามมาตรการ
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้มีการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงไปแล้วเกือบ 1,000 คน แต่ยังไม่พบผู้ที่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด
“ไวรัสฮันตา สายพันธุ์แอนดีสที่มีการระบาดบนเรือสำราญนั้น ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์จนทำให้การแพร่เชื้อง่ายขึ้น ขณะนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ ประชาชนไม่ควรแตกตื่น แต่การเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มีไข้เป็นมาตรการป้องกันที่จำเป็น” นพ.มณเฑียรกล่าว
ด้าน นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีสที่พบในอเมริกาใต้นี้ เป็นเพียงสายพันธุ์เดียวที่มีรายงานขณะนี้ว่าสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วอัตราการแพร่เชื้ออยู่ที่ 1 คนต่อ 1 คนเท่านั้น สำหรับกรณีที่พบการติดเชื้อจำนวนมากบนเรือสำราญ เป็นกรณี "Super Spreader" ซึ่งมีการสัมผัสใกล้ชิดกันมากในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน เช่น คู่สามีภรรยา หรือคนสนิทที่อยู่ด้วยกันตลอดทั้งวัน
เมื่อเปรียบเทียบกับโควิด-19 แล้ว ไวรัสแอนดีสแพร่กระจายได้ยากกว่ามาก เพราะโควิดสามารถแพร่กระจายในวงกว้างได้ในเวลาอันสั้นจาก 1 คนไป 10 คน แต่แอนดีสต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดจริงๆ ดังนั้น การพูดคุยกันในพื้นที่โปร่งทั่วไป จึงมีความเสี่ยงต่ำมาก
สาเหตุสำคัญที่ต้องประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย จึงไม่ใช่เพราะมันแพร่กระจายง่าย แต่เป็นเพราะความรุนแรงของโรคหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้น มีอัตราการเสียชีวิต เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
โฆษณา