Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:23 • ประวัติศาสตร์
เมื่อคนทั้งโลกเชื่อว่าเรากำลังจะตาย บทเรียนจากดาวหางแฮลลีย์ที่วิทยาศาสตร์เกือบพ่ายแพ้ต่อข่าวลือ
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) โลกของเราได้โคจรผ่านส่วนหางของ “ดาวหางแฮลลีย์ (Halley’s Comet)” ซึ่งถ้าจะให้สรุปสั้นๆ แบบไม่ต้องลุ้นก็คือ "ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย" ไม่มีใครขาดอากาศหายใจ และน้ำในมหาสมุทรก็ไม่ได้เดือดพล่านอย่างที่หวั่นเกรง
ทว่าในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้น ผู้คนทั่วโลกกลับตกอยู่ในความหวาดผวาและเชื่อฝังใจว่ามหันตภัยร้ายแรงกำลังมาเยือน นำไปสู่เหตุการณ์โกลาหลวุ่นวายในวงกว้าง
เหตุการณ์ตื่นตระหนกเรื่องดาวหางในครั้งนี้ ยังคงเป็นหนึ่งในตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า ความคลุมเครือทางวิทยาศาสตร์ การนำเสนอข่าวแบบใส่สีตีไข่ของสื่อ และความกลัวของสาธารณชน สามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นอุปทานหมู่ระดับโลกได้อย่างไร
แม้ความเชื่อปรัมปราจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่แรงขับเคลื่อนหลักกลับมาจากความไม่เข้าใจในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งถูกนำไปตีความแบบผิดๆ และขยายความจนเกินจริงในจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะพอดิบพอดี
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
“ดาวหางแฮลลีย์ (Halley’s Comet)” ถือเป็นหนึ่งในวัตถุบนท้องฟ้าที่คาดการณ์การปรากฏตัวได้แม่นยำที่สุด โดยจะโคจรมาให้เราเห็นทุกๆ 75–76 ปี และมีบันทึกการค้นพบมานานหลายศตวรรษแล้ว โดยเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 “เอ็ดมันด์ แฮลลีย์ (Edmond Halley)” นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คำนวณวงโคจรของมันไว้จนสำเร็จ ดังนั้นเมื่อถึงคราวที่มันจะกลับมาอีกครั้งในปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) ผู้คนก็น่าจะตั้งตารอด้วยความเข้าใจมากกว่าความตื่นตระหนก
ดาวหางแฮลลีย์ (Halley’s Comet)
แต่สิ่งที่ทำให้การปรากฏตัวในครั้งนี้แตกต่างออกไป คือสภาพสังคมที่กำลังเฝ้ามองมันอยู่ โดยในปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) วงการดาราศาสตร์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ "สเปกโทรสโกปี (Spectroscopy)“ หรือการวิเคราะห์แถบแสง ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ก็มีฐานผู้อ่านจำนวนมากและแพร่กระจายไปทั่วทุกทวีป ทำให้บทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์สามารถส่งตรงถึงมือสาธารณชนได้อย่างรวดเร็วทันใจ
การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการส่องกล้องเข้ากับพลังของสื่อนี้เองที่กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่จะทำให้เรื่องราวบานปลายในเวลาต่อมา
เอ็ดมันด์ แฮลลีย์ (Edmond Halley)
ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนั้น นักดาราศาสตร์ประกาศว่าผลการวิเคราะห์สเปกตรัมตรวจพบ "ก๊าซไซยาโนเจน (Cyanogen)“ ในส่วนหางของดาวหาง ซึ่งก๊าซชนิดนี้มีโครงสร้างใกล้เคียงกับไซยาไนด์และเป็นพิษร้ายแรงหากมีความเข้มข้นสูง
ลำพังเพียงการค้นพบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าดาวหางประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด และหางของมันก็มีความหนาแน่นต่ำมากจนเข้าขั้นเบาบางเป็นพิเศษ แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งหลุดออกมา และมันคือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
“กามีย์ ฟลามารียง (Camille Flammarion)” นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้ถูกขอให้แสดงทัศนะต่อเรื่องนี้ ซึ่งเขาได้ตั้งข้อสังเกตเชิงทฤษฎีว่า ก๊าซไซยาโนเจนอาจจะส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลกหากดาวเคราะห์ของเราโคจรผ่านส่วนหางของดาวหางเข้าจริงๆ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ทำนายถึงการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงการคาดการณ์ทางทฤษฎีตามวิสัยปกติที่นักวิทยาศาสตร์พึงทำกัน
แต่ก็เป็นไปตามคาด สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ได้นำเสนอข่าวในแนวทางนั้นเลย ยิ่งไปกว่านั้น สื่อในยุคนั้นยังได้สร้างบรรทัดฐานที่ยังคงเห็นได้จนถึงปัจจุบัน นั่นคือการฉวยโอกาสใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือปั่นหัวผู้คนเพื่อกระตุ้นยอดขาย
กามีย์ ฟลามารียง (Camille Flammarion)
เพียงไม่กี่วัน พาดหัวข่าวต่างๆ ก็พากันเตือนว่าโลกกำลังจะถูกกลืนกินโดยกลุ่มก๊าซพิษที่สามารถกวาดล้างทุกสรรพชีวิตให้สิ้นซาก บทความในหน้าหนังสือพิมพ์ต่างพรรณนาถึงส่วนหางของดาวหางว่าเป็น "ม่านมรณะ" และ "ห้องรมแก๊สแห่งจักรวาล" รายละเอียดที่ละเอียดอ่อนทางวิทยาศาสตร์ถูกปัดตกไป ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อแบบฝังหัวที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
วันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) คือวันที่คาดการณ์ว่าโลกจะโคจรตัดผ่านส่วนหางของดาวหางโดยตรง ซึ่งสำหรับผู้อ่านหลายคน วันนั้นไม่ต่างอะไรกับวันนับถอยหลังสู่จุดจบ เพราะดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนไม่รอดแน่
ท่ามกลางความวิตกกังวลที่แพร่กระจายไปทั่ว เหล่าผู้ฉวยโอกาสทั้งหลายต่างขยับตัวกันอย่างรวดเร็ว สินค้าประหลาดล้ำโลกปรากฏขึ้นทั่วทั้งยุโรปและอเมริกาเหนือ ต่างอวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถปกป้องผู้คนจากอันตรายของดาวหางได้
หนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ "เครื่องสูดอากาศทำจากหนัง (Leather inhalers)“ ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงหรือหน้ากากขนาดเล็ก โดยมีคำแนะนำให้ผู้ใช้หายใจผ่านอุปกรณ์นี้เพื่อกรองก๊าซไซยาโนเจน ซึ่งแน่นอนว่ามันป้องกันอะไรไม่ได้เลยสักนิด แต่กลับมียอดขายถล่มทลาย
ตามร้านขายยาต่างพากันสต็อกสิ่งที่เรียกว่า "ยาแก้ดาวหาง (Anti-comet pills)“ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือยาหลอกๆ ที่ทำจากน้ำตาล และแม้แต่ร่มก็ยังถูกนำมาตีแบรนด์ใหม่และโฆษณาว่าเป็นโล่กำบัง "ฝุ่นก๊าซพิษ" จากฟากฟ้า และบางคนก็ถึงขั้นไปหาซื้อหน้ากากกันก๊าซพิษมาตุนไว้ทั้งที่ทางการและนักวิทยาศาสตร์ต่างย้ำแล้วย้ำอีกว่ามันไม่มีความจำเป็นและเปล่าประโยชน์
แม้ตรรกะเหล่านี้จะดูย้อนแย้งและไร้เหตุผลเพียงใด แต่ความหวาดกลัวนั้นคือของจริง และก็นั่นแหละ ธรรมชาติของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เอง
ในบางเมือง โบสถ์ต่างจัดพิธีสวดมนต์เป็นกรณีพิเศษ ขณะที่เหล่านักเทศน์บางกลุ่มก็ฉวยจังหวะนี้ประกาศเตือนเรื่อง "วันพิพากษาจากเบื้องบน" และตามคาด คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากเหล่านักดาราศาสตร์ที่ตั้งมั่นอยู่บนเหตุผล ความสม่ำเสมอ และความถูกต้อง กลับต้องทำงานอย่างหนักเพื่อต่อกรกับพาดหัวข่าวที่ฉูดฉาดและการเทศนาถึงวันสิ้นโลก ซึ่งจะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้โลกเราก็ดูจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมสักเท่าไหร่นัก ความงมงายยังคงเป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคม
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้ด้วยความหวาดกลัวกันไปหมด โดยบางกลุ่มกลับเลือกที่จะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกร้าย และถือเอาเรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการหาความสำราญใส่ตัว
รายงานในยุคนั้นระบุว่า มีการจัด "ปาร์ตี้วันสิ้นโลก" ขึ้นตามโรงแรม คลับส่วนตัว และตามบ้านเรือนต่างๆ แชมเปญถูกเปิดฉลองอย่างไม่ขาดสาย ขณะที่วงดนตรีต่างพากันบรรเลงบทเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดาวหาง มีรายงานว่าสมาคมในสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่งถึงกับตั้งสโลแกนว่า "กิน ดื่ม และสำราญให้เต็มที่ เพราะพรุ่งนี้เราอาจจะกลายเป็นไซยาโนเจน"
ในบางพื้นที่ ผู้คนพากันสูดดม "แก๊สหัวเราะ" ในคืนที่โลกถูกคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนเข้าสู่ส่วนหางของดาวหาง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด แต่มันคือการแสดงออกถึงการขัดขืน การยอมจำนน หรืออาจจะเป็นเพียงข้ออ้างในการหาเรื่องขำขันใส่ตัว หรือบางที อาจจะเป็นส่วนผสมของทั้งสามอย่างรวมกัน
อย่างไรก็ตาม ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน ผู้คนจำนวนมากเป็นเพียงผู้ชมที่เฝ้าดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือมีความเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์อย่างถ่องแท้ ขณะที่บางส่วนก็หวาดกลัวจนจับใจ และเป็นไปตามคาดที่มีคนกลุ่มน้อยจำนวนหนึ่งซึ่งมีปฏิกิริยาตอบโต้ในลักษณะที่สุดโต่ง
แม้จะไม่มีหลักฐานว่ามีใครเสียชีวิตโดยมีสาเหตุโดยตรงมาจากตัวดาวหาง แต่หน้าหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นกลับบันทึกเหตุการณ์การตัดสินใจลาโลกของหลายๆ คนจากหลายกรณีที่มีความเชื่อมโยงกับความหวาดกลัวต่อวันสิ้นโลกที่กำลังจะมาถึง
แม้เหตุการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่มันก็คือเรื่องจริงที่น่าเศร้า
คนเหล่านี้ไม่ใช่ชาวนาในยุคกลางที่สติแตกเพียงเพราะเห็นสุริยุปราคา แต่พวกเขาคือพลเมืองในโลกยุคอุตสาหกรรมที่พอจะมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง เรื่องนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "ความกลัวไม่จำเป็นต้องเกิดจากความเขลาเสมอไป แต่มันงอกงามได้เพียงแค่มีความคลุมเครือเป็นตัวจุดฉนวน"
ท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนก นักดาราศาสตร์ก็ยังคงยืนหยัดในคำอธิบายที่หนักแน่นและสอดคล้องกันมาโดยตลอด พวกเขาชี้แจงว่าแม้โลกจะโคจรผ่านส่วนหางของดาวหางจริง แต่ส่วนหางนั้นมีความเบาบางมากเสียจนกลุ่มก๊าซเหล่านั้นมีสภาพไม่ต่างจากสุญญากาศ ดังนั้น ก๊าซไซยาโนเจนใดๆ ที่มีอยู่จะเจือจางจนไม่สามารถตรวจวัดได้ นับประสาอะไรกับการจะมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เป็นไปไม่ได้
และแน่นอน เหล่านักดาราศาสตร์พูดถูก
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) มาถึง กลับไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเลย ผู้สังเกตการณ์บางส่วนระบุว่าเห็นปรากฏการณ์ทางบรรยากาศที่เลือนรางเพียงเล็กน้อย ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยด้วยซ้ำ
โลกก้าวผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้อย่างปลอดภัยและไม่มีอะไรเปลี่ยนไป จะมีก็เพียงแค่ "ศักดิ์ศรี" ของพวกกระพือข่าววิกฤตบางคนเท่านั้นที่ต้องมัวหมองลง
ส่วนทางด้านหน้าหนังสือพิมพ์ พวกนี้ก็แค่ปิดปากเงียบและข้ามไปนำเสนอข่าวอื่นแทนราวกับว่าเรื่องราวชวนขวัญผวาที่พวกเขาเคยประโคมข่าวไว้ไม่เคยถูกเขียนขึ้นมาก่อนเลยเสียอย่างนั้น
หากมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ตื่นตระหนกเรื่องดาวหางแฮลลีย์ในปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) เปรียบเสมือน "รอบซ้อมใหญ่" ของความหวาดวิตกในสเกลระดับมหาชนที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
เหตุการณ์นี้มีองค์ประกอบร่วมที่ชัดเจนกับความตื่นตระหนกในยุคหลัง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤต Y2K คำทำนายวันสิ้นโลกในปีค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) ความกังวลเรื่องเทคโนโลยี 5G ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีน รวมถึงความกลัวล่าสุดอีกมากมายที่ล้วนมีรากฐานมาจากความเข้าใจผิดในตัววิทยาศาสตร์
รูปแบบของมันมักจะซ้ำรอยเดิมเสมอ เริ่มจากการมีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และดูเหมือนจะใกล้เข้ามาทุกที จากนั้น รายละเอียดทางเทคนิคหรือความเห็นบางประการก็ถูกดึงออกมาจากบริบทเดิม แล้วสื่อก็นำไปประโคมข่าวจนเกินจริง และเมื่อเกิดช่องว่างของข้อมูล จินตนาการของผู้คนก็เริ่มทำงานด้วยการเติมเต็มความว่างเปล่านั้นด้วยข่าวลือและข้อมูลที่บิดเบือน จนท้ายที่สุด ความกลัวก็ลุกลามไปอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้ที่พร้อมจะเชื่อ
ต้นเหตุของความปั่นป่วนเรื่องดาวหางในครั้งนั้นไม่ได้มาจากตัววิทยาศาสตร์เอง แต่เกิดจาก "ช่องว่าง" ระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับความเข้าใจของสาธารณชน ซึ่งก็น่าเศร้าที่ช่องว่างดังกล่าวยังคงดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ และหลายคนอาจมองว่าโซเชียลมีเดียในปัจจุบันกลับยิ่งทำให้ช่องว่างนั้นกว้างขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
เมื่อดาวหางแฮลลีย์โคจรกลับมาอีกครั้งในปีค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) ความตื่นตระหนกในระดับเดิมไม่ได้เกิดขึ้นอีกต่อไปเนื่องจากการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมาตรฐานของสื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าในระดับหนึ่ง สาธารณชนก็ได้รับบทเรียนจากอดีตและมีความเข้าใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลไกพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวยังคงไม่จางหายไป ความกลัวยังคงเติบโตได้ดีในจุดที่ "ความคลุมเครือ" มาบรรจบกับ "อำนาจในการให้ข้อมูล" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อภัยคุกคามนั้นดูเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าความเข้าใจ เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ หรืออยู่นอกเหนือประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน
ในปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) ท้องฟ้าไม่ได้ถล่มลงมาอย่างที่ใครกังวล แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น มวลมนุษยชาติกลับปักใจเชื่อไปแล้วว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งก็น่าเศร้าที่ความตื่นตระหนกในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีกเสมอในอนาคต
ผ่านมาแล้วร้อยกว่าปี เทคโนโลยีเราล้ำหน้าไปไกล แต่คำถามคือ “ช่องว่าง” ระหว่างความจริงกับความกลัวในใจเราลดลงบ้างหรือยัง? หรือจริงๆ แล้วเราก็แค่วิ่งหนี “ก๊าซพิษ” ในรูปแบบใหม่ที่ส่งต่อกันมาในกรุ๊ปไลน์และโซเชียลมีเดียไม่ต่างจากปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) เลย?
References:
https://medium.com/intriguing-times/the-largely-forgotten-mass-panic-of-1910-when-a-comet-terrified-the-world-db3df185d333?source=login--------------------------global_nav------------------
https://www.sciencehistory.org/stories/magazine/the-comet-panic-of-1910-revisited/
https://dangerousminds.net/history/bizarre-1910-belief-that-halleys-comet-would-destroy-the-world/
ประวัติศาสตร์
2 บันทึก
7
2
2
7
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย