Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:00 • ธุรกิจ
จากกล้องฟิล์มสู่สกินแคร์! ทำไม Kodak ถึงล้มละลาย แต่ Fujifilm กลับรอดมาได้?
ย้อนกลับไปในอดีต อุตสาหกรรมฟิล์มถ่ายภาพถูกผูกขาดโดยบริษัทเพียงสองแห่งเท่านั้น นั่นก็คือ Fujifilm และ Eastman Kodak
เรียกได้ว่าทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ ทั้งในตลาดระดับประเทศและระดับโลก
แต่แล้ววันหนึ่ง โลกดิจิทัลที่หลายคนเคยปรามาสว่าต้องใช้เวลาอีก 30 ปีถึงจะมาถึง กลับเดินทางมาเร็วกว่าที่คิด และมันมาเพื่อทำลายล้างอุตสาหกรรมฟิล์มแบบดั้งเดิม…
Fujifilm มองเห็นคลื่นยักษ์ลูกนี้กำลังก่อตัว แม้พวกเขาจะถูกซัดจนเซ แต่ที่น่าทึ่งคือพวกเขาโผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้ กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้นและมีโมเดลธุรกิจที่ล้ำหน้าไปกว่าเดิม
ในทางกลับกัน Eastman Kodak กลับจมลงสู่ก้นบึ้ง คำถามที่น่าสนใจก็คือ อะไรคือความแตกต่างของสองบริษัทนี้?
เรื่องราวต้องย้อนกลับไปในปี 1934 Dainippon Celluloid Company บริษัทผู้ผลิตฟิล์มภาพยนตร์ของญี่ปุ่น ต้องการขยายธุรกิจ จึงไปเจรจากับ Eastman Kodak เพื่อให้มาช่วยสร้างโรงงานในญี่ปุ่น
แต่วิศวกรของ Eastman Kodak ประเมินว่าสภาพอากาศในญี่ปุ่นมีความชื้นสูงเกินไป ไม่เหมาะกับการผลิตฟิล์มคุณภาพสูง George Eastman ผู้ก่อตั้งบริษัทจึงปฏิเสธคำขอนั้นไป…
การถูกปฏิเสธกลายเป็นแรงผลักดันครั้งใหญ่ รัฐบาลญี่ปุ่นให้เงินทุนสนับสนุนจนเกิดเป็นบริษัท Fuji Photo Film ขึ้นมา
พวกเขาตั้งโรงงานแห่งแรกที่เชิงภูเขาฟูจิ ในเมือง Minami Ashigara จังหวัด Kanagawa ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์อันโด่งดังที่เราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้
แทนที่จะนำเข้าฟิล์ม บริษัทเลือกทางที่ยากกว่าด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีเอง
พวกเขาลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันมาช่วยให้คำปรึกษาด้านสารเคลือบไวแสงหรือ Emulsion
สิ่งนี้หล่อหลอมดีเอ็นเอขององค์กร ทำให้ Fuji กลายเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาอย่างบ้าคลั่ง…
ในปี 1948 Fujifilm สามารถผลิตฟิล์มสีได้สำเร็จ ตามมาด้วยฟิล์มม้วนขาวดำในปี 1958 ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำให้พวกเขาทิ้งห่างคู่แข่งในประเทศอย่างไม่เห็นฝุ่น
แต่ความท้าทายที่แท้จริงเริ่มขึ้นเมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศรับสินค้าต่างชาติ และคู่ปรับเก่าอย่าง Eastman Kodak ก็กลับมาบุกตลาด
ในปี 1963 Fujifilm มีรายได้ประมาณ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ Eastman Kodak มีรายได้มหาศาลถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Eastman Kodak คือแบรนด์ระดับโลกที่มีทรัพยากรแทบจะไร้ขีดจำกัด
ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นในตอนนั้นมองว่านี่คือแบรนด์พรีเมียมที่เหนือกว่าฟิล์มผลิตในประเทศ…
แต่ด้วยความมุ่งมั่น ภายในปี 1970 ฟิล์มของ Fujifilm ก็มีประสิทธิภาพแซงหน้าคู่แข่งในบางด้าน เช่น ฟิล์มสีที่ต้องการแสงน้อยกว่าในการเก็บภาพ
สิ่งที่ทำให้ Fujifilm ชนะในบ้านเกิดอย่างเด็ดขาด คือการสร้างเครือข่ายร้านล้างอัดรูปขนาดเล็กทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถล้างรูปด่วนได้ภายใน 1 ชั่วโมง
เมื่อยึดพื้นที่ในประเทศได้ Fujifilm ก็เริ่มบุกอเมริกาในปี 1972 พวกเขาเจาะซูเปอร์มาร์เก็ตและเข้ายึดพื้นที่ในกลุ่มช่างภาพมืออาชีพได้สำเร็จ
พวกเขาเป็นสปอนเซอร์ทั้งการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1984 แถมยังคว้าโควตารางวัล “Academy Award” ยกระดับแบรนด์ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฟิล์มคุณภาพเยี่ยม…
การต่อสู้ของสองยักษ์ใหญ่นี้ดุเดือดมาก ทั้งหั่นราคา แย่งผู้สนับสนุน ฟ้องร้องในศาล โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่า ลานประลองที่ยืนอยู่นั้นคือแผ่นน้ำแข็งที่กำลังบางลงเรื่อยๆ
คำถามที่น่าสนใจคือ Eastman Kodak รู้ตัวล่วงหน้าหรือไม่ว่ากล้องดิจิทัลจะมาทำลายล้างธุรกิจฟิล์ม คำตอบคือรู้และรู้ดีมากด้วย…
ในปี 1975 Steve Sasson วิศวกรของ Eastman Kodak ได้สร้างกล้องดิจิทัลตัวแรกของโลก แม้ภาพที่ได้จะดูไม่รู้เรื่อง แต่คนในบริษัทรู้ดีว่านี่คืออนาคต
แต่มันกลับไม่เคยถูกผลักดันให้ออกสู่ตลาดอย่างจริงจัง เหตุผลก็คือธุรกิจฟิล์มแบบดั้งเดิมของพวกเขามันทำกำไรได้มหาศาลเกินกว่าจะยอมทิ้งไป
ตรงกันข้ามกับ Fujifilm การมีธุรกิจที่หลากหลายทำให้พวกเขามีสัญญาณเตือนภัยที่ดีกว่า
ในปี 1981 บริษัทได้เปิดตัวระบบเอกซเรย์ดิจิทัลที่ใช้แผ่นรับภาพแทนฟิล์ม
ประธานบริษัท Minoru Ohnishi ได้วางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับพายุที่กำลังจะมา โดยมุ่งเน้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และสร้างสายธุรกิจใหม่ที่ไม่ง้อฟิล์ม…
จุดเปลี่ยนแห่งยุคมาถึงเมื่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์พัฒนาเซนเซอร์รับภาพแบบ “CMOS” และนำไปใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือในปี 1999
ความต้องการฟิล์มสีทั่วโลกลดฮวบลง ยักษ์ใหญ่ทั้งสองเผชิญกับวิกฤตที่หนักหน่วงที่สุด แต่การรับมือของพวกเขากลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Shigetaka Komori ซีอีโอของ Fujifilm ประกาศแผนพลิกฟื้นองค์กร พวกเขานำเทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ในห้องแล็บออกมาปัดฝุ่นและประยุกต์ใช้กับตลาดใหม่…
แผ่นฟิล์มใสที่เคยใช้ทำฐานฟิล์ม ถูกนำไปทำเป็นแผ่นเคลือบหน้าจอ “LCD” สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลก สร้างรายได้มหาศาลกลับคืนมา
ที่น่าทึ่งที่สุดคือการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเคมีไปสู่อุตสาหกรรม “Healthcare”
ความรู้เรื่องคอลลาเจนและกระบวนการชะลอความเสื่อม ถูกนำมาสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง
ผลจากการปรับตัวครั้งนี้ ทำให้ในปี 2008 Fujifilm ทำยอดขายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยมีรายได้จากธุรกิจภาพถ่ายเหลือเพียงส่วนน้อยเท่านั้น…
ขณะที่ธุรกิจของ Eastman Kodak ค่อยๆ ร่วงโรย แม้จะพยายามขายเครื่องพิมพ์หรือกล้องดิจิทัล แต่ก็สู้คู่แข่งไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องยื่นฟ้องล้มละลายในปี 2012
ความแตกต่างที่แท้จริงของสองบริษัทนี้คือมุมมองที่มีต่อตัวเอง
Eastman Kodak มองว่าตัวเองคือแบรนด์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการถ่ายภาพ เมื่อคนไม่ใช้ฟิล์ม ธุรกิจก็จบลง
ในขณะที่ Fujifilm มองลึกลงไปถึงแก่นแท้ ว่าตัวเองคือบริษัทเทคโนโลยีและเคมีภัณฑ์
เมื่อธุรกิจฟิล์มตายไป พวกเขาก็แค่นำความรู้ที่มีไปใส่ในบรรจุภัณฑ์ใหม่…
ในยุคที่โลกหมุนเร็ว ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่สิ่งการันตีอนาคต
บางครั้งการยึดติดกับสิ่งที่สร้างชื่อให้เรามากที่สุด อาจเป็นสิ่งเดียวกับที่ดึงเราลงสู่ก้นเหวได้เช่นกัน
References : [hbr, forbes, bloomberg, reuters, wikipedia]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/from-film-cameras-to-skincare/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
การลงทุน
3 บันทึก
3
1
3
3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย