Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ตันหลิม
•
ติดตาม
28 พ.ค. เวลา 12:45 • ปรัชญา
แด่ความขื่นขมที่ขาดไม่ได้…เพื่อรสชาติที่กลมกล่อม [🍵]
อาหารคือสิ่งที่เกิดจากความเอาใจใส่ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัตถุดิบ เครื่องปรุง ตลอดจนกรรมวิธีผัด ต้ม นึ่ง หรือทอด ขั้นตอนเหล่านี้คนครัวจะต้องไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าจะเกิดเป็นอาหารจานหนึ่งออกมาได้
แม้จะฟังดูน่าเหนื่อยหน่ายแต่ทุกขั้นตอนก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำให้อาหารออกมามีหน้าตา รสชาติ และโภชนาการตามที่ตั้งใจ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าความพิถีพิถันคือเรื่องของความอดทนที่ขาดไปไม่ได้นั่นเอง
ทว่าในทางกลับกัน ยามที่เราสวมบทเป็นผู้ชิม ความสลับซับซ้อนเหล่านั้นจะหายไปจากหัวของเราจนหมดสิ้น เหลือแต่เพียงคำถามที่เรียบง่ายอย่าง อาหารจานนี้อร่อยไหม รสชาติเป็นอย่างไร หวาน มัน เค็ม หรือขม
น้อยครั้งนักที่ระหว่างชิมเราจะเกิดนึกสงสัยว่า อะไรทำให้รสชาติของอาหารจานนี้เป็นแบบนี้ ชีวิตเองก็เช่นกัน มันเป็นเหมือนอาหารจานหนึ่งที่ตอนกิน เรามักสนใจเพียงว่ารสสัมผัส ณ ปลายลิ้นนั้นอร่อยจนน้ำตาไหลหรือยากจะกล้ำกลืน
เราแทบไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า รสชาติทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับเราผู้เป็นคนครัว จริงอยู่ที่บางครั้งโชคชะตาก็ไม่ได้หยิบยื่นวัตถุดิบที่เราต้องการมาให้เสมอ แม้นี่จะเป็นต้นเหตุที่ไม่อาจเลี่ยง ทว่าในการรังสรรค์รสชาติจากวัตถุดิบ สิ่งเดียวที่จำกัดความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ไว้ คือจินตนาการและหัวใจของเรา และที่สำคัญยิ่งกว่า คือการตระหนักว่า รสชาติของคำต่อไปก็เช่นกัน ไม่ใช่ใครอื่นที่จะเป็นผู้ปรุงแต่งนอกจากตัวเราเอง
เพราะชีวิตคืออาหารจานที่เราต้องปรุงไปชิมไป บางครั้งโชคดี ปรุงแล้วอาหารอร่อยขึ้น และเป็นธรรมดาที่บางครั้งเราจะรู้สึกไม่ถูกปาก แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่อง “โชคร้าย” เพราะถึงแม้เราจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เราทำพลาดไม่ได้ แต่เราก็ยังสามารถค่อย ๆ ปรุงเพิ่มเพื่อแก้ไขรสชาติของมันได้อยู่เสมอ ขอเพียงเปลี่ยนวิธีปรุง รสชาติย่อมไม่ซ้ำเดิม
ดังนั้นสุดท้าย ไม่ว่าอาหารจานนี้จะอร่อยหรือไม่ ตราบใดที่คนครัวยังไม่วางมือ ผลลัพธ์ย่อมเกินกว่าจะคาดเดา แม้จะดูเป็นเรื่องยากลำบากที่ไม่อาจหยั่งรู้รสชาติได้ตั้งแต่ตั้งเตา แต่เพราะเป็นเช่นนั้น การปรุงและรับประทานอาหารจานนี้ถึงได้มีเสน่ห์และน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าจานไหน ๆ
ซึ่งหากจะให้กลั่นความอัศจรรย์ของอาหารจานนี้ออกมา หัวใจสำคัญย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของรสชาติ ท่ามกลางรสอันหลากหลาย หวานและขมคือพื้นฐานที่ลิ้นเราคุ้นเคยที่สุด ไม่ต่างจากแก่นของอารมณ์มนุษย์ ที่สุดท้ายย่อมถูกกลั่นออกมาเป็นความสุขและความทุกข์อยู่ดี
เช่นเดียวกับขนมหวานและยาขม ความสุขและความทุกข์มักถูกนิยามให้เป็นขั้วตรงข้ามที่ไม่อาจบรรจบกัน ดังนั้นหากพูดถึงข้อแตกต่างระหว่างทั้งสอง ไม่ว่าใครที่ไหนก็คงตอบคําถามนี้ได้ ต่อให้เป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาก็ยังรู้ว่าสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างไรอยู่ในใจ แต่หากผู้เขียนถามว่าความสุขกับความทุกข์เหมือนกันอย่างไรเล่า
คำตอบที่ได้มาย่อมจะแตกต่างกันไปอย่างแน่นอน บ้างก็ว่ามันเป็นอารมณ์เหมือนกัน แม้จะเป็นคำตอบที่ไม่ผิด แต่ก็ดูจะตอบจากพจนานุกรมไปเสียหน่อย บ้างก็ว่าทั้งสองคือสิ่งที่เหนี่ยวรั้งเราไว้ในวัฏสงสาร แม้จะเป็นความจริง แต่หากคิดเช่นนี้ ผู้เขียนก็คงละทางโลกไปแสวงบุญนานแล้วละครับ
โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ทั้งคู่เปรียบได้กับรสชาติของอาหาร หากนึกถึงรสชาติที่ถูกปาก ความหวานคงเป็นสิ่งแรกที่นึกถึง และเมื่อเอ่ยถึงรสที่ทำให้เราต้องเบ้หน้า ความขมย่อมผุดขึ้นมาในใจเช่นกัน ทว่าถึงจะถูกเรียกว่าเป็นรสชาติเดียวกัน ก็ใช่จะเหมือนกันไปเสียหมด อย่างรสหวาน ความหวานที่น้ำตาลปี๊บให้ย่อมต่างออกไปจากตอนรับประทานน้ำผึ้งป่า
เช่นเดียวกับความสุข แม้จะให้ความปีติเหมือนกันก็ใช่ว่าจะรู้สึกแบบเดียวกันหรือเกิดจากเหตุเดียวกันหมด บ้างคือความสมหวัง บ้างมาจากความภูมิใจ หรือบ้างก็เกิดจากการได้อยู่กับคนที่เรารัก ในขณะที่ความทุกข์เองก็มีหลายเฉดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความผิดหวัง ความล้มเหลว หรือการสูญเสีย
แต่ไม่ว่าสิ่งที่เราเผชิญจะก่อให้เกิดอารมณ์ไหน เฉดใด ทั้งหมดก็ล้วนแต่ทำให้อาหารจานนี้สมบูรณ์ทั้งสิ้น จริงอยู่ที่ความหวานเป็นองค์ประกอบสําคัญของรสอร่อย กระนั้น การจะกล่าวว่าทั้งหมดของรสอร่อยคือความหวานย่อมเป็นการตีความที่แคบเกินไป เพราะหากมีแค่ความหวานก็เพียงพอที่จะทำให้อาหารอร่อย เช่นนั้นถ้าให้ท่านลองกระดกน้ำเชื่อมทีเดียวทั้งขวด ท่านจะยังรู้สึกอร่อยอยู่หรือไม่
ในทางตรงกันข้ามหากรสขมคือสิ่งที่ทำให้ไม่อร่อยจริง ก็คงไม่มีใครนำใบชา เมล็ดกาแฟ หรือโกโก้ มาสร้างสรรค์เมนูต่าง ๆ ตั้งแต่แรก สาเหตุที่รสขมถูกนำมาผสานกับรสหวาน นั่นก็เพราะแม้ความหวานจะทำให้อาหารลื่นคอและกินง่าย ทว่าหากมากเกินไปย่อมแสบคอจนเสียรสชาติ
เช่นนี้เอง สูตรอาหารนับไม่ถ้วนจึงไม่ได้เน้นหนักเพียงรสหวาน ทว่ามีการเจือรสขมลงไปเพื่อสร้างสมดุล และที่สำคัญ รสขมยังเป็นตัวชูโรงให้รสหวานดาษ ๆ โดดเด่นมีมิติยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นดาร์กช็อกโกแลต ที่แม้จะไม่หวานละมุนเท่ารสนมแต่กลับมีเสน่ห์กว่าเพราะความหวานที่พอเหมาะทำให้กินได้เรื่อย ๆ ไม่เลี่ยน อีกทั้งความขมที่มาตัดกันยังขับเน้นให้ ความหวานเพียงเล็กน้อยโดดเด่นขึ้น จนเกิดเป็นรสสัมผัสที่กำซาบไปทั่วทั้งปากได้
ชีวิตมนุษย์เองก็เป็นเช่นนั้น ความสุขที่ได้มาง่ายโดยไม่ต้องตรากตรําแม้จะเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ความหอมหวานที่ผิวเผินเช่นนั้นก็มิอาจให้ความอิ่มเอมใจแบบความสุขที่เราต้องฟันฝ่าความทุกข์ยากเพื่อแลกมา เพราะความยากลําบากทำให้การสมหวังไม่ใช่แค่ความ “โชคดี” แต่เป็นรางวัลที่คู่ควร
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อาหารจะกลมกล่อมได้ต้องมีหลายรสชาติผสานผสมกันไปฉันใด
ชีวิตมนุษย์จะสมบูรณ์ได้ก็ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ประกอบคู่กันไปฉันนั้น แน่นอนว่าหากชีวิตมีแต่ระทมทุกข์คงไม่ดีแน่ แต่ถ้าปราศจากความทุกข์แล้วไซร้ เราก็ไม่อาจเห็นความงดงามที่แท้จริงของความสุขได้เช่นกัน
เพราะเมื่อชีวิตได้ทุกอย่างที่ต้องการโดยง่าย สิ่งที่ตามมาจะเป็นความสุขนิรันดร์
หรือแท้จริงแล้ว มันกลับเป็นเพียงความสะดวกสบายที่ว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรกับการพยายามถมหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้งกันแน่
เพราะความปรารถนาเป็นดุจแรงไฟ ยามมากเกินไป ทุกอย่างในเตาก็จะไหม้เกรียม เผาผลาญสิ้นทั้งวัตถุดิบและแม้กระทั่งคนปรุง แต่หากปราศจากเปลวไฟแล้วไซร้ ชีวิตก็ไม่อาจก่อกำเนิดพ้นจากความหนาวเหน็บที่แข็งค้าง วัตถุดิบก็มิอาจกลายเป็นอาหารได้
ดังนั้น คนครัวที่ดีจึงไม่เพียงต้องรู้ว่าการประกอบอาหารต้องอาศัยไฟ แต่พึงรู้ถึงวิธีควบคุมมันด้วย เพื่อให้เมื่อถึงคราวเปิดเตา ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แผลไหม้พุพองกับตอตะโก หรือวัตถุดิบที่เย็นเฉียบและจืดชืด หากแต่เป็นอาหารชั้นเลิศที่เกิดจากการปรุงอย่างพิถีพิถัน เป็นรสชาติที่กลั่นออกมาจากวัตถุดิบที่ถูกเคี่ยวกรำมาอย่างดีที่สุดแล้วนั่นเอง
เพราะในโรงครัวแห่งชีวิต ไฟปรารถนาคือเพลิงที่เป็นได้ทั้งจุดเริ่มต้นและความวอดวาย ความทุกข์กับความสุขคือสิ่งที่สามารถทำให้อาหารอร่อยหรือเสียรสชาติได้ทั้งคู่ และวัตถุดิบ คือสิ่งที่มีแต่โชคชะตากับคนครัวเท่านั้นที่รู้ว่ามันจะกลายเป็นอาหารแบบไหน
ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนเพียงหวังว่ายามใดที่ต้องประสบความทุกข์ บทความนี้จะพอช่วยฉุดดึงท่านให้พ้นจากวังวนแห่งความเศร้าหมอง ช่วยให้หยุดความคิดบั่นทอนที่ว่า ‘ทำไมต้องเกิดกับเรา’ ได้แม้นเพียงเสี้ยวเวลาหนึ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะช่วยให้ท่านก้าวข้ามความทุกข์ที่เผชิญอยู่ไปได้อย่างสง่างาม เพราะตระหนักดีแล้วว่า
ความทุกข์เองก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตไม่น้อยไปกว่าความสุข มันคือส่วนผสมที่ทำให้ความสุขไม่ดูว่างเปล่าและไร้ความหมาย เหมือนดั่งดาร์กช็อกโกแลตที่ต้องมีความขมเข้มจากโกโก้เป็นตัวรองพื้น เพื่อให้ความหวานที่ตามมานั้นตราตรึงและอร่อยยิ่งขึ้น
เพราะสุดท้ายการเอาชนะความทุกข์ยาก ไม่ใช่การดันทุรังให้มันเลิกขม แต่คือความฉลาดในการผสมรสชาติกับวัตถุดิบอื่น ๆ ในชีวิตให้ลงตัว จนก่อเกิดเป็นรสชาติที่กลมกล่อม
ตันหลิม
ท้ายที่สุดนี้ เพราะความขมของแต่ละคนมีรสชาติที่ต่างกัน หากท่านผู้อ่านมีเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่อยากแบ่งปัน ขอเรียนเชิญ ณ พื้นที่คอมเมนต์ ด้านล่าง
เพราะบางที การได้ลิ้มลองความขมของผู้อื่น อาจช่วยให้ท่านเข้าใจรสชาติอาหารในจานตนมากยิ่งขึ้น
โรงน้ำชาของตันหลิม | Tanlim’s Teahouse
#โรงน้ำชาของตันหลิม #ปรัชญาชีวิต #แนวคิด #บทความ #พัฒนาตนเอง
ผลงานชิ้นนี้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ห้ามดัดแปลง แก้ไข หรือนําไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยเด็ดขาด
สําหรับการนําไปใช้เพื่อการศึกษา หรือสาธารณประโยชน์โดยไม่แสวงหากําไร ผู้เขียนมีความยินดีและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง "โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ที่จะนําไปใช้ติดต่อแจ้งความประสงค์ผ่านทาง Inbox ก่อนนําผลงานไปเผยแพร่ทุกครั้ง" เพื่อให้เป็นไปตามเจตจํานงที่ถูกต้องของผลงานและร่วมกันรักษาสิทธิ์ของเจ้าของผลงานครับ
ขอบพระคุณที่เข้าใจและให้เกียรติ
[ตันหลิม]
ปรัชญา
แนวคิด
บทความ
บันทึก
1
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
โรงน้ำชาของตันหลิม | Tanlim’s Teahouse
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย