1 ชั่วโมงที่แล้ว • นิยาย เรื่องสั้น

อิสระของเด็กชายหุ่นไม้(1) [🌖]

“หืม เธออยากรู้เกี่ยวกับตำนานการสร้างโรงละครของท่านพ่อมดอย่างนั้นเหรอ”
หุ่นนักบวชเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจแกมตื่นเต้น พลางก้มมองหุ่นไม้ตัวเล็กที่เดินทางมาหาเขาถึงอาราม
“ใช่ครับ ที่ผ่านมาผมเคยถามตำนานของท่านพ่อมดจากหุ่นตัวต่าง ๆ แต่ทุกตัวก็บอกว่า มีแค่คุณเท่านั้นที่จะสามารถถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของท่านออกมาได้อย่างครบถ้วนครับ” ดูเหมือนเขาจะตัดสินใจถูกที่เลือกใช้คำยกยอเหล่านั้น เพราะตอนนี้หุ่นร่างสูงตรงหน้าเด็กชายแทบจะซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่ได้เลย
“เธอนี่เป็นเด็กที่ฉลาดจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องเริ่มที่ต้นกำเนิดของดินแดนแห่งนี้ก่อนสินะ เธอรู้หรือเปล่าว่าทำไมที่แห่งนี้ถึงถูกเรียกว่าโรงละครเวทมนตร์ และอะไรคือสิ่งที่ทำให้มันต่างออกไปจากโรงละครหุ่นเชิดทั่วไปที่มีแค่หุ่นไม้และฉากประกอบ”
“นั่นก็เพราะว่าโรงละครแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยท่านพ่อมดใช่ไหมครับ”
เขาเลือกที่จะตอบแบบตีขลุม ไม่ใช่แค่เพราะไม่ได้สนใจนิทานปรัมปราพวกนี้มากนัก แต่เขาเองก็ไม่เข้าใจความหมายของคำถามที่สองด้วยเช่นกัน สำหรับเด็กชายแล้วที่นี่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรวิเศษวิโสไปกว่าโรงละครทั่วไปเลย อย่างดีที่สุดมันก็คงแค่มีหุ่นกับฉากมากกว่าที่อื่นเท่านั้นเอง
แม้จะเป็นคำตอบที่พูดไปส่ง ๆ แต่ดูเหมือนมันจะดีพอทำให้หุ่นตรงหน้าพึงพอใจ
กระนั้น ท่าทางของหุ่นนักบวชกลับชวนให้เขานึกถึงเด็กที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มเพราะรู้ความลับสุดยอดบางอย่างที่เพื่อนไม่รู้ มากกว่าจะเป็นอาการยินดีเพราะคำตอบนั้นถูกต้อง
“สิ่งที่พิเศษน่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของใครเป็นคนสร้างหรอกนะ แต่มันคือความใส่ใจและความรักในตอนที่สร้างต่างหากล่ะ เธอลองหันมองไปรอบ ๆ สิ ว่าทิวทัศน์เหล่านี้เป็นแบบไหน
เป็นเพียงไม้กั้นทาสีเหมือนโรงละครทั่วไปที่ทุกอย่างคือของปลอมที่นิ่งสนิท หรือเป็นความงดงามของสายลม พื้นดิน และแสงแดด ที่ทำให้รู้สึกว่าพวกเรากำลังมีชีวิตอยู่จริง ๆ”
แม้ไม่เข้าใจสิ่งที่หุ่นนักบวชพยายามสื่อนัก เด็กชายก็เลือกที่จะกวาดสายตามองไปรอบบริเวณแทน ก่อนหน้านี้เขาไม่ทันสังเกต แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว อารามหลังนี้ช่างชวนให้จิตใจสงบเงียบอย่างน่าประหลาด ที่นี่ช่วยให้เขารู้สึกเหมือนได้ออกห่างจากโรงละครที่แสนวุ่นวาย ราวกับเป็นรอยต่อระหว่างโลกอันคุ้นเคยกับโลกของพ่อมด… หากว่าพ่อมดคนนั้นมีตัวตนอยู่จริง
ตัวอาคารชั้นเดียวมีรูปแบบที่เรียบง่ายไม่ต่างจากบ้านเรือนทั่วไป กระนั้นก็ยังดูโอ่อ่าด้วยไม้สักสีดำเข้มที่ใช้ทำบานประตูและโครงหลังคา แม้จะสัมผัสได้ถึงความเก่าแก่จากรอยกัดกร่อนและคราบน้ำฝนบนกำแพงอิฐ แต่กลับไม่มีตะไคร่หรือวัชพืชขึ้นเกาะอยู่เลย
ถัดออกไปรอบนอก มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นหนาทึบ ทว่าภายในบริเวณรั้วอารามกลับถูกถางจนเรียบร้อย มีเพียงไม้ยืนต้นไม่กี่ต้นคอยแผ่ร่มเงาอย่างพอเหมาะพอดี ไม่เบียดบังทางเดินสู่ประตูหน้าที่ปูด้วยแผ่นหินอย่างประณีต และตรงข้างทางเข้านั้น มีรูปปั้นทองแดงมันขลับของพ่อมดตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่
ภาพตรงหน้าทำให้เขาเข้าใจถึงความเอาใจใส่ของหุ่นนักบวชต่อสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้เด็กชายพบเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายอยากให้มองหาเลยแม้แต่นิดเดียว
“ท่านพ่อมดน่ะ ไม่เพียงแต่ใส่ใจสร้างดินแดนแห่งนี้ให้เหมือนกับโลกของมนุษย์ที่ท่านอยู่จริง ๆ แม้แต่ตัวของพวกเราเองก็ยังเป็นสักขีพยานของความบรรจงนั้น เธอลองมองที่ตัวฉัน ตัวเธอเอง และหุ่นตัวอื่นที่เธอเคยพบมาสิ ทั้งรูปร่าง ไม้ที่นำมาแกะสลัก เสื้อผ้า ตลอดจนนามที่ใช้เรียกขานกันล้วนได้รับต่างกันไป
ทั้งพวกเราและโรงละครแห่งนี้ถูกท่านพ่อมดสร้างให้เป็นมากกว่าแค่สิ่งของสำหรับให้มนุษย์ใช้ชุบชีวิตเรื่องราวเพียงชั่วครู่หนึ่งแล้วก็จบลงยังไงล่ะ”
เป็นอีกครั้งที่เด็กชายได้แต่พยักหน้ารับไปที โดยไม่เข้าใจเลยว่านักบวชอยากให้ตนรู้สึกอย่างไรกับเรื่องเล่าที่ไร้แก่นสารพรรค์นี้
“แต่ที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกเรียกว่าโรงละครเวทมนตร์ เพียงเพราะมีท่านพ่อมดเป็นผู้สรรค์สร้างหรอกนะ เหตุผลที่ทำให้พวกเราต่างจากของเล่นของมนุษย์ก็คือ หุ่นทุกตัวในดินแดนแห่งนี้ถูกเนรมิตขึ้นมาให้มีทั้งความนึกคิดและจิตใจเป็นของตัวเองยังไงล่ะ”
“นั่นเป็นเพราะเวทมนตร์ของท่านพ่อมดใช่ไหมครับ” ท่าทางกระตือรือร้นยิ่งกว่าเก่าของนักบวช บ่งบอกชัดเจนว่าคำพูดนี้คือสิ่งที่หุ่นผู้เปี่ยมศรัทธาตัวนี้คาดหวัง อย่างที่เด็กชายคิดไว้ไม่มีผิด
“แน่นอนว่าเวทมนตร์ก็สำคัญ แต่ถ้าถามฉัน ต้นกำเนิดของพวกเรา แท้จริงแล้วอาจจะเป็นความนึกสนุกของท่านพ่อมดผู้สร้างก็ได้นะ”
“ความนึกสนุก… เหรอครับ”
“บางทีจุดเริ่มต้นของดินแดนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ อาจมาจากความนึกสนุกเล็ก ๆ ที่ว่า หากหุ่นเหล่านี้ไม่ได้ขยับตามเนื้อเรื่องที่ถูกกำหนดไว้ แต่กลับเต้นรำไปตามท่วงทำนองแห่งความปรารถนาและเจตนารมณ์ของตนเอง มันจะเป็นอย่างไรกันนะ” คำพูดนั้นทำให้เด็กชายรู้สึกหนักอึ้งในอกอย่างบอกไม่ถูก แต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร หุ่นนักบวชก็กล่าวต่อ
“หรือบางที อาจไม่ใช่เพียงความสนใจชั่วครู่ แต่เป็นปณิธานอันยิ่งใหญ่ของท่านพ่อมดผู้ปรารถนาจะมอบของขวัญชิ้นหนึ่ง แทนความรักที่มีต่อหุ่นไม้ซึ่งตนสร้างขึ้นมาก็เป็นได้”
เป็นคำกล่าวที่ชวนให้รู้สึกประทับใจอย่างน่าประหลาด ทว่านั่นคือความเลื่อมใสในศรัทธาอันแรงกล้าที่อีกฝ่ายมี ไม่ใช่ความซาบซึ้งต่อพ่อมดในเรื่องเล่าแต่อย่างใด
“ถึงอย่างนั้น เจตจำนงเสรีเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ท่อนไม้ที่หนักอึ้งพวกนี้ขยับเขยื้อนได้ พ่อมดจึงเนรมิตให้ที่เชิดและสายเอ็นที่ผูกโยงเข้ากับหุ่นไม้แต่ละตัว สามารถขยับได้โดยไม่ต้องอาศัยมือมนุษย์ เฉกเช่นทุกวันนี้”
“เป็นเรื่องราวที่อัศจรรย์มากครับ นับเป็นโชคดีของผมจริง ๆ” เด็กชายกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะโค้งศีรษะขอบคุณ
“เป็นโชคดีของฉันเช่นกันที่ได้เจอเธอ สำหรับสาวกของท่านพ่อมดที่ยิ่งใหญ่อย่างฉันแล้ว การถ่ายทอดเรื่องราวของท่านให้เด็ก ๆ อย่างเธอฟัง สนุกกว่าการต้องเทศน์ให้พวกผู้ใหญ่ที่เข้ามายังอารามเฉพาะตอนรู้สึกผิดบางอย่าง แล้วหวังว่าการนั่งฟังบทสวดอย่างหูทวนลมจะช่วยชำระล้างความผิดบาปที่ตัวเองก่อ หลายเท่านัก”
“ขอบคุณที่สละเวลาเล่าให้ผมฟังครับ ผมสัญญาว่าจะถ่ายทอดความเมตตาของท่านพ่อมดให้หุ่นตัวอื่นรับรู้ต่อไป ทั้งเรื่องที่ท่านสร้างพวกเราขึ้นมา และเรื่องที่มอบโอกาสให้ผมได้พบคุณ”
หุ่นนักบวชยิ้มรับอย่างสงบ ทั้งที่เขาเพิ่งเล่านิทานอย่างออกรสออกชาติจนดูสนุกยิ่งกว่าผู้ฟังแท้ ๆ ทว่า พอสิ้นคำเขากลับเปลี่ยนจากท่าทางราวกับเด็กน้อยที่คุยกับเพื่อนอย่างเริงร่า มาเป็นนักบวชผู้น่านับถือในฉับพลัน
ไม่แปลกใจเลยที่บุรุษตรงหน้าจะถูกขนานนามว่าหุ่นนักบวช ที่จริงแล้วเด็กชายคิดว่าในดินแดนแห่งนี้ คงไม่มีใครคู่ควรกับชื่อนี้เท่าไม้แกะสลักที่อยู่เบื้องหน้าเขาอีกแล้ว
ที่ต้องใช้คำว่า “คู่ควร” เพราะ ณ โรงละครเวทมนตร์ นามไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของกำหนดขึ้นเองเพื่อประกาศตัวตนต่อผู้อื่น แต่เป็นสิ่งที่ถูกมอบให้
ตัวเด็กชายเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในวินาทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในดินแดนแห่งนี้ หุ่นตัวอื่น ๆ ต่างก็เรียกเขาว่า “หุ่นเด็กชาย” แล้ว
หลังจากเฝ้าสังเกตอยู่นาน เขาก็พบว่าชื่อที่ถูกตั้งให้จะสอดคล้องกับลักษณะเด่นของหุ่นแต่ละตัว เช่น หุ่นอัศวินก็จะสวมชุดเกราะ ถืออาวุธ และเปี่ยมด้วยพละกำลัง เหมาะสมกับนามของตน เหมือนกับบุรุษตรงหน้าที่นอกจากจะอยู่ในเครื่องแต่งกายเฉพาะแล้ว ยังมีความสามารถของนักบวชอย่างครบถ้วนอีกด้วย
แล้วตัวเขาที่ถูกเรียกว่า “หุ่นเด็กชาย” ล่ะ เดิมทีเขามีความสามารถอะไรกัน ในขณะที่ผู้อื่นได้รับนามและพรสวรรค์อันล้ำเลิศ ตัวเขากลับมีชื่อที่ถูกตั้งขึ้นอย่างขอไปที ทว่าสิ่งที่ขาดความพิถีพิถันนั้นคงไม่ใช่เพียงแค่นามนี้ แต่อาจเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่พ่อมดสร้างเขาขึ้นมาอย่างลวก ๆ
เขาเชื่อว่ามูลเหตุที่ตนถูกเรียกเช่นนี้ มาจากลักษณะเฉพาะเพียงอย่างเดียว นั่นคือการถูกแกะสลักขึ้นเป็นเด็กผู้ชาย เพราะนอกจากรูปลักษณ์ที่จืดจางนี้แล้ว ส่วนอื่น ๆ ของเขายิ่งไม่มีอะไรน่าจดจำ ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นล้วนเป็นของดาด ๆ ที่พบได้กลาดเกลื่อน ไม่ต่างจากเศษไม้ฟืนที่บังเอิญรอดพ้นจากกองเพลิง เพียงเพื่อจะถูกหยิบมาถากให้พอเป็นรูปเป็นร่าง บางทีเด็กชายก็อดคิดไม่ได้ว่า พ่อมดอาจสร้างเขาขึ้นมาเพียงเพราะโรงละครแห่งนี้ยังขาดหุ่นประกอบฉาก จึงจำต้องแกะสลักร่างนี้ด้วยความฝืนใจ
“ถ้าอย่างนั้น ในฐานะสาวกของท่านพ่อมด ฉันคงต้องขอขอบคุณเธอจากใจจริง…และต้องขอโทษด้วยที่ไม่อาจให้คำตอบที่เธอต้องการได้”
บางทีเด็กชายอาจเก็บสีหน้าไม่เก่ง หรือเป็นเพราะการต้องคอยเป็นที่พึ่งพิงให้กับหุ่นที่มีปัญหาอยู่เสมอ
นักบวชตรงหน้าจึงมองทะลุถึงความขุ่นเคืองใจที่อยู่ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มของเขาได้
จริงอยู่ที่เรื่องเล่านี้นอกจากไม่มีสิ่งที่เด็กชายอยากรู้ ซ้ำยังย้อนแย้งกันเองในส่วนที่ว่าจิตใจเป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่พ่อมดมอบให้ แต่ตอนท้ายเรื่องกลับปรากฏที่เชิดหุ่นเป็นของขวัญชิ้นที่สองขึ้นมาแทน
กระนั้น เขาก็ไม่ได้คิดว่านี่เป็นการเดินทางที่สูญเปล่าแต่อย่างใด เพราะแม้ตำนานนี้จะไม่สมเหตุสมผลสักเท่าใดนัก อย่างน้อยระหว่างที่จดจ่อกับการเดินทางมาที่นี่ เด็กชายก็หยุดคิดเรื่องที่เชิดหุ่นไปได้บ้าง
เพราะเหตุนั้นเขาจึงไม่ได้โกรธหุ่นนักบวชแม้แต่น้อย ที่สมควรโกรธคือพ่อมดที่สร้างเขาขึ้นมาให้มีชีวิตเช่นนี้ต่างหาก
“ไม่หรอกครับ วันนี้ผมได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเลยครับ”
“งั้นเหรอ พอเธอพูดแบบนี้ฉันก็สบายใจขึ้นเยอะเลย” หุ่นนักบวชหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะเด็กชาย นี่คงเป็นการขอบคุณที่อุตส่าห์พูดให้กำลังใจเป็นแน่
แต่ที่จริงเขาไม่ได้โกหกเพื่อปลอบประโลมนักบวชที่มีท่าทางรู้สึกผิดแต่อย่างใด เพียงแต่พูดเช่นนั้นเพราะวันนี้เขาได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ของพ่อมดและดินแดนแห่งนี้เพิ่มขึ้นมากจริง ๆ
หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจคือหุ่นทุกตัวถูกสร้างขึ้นมาให้มีรูปลักษณ์คล้ายกับพ่อมดที่เป็นมนุษย์ แม้เขาจะไม่รู้ว่ามนุษย์หน้าตาเป็นอย่างไร ทว่าจากคำบอกเล่าของหุ่นนักบวช มนุษย์มีรูปร่างเหมือนเหล่าหุ่นไม้ เพียงแต่ไม่ว่าจะแขน ขา หรือส่วนใดก็ตามล้วนประกอบขึ้นจากเลือดและเนื้อหนัง เฉกเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในดินแดนแห่งนี้
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหากไม่นับรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นไม้ เด็กชายกับหุ่นทุกตัวที่นี่ก็แทบไม่ต่างจากพ่อมดหรือมนุษย์คนหนึ่ง แต่เขาคิดว่าคำพูดนี้คงจะเกินจริงไปเสียหน่อย เพราะตามตำนานที่หุ่นนักบวชเล่าให้ฟัง มนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีที่เชิดหุ่นไว้ช่วยในการขยับร่างกาย สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่ต้องเจอกับความอึดอัดใจที่บางครั้งร่างกายของตัวเองไม่ขยับดั่งใจนึกด้วยอุปสรรคจากที่เชิดหุ่น
เขาใช้คำว่าอุปสรรค เพราะแม้ที่เชิดหุ่นกับสายเอ็นอันน่ารังเกียจเหล่านี้จะเชื่อมโยงจิตใจของพวกเขาไว้กับร่างไม้ ทว่าสำหรับเด็กชายแล้ว พวกมันไม่ใช่ผลผลิตจากความรัก หากแต่เป็นพันธนาการที่พ่อมดสร้างขึ้นเพื่อฉุดรั้งเขาจากอิสรภาพอันแท้จริง เป็นโซ่ตรวนที่ทำให้เหล่าหุ่นไม้ไม่มีวันเป็นมนุษย์
เพราะร่างหุ่นไม่ได้ขยับตามเจตนาเจ้าของ ทว่าเขยื้อนตามที่เชิดหุ่นต่างหาก แม้โดยปกติเศษไม้ทรงจัตวาขึงสายนี่จะช่วยให้เคลื่อนไหวได้สมใจหวัง แต่บางครั้งเส้นเอ็นที่เคยเป็นพละกำลัง กลับทำตัวเป็นปรปักษ์ คอยเหนี่ยวรั้งเขาไว้จนไม่อาจมีชีวิตที่ต้องการ
หลังจากเผชิญความคับข้องใจเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงตระหนักว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับตน แต่เป็นข้อจำกัดที่ถูกฝังอยู่ในหุ่นทุกตัว ในตอนแรกเด็กชายคิดว่าสิ่งนี้คงเป็นเพราะความไม่สมบูรณ์ของไม้เชิดหุ่นที่ทำให้พวกตนไม่อาจขยับได้เต็มที่ แต่พอเฝ้าสังเกตดูกลับพบว่า ไม่มีใครมีข้อจำกัดแบบเดียวกัน
บางสิ่งที่เกินกำลังของตัวหนึ่ง กลับเป็นเรื่องง่ายดายของอีกตัว อาทิ มีเพียงหุ่นกะลาสีเท่านั้นที่สายเอ็นจะคอยชักแขนขาให้แหวกว่ายได้โดยไม่จมดิ่งสู่ก้นทะเล ทว่าหากกล่าวถึงความสามารถในการกวัดแกว่งอาวุธเพื่อกำราบภยันตราย ทั่วดินแดนก็มีเพียงหุ่นอัศวิน
เด็กชายจึงได้ข้อสรุปว่า ที่เชิดหุ่นกับสายเอ็นของแต่ละตัวถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกแล้วว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง และดูเหมือนความสามารถที่ติดมากับไม้เชิดหุ่นจะเกี่ยวข้องกับชื่อของหุ่นตัวนั้น
บางทีตอนที่สร้างพวกเขาขึ้นมาพ่อมดคงร่ายเวทกำหนดชะตาชีวิตของพวกเขาไม้จัตวาทรงจัตวาชิ้นนี้แล้วว่าใครต้องมีบทบาทอย่างไรในโรงละครเวทมนตร์แห่งนี้
แน่นอนว่า ย่อมมีบางสิ่งที่เขาทำได้แต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน กระนั้น ความสามารถที่มีกลับไร้สาระและไม่ได้มีสิ่งใดโดดเด่นเลย
เยี่ยงนี้แล้วจะเรียกว่า เขาถูกสร้างให้เป็นเหมือนพ่อมดหรือมนุษย์คนอื่น ๆ ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เด็กชายมีเพียงอิสระที่จะปรารถนา แต่ไร้เสรีภาพที่จะทำให้ความต้องการเหล่านั้นเป็นจริง หากชีวิตถูกบีบบังคับให้ร่ายรำบนเวทีแห่งนี้ตามบทที่ประพันธ์ไว้ หากเส้นทางของเขาถูกกำหนดให้เป็นแค่ “เด็กชาย” ตั้งแต่แรก เช่นนั้นการมีจิตใจจะมีความหมายอะไร เพราะเมื่อจุดจบของเรื่องราวถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่ม แล้วเขาจะต่างอะไรกับหุ่นไร้วิญญาณทั่วไปที่มีอยู่เพียงเพื่อแสดงบทบาทของตนแล้วลงจากเวทีไป
ทั้งที่ปัญหานี้คือเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับตน ทว่าหุ่นตัวอื่นกลับไม่มีใครทุกข์ร้อนด้วย พวกเขามักตอบเพียงว่า “ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แค่ได้มีชีวิตขึ้นมาก็ถือว่าเป็นพระคุณของท่านพ่อมดแล้ว”
แน่นอนว่าหุ่นเหล่านั้นไม่มีวันเข้าใจความอึดอัดนี้ ข้อจำกัดเล็กน้อยในสายตาหุ่นผู้เปี่ยมพรสวรรค์ กลับร้ายแรงพอที่จะทำให้ชีวิตของ “หุ่นเด็กชาย” ที่ไม่มีอะไรพิเศษ รู้สึกเหมือนนักโทษที่ถูกจองจำยิ่งขึ้นไปอีก
แต่เขาจะไม่ยอมให้ความรู้สึกไร้พลังเช่นนี้กัดกินหัวใจอีกต่อไป จากเรื่องเล่าที่เด็กชายเคยได้ยินในหมู่บ้าน ในโรงละครแห่งนี้ มีหุ่นเร่ร่อนในชุดพ่อมดตัวหนึ่งออกตระเวนไปทั่วสถาน ไม่มีใครรู้ว่าหุ่นตัวนี้มาจากไหน และมีนามว่าอะไร
มีเพียงเสียงร่ำลือลอยมาตามลมว่า นี่อาจเป็นร่างจำแลงของท่านพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่
กับเรื่องที่ว่าใครก็ตามที่ได้พบจะสามารถขอพรอะไรก็ได้ตามต้องการหนึ่งข้อ
ขอเพียงเขาหาตัวหุ่นพ่อมดพบ อิสรภาพที่เฝ้าถวิลหาก็ย่อมกลายเป็นจริงอย่างแน่นอน เมื่อไม่มีสายเอ็นที่คอยดึงรั้งแล้ว เขาก็จะสามารถทำทุกสิ่งได้ดั่งใจ
เขาจะเป็นหุ่นตัวแรกที่กลายเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง หรืออาจกลายเป็นตัวตนที่เหนือยิ่งไปกว่านั้นอย่างพ่อมด และในที่สุดเขาก็จะได้สละตัวตนอันแสนอ่อนแออย่างหุ่นเด็กชายทิ้งไปเสียที พร้อมกับได้รับนามอันพิเศษยิ่งกว่าหุ่นตัวไหน ๆ อย่างเช่น
“หุ่นผู้พิชิต”
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขามาสืบเรื่องราวเกี่ยวกับหุ่นพ่อมด ณ อารามแห่งนี้
ขอเพียงหาตัวหุ่นนี้พบเขามั่นใจว่าฝันทุกอย่างจะต้องเป็นจริงแน่นอน… หรืออย่างน้อยเด็กชายก็อยากจะเชื่ออย่างนั้น
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ถึงฉันจะให้คำตอบที่เธอต้องการไม่ได้ แต่ฉันรู้จักหุ่นที่น่าจะช่วยเธอได้นะ”
“ใครเหรอครับ” เด็กชายเอ่ยถามทันควัน ในระหว่างที่เขากำลังคิดสะระตะว่าควรไปหาเบาะแสของหุ่นพ่อมดที่ไหนต่อดี คำพูดของนักบวชตรงหน้าก็เป็นดั่งแสงสว่างในความมืด ที่ทำให้เขาตื่นเต้นจนแทบคุมน้ำเสียงตัวเองไม่ได้
“หุ่นนักปราชญ์ หรือหากจะพูดให้ถูกคือหนังสือแห่งความจริงที่นักปราชญ์อารักษ์อยู่”
ในบรรดาเรื่องเล่ามากมาย มีเพียงเรื่องของหนังสือแห่งความจริงเท่านั้นที่สามารถพิสูจน์ได้ หนังสือเล่มนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ โดยมีหุ่นนักปราชญ์และเหล่าอัศวินคอยพิทักษ์ ด้วยเชื่อกันว่ามันคือของวิเศษที่พ่อมดทำตกหล่นไว้ ยามต่อสู้กับปีศาจร้าย
จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครต่างก็หมายตาสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของโรงละครชิ้นนี้อยู่เสมอ ทว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้มันต้องได้รับการป้องกันอย่างเข้มงวด ไม่ใช่เพียงเพราะมันเป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่ยืนยันการมีอยู่ของพ่อมด แต่เป็นเพราะพลังพิเศษของมันตามเรื่องเล่าต่างหาก
ตำนานกล่าวไว้ว่าของสิ่งนี้มีอานุภาพลึกลับตรงตามชื่อ เชื่อกันว่า ขอเพียงกางมันออก ก็จะค้นพบคำตอบของทุกข้อสงสัยอยู่ภายใน ถึงเด็กชายจะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มีอยู่จริง กระนั้นเขากลับคิดว่ามันคงเป็นเพียงสมุดบันทึกเก่า ๆ โดยไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเจ้าโบราณวัตถุที่ถูกรักษาไว้ตั้งแต่ก่อนเขาจะถูกสร้างขึ้นมานั้นมีอำนาจเหนือจินตนาการอยู่จริง
แต่การที่ของวิเศษที่พ่อมดทิ้งไว้ให้ กลับเป็นเพียงสิ่งที่เหมือนเครื่องชี้แนะหรือป้ายบอกทางว่าเด็กชายต้องทำสิ่งใดต่อ แทนที่จะเป็นสิ่งที่เติมเต็มความปรารถนาของเหล่าหุ่นในทันควัน ดั่งเช่นของวิเศษชิ้นอื่นในตำนานอย่าง ลูกแก้วสารพัดนึก ก็ล้วนสะท้อนถึงนิสัยรักสนุกของพ่อมดได้เป็นอย่างดี
ทว่าสำหรับเด็กชายแล้ว ความสนุกของพ่อมดไม่ได้มาจากการหาคำตอบว่า “หากเหล่าหุ่นไม้มีจิตใจขึ้นมาเรื่องราวในโรงละครนี้จะเป็นเช่นไร” ดั่งที่นักบวชเชื่อ แต่คือความสำราญที่ได้เห็นพวกเขากระเสือกกระสนไขว่คว้าอิสรภาพ ทั้งที่มันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้ว
กระนั้น การมานั่งถกมุมมองที่ต่างกันนี้กับหุ่นนักบวชคงไม่สำคัญเท่าการถามเกี่ยวกับหนังสือแห่งความจริง เพราะหากมันมีอำนาจวิเศษตามคำเล่าขาน เด็กชายก็จะเข้าใกล้ความฝันขึ้นอีกก้าวหนึ่ง
ความคิดนี้ทำเขาแทบซ่อนความเร่งเร้าในน้ำเสียงไว้ไม่ไหว
“หนังสือนั่นมีพลังวิเศษอย่างในตำนานจริง ๆ เหรอครับ”
“มีจริงแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะได้ใช้หนังสือเล่มนั้นง่าย ๆ หรอกนะ”
ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้หัวใจที่เคยชุ่มชื้นของเด็กชายกลับมาแข็งทื่อราวกับแผ่นดินที่แตกระแหง คล้ายกับว่าพ่อมดจะตามขัดขวางเขาจากอิสรภาพที่ตามหาจนถึงท้ายที่สุด
“เพราะพลังของมันยิ่งใหญ่และอันตรายเกินกว่าจะปล่อยให้มีการใช้ได้โดยไม่ระแวดระวัง ด้วยเหตุนั้น หุ่นนักปราชญ์จึงมีหน้าที่คัดกรองคำขอใช้หนังสือแห่งความจริงก่อนเสมอ”
“…งั้นเหรอครับ”
“ถึงอย่างไรก็ลองไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ดูก่อนสิ บางทีเธออาจโชคดีได้รับอนุญาตก็ได้ ขอให้ท่านพ่อมดประทานพร”
“ขอบคุณมากครับ” เด็กชายกล่าวอำลา ทั้งหุ่นนักบวชตรงหน้า และความสงบสั้น ๆ ที่อารามแห่งนี้ทำให้รู้สึกเป็นครั้งแรก นับจากวันที่เขาโหยหาอิสรภาพ
“เช่นนั้นค่อยพบกันหลังเธอค้นพบคำตอบที่ต้องการในหนังสือแห่งความจริงแล้ว หรือบางที… คำตอบอาจไม่ได้อยู่ห่างไกลอย่างที่คิด มันอาจอยู่ใกล้ตัวเธอเสียจนไม่ต้องออกเดินทางเพื่อตามหาด้วยซ้ำ”
โรงน้ำชาของตันหลิม | Tanlim’s Teahouse
#โรงน้ำชาของตันหลิม #นิยายแฟนตาซี #เรื่องสั้น #ปรัชญา #เจตจำนงเสรี
ผลงานชิ้นนี้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ห้ามดัดแปลง แก้ไข หรือนําไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยเด็ดขาด
สําหรับการนําไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยไม่แสวงหากําไร ผู้เขียนมีความยินดีและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง "โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ที่จะนําไปใช้ติดต่อแจ้งความประสงค์ผ่านทาง Inbox ก่อนนําผลงานไปเผยแพร่ทุกครั้ง" เพื่อให้เป็นไปตามเจตจํานงที่ถูกต้องของผลงานและร่วมกันรักษาสิทธิ์ของเจ้าของผลงานครับ
ขอบพระคุณที่เข้าใจและให้เกียรติ
[ตันหลิม]

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา